รูปดวงตราประจำจังหวัด จังหวัดนครพนม รูปดวงตราประจำจังหวัด
เจ้าผู้ครองนคร
พระยาโคตรบอง

จากคำให้การชาวกรุงเก่า เล่าเรื่องพระยาโคตรบองไว้ว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ ของพระลือครองราชสมบัติ ณ เมืองนครสวรรค์บุรี มีพระมเหสีพระนามว่าสุมณฑาเทวี ในรัชสมัยของพระองค์มีพวกทำป่าไม้คุมพรรคพวกเข้าป่าไปตัดไม้ คราวหนึ่ง คนที่เป็นหัวหน้าได้จัดให้บุรุษผู้หนึ่งเฝ้าที่พัก และให้มีหน้าที่หุงข้าวต้มแกงไว้เลี้ยงดูพวกคนงาน วันหนึ่งเมื่อได้เวลาบุรุษผู้นั้น ก็จัดแจงหุงข้าว เมื่อหม้อข้าวเดือดจึงกลับมาจะเล่นงานเอาบุรุษนั้นจึงคดข้าวคำนั้นกินจนหมดหม้อเมื่อหุงหาใหม่ต่อไป ครั้นอิ่มแล้ว รู้สึกตัวว่าเกิดกำลังวังชาขึ้นมากมาย ได้ลองถอนต้นยางใหญ่ๆ ดูก็ทำได้ดังใจ ครั้งเมื่อพวกคนงานตัดไม้เสร็จแล้ว บุรุษผู้นั้นก็ฉุดลาก ไม้ซุงไม้เสาต้นใหญ่ๆ ยาวๆ มาลงยังท่าน้ำได้ โดยมิต้องใช้ช้างหรือแรงคนอื่นเลย หัวหน้างานจึงจัดให้เป็นผู้คุมแพไม้ลงมายัง นครสวรรค์บุรี
เกียรติศัพท์เรื่องบุรุษมีกำลังดังช้างสารนี้ก็ ล่ำลือกันต่อๆ ไป เผอิญในระยะนั้นกษัตริย์ผู้ครองนครเสด็จสวรรคต เสนาอำมาตย์จึง มาเชิญบุรุษผู้นั้นเป็นกษัตริย์ขึ้นครองเมืองสืบแทน และได้ถวายพระนามว่าพระยาโคตรบอง ต่อมาเกิดแผ่นดินไหว โหรทำนายว่าจะมี ผู้มีบุญมาเกิด พระยาโคตรบองเกรงว่าผู้มีบุญจะมาชิงราชสมบัติ จึงสั่งให้จับหญิงมีครรภ์มาฆ่าเสียสิ้น แต่บังเอิญหญิงที่มีบุญมาเกิดในครรภ์ หนีรอดไปได้ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวอีก โหรทำนายว่าผู้มีบุญมาเกิดแล้ว พระยาโคตรบองจึงสั่งให้จับเอาทารกมาครอกไฟจนหมดสิ้น ในทารกเหล่านั้นมี ผู้หนึ่งถูกเพียงไฟลวกตามมือตามเท้า ดิ้นรนออกจากกองไฟไปได้นายป่าช้าจึงนำทารกนั้นไปเลี้ยงไว้จนเติบโตอายุได้ ๑๕ ปี เป็นเด็กพิการเดินไม่ได้ ได้แต่กัดแกรกๆ ไปเท่านั้น ภายหลังเรียกกันว่า พระยาแกรก
อยู่มาวันหนึ่งประชาชนโจทก์ขานกันว่า โหรทูลพระยาโคตรบองว่า ผู้มีบุญจะมาจึงมีผู้คนแตกตื่นไปดูกันเป็นจำนวนมาก เด็กพิการก็ไปดูด้วย ขณะนั้นพระอินทร์แปลงร่างเป็นผู้เฒ่าลงมาพบกับเด็กพิการนั้น นำอาหาร น้ำมันทา และเครื่องราชกกุธพัณฑ์ ใส่ให้เมื่อเด็กพิการกินอาหารนั้นแล้ว เกิดกำลังวังชาเอาน้ำมันทาตัว ร่างกายก็หายเป็นปกติ ผิวพรรณผ่องใส เอาเครื่องราชกกุธพัณฑ์ สอดใส่เหน็บพระขรรค์ขึ้นขี่ม้าเหาะไปในอากาศเหนือนครสวรรค์บุรี พระยาโคตรบองเห็นตกพระทัย เอาตะบองขว้างไปก็ไม่ถูก แต่กับไปถูกช้างตายถึงล้านตัว ครั้งแล้วพระยาโคตรบองก็ทิ้งนครสวรรค์บุรีไปสร้างเมืองล้านช้าง ซึ่งเรียกภายหลังว่า นครศรีสัตนาคนหุต
จากเรื่องราวทางภาคอีสานได้เขียนเป็นข้อความคล้ายกันพอสรุปได้ความว่า พระยาโคตรบองผู้มีฤทธิ์ใช้กระบองขว้าง พระยาแกรกผู้มีบุญ ซึ่งกำลังขี่ม้าเหาะ (ห้อ) มาแต่ไม่ถูก เกิดละอายพระทัยจึงหนีไปและไปได้กับพระธิดาพระเจ้าล้านช้าง
ในบางฉบับกล่าวว่า พระยาโคตรบองมาจากลพบุรีบ้าง มาจากเวียงจันทร์บ้าง มาจากเมืองระแหงบ้าง ซึ่งตามคำให้การของชาว กรุงเก่าดังได้กล่าวมาแล้วในบางตอน ก็ยังกล่าวไว้ว่า พระยาโคตรบองเป็น โอรสพระร่วงหนีมาจากสุโขทัย ได้มาครองเมืองล้านช้าง ซึ่งสันนิษฐานว่าพระยาโคตรบองคงจะได้กับพระธิดาพระเจ้าเวียงจันทรน์มาก่อนแล้ว พระราชธิดาจึงให้มาครองเมืองศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งเป็นเมืองลูกหลวงขึ้นแก่นครล้านช้าง (เวียงจันทน์)
ในบางฉบับซึ่งเขียนทางภาคอีสานกล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ล้านช้างมีพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชบุตร องค์หนึ่ง พระนามว่า เจ้าโคตะ (คงเป็นพระราชบุตรเขย) ได้ครองเมืองจึงสร้างเมืองๆ หนึ่งที่ปากห้วยหินบูรณ์ (ปากห้วยบรรจบลำน้ำโขง ฝั่งซ้าย ตรงข้ามอำเภอท่าอุเทน เหนือเมืองนครพนม บางคนเรียก หินปูน) ให้ชื่อเมืองใหม่นี้ว่า "ศรีโคตรบูรณ์" เป็นเมืองลูกหลวงขึ้นต่อเมือง เวียงจันทน์ตั้งให้เจ้าโคตะ เป็นพระยาศรีโคตรบูรณ์ สืบราชสมบัติครองนครมาได้หลายองค์ จนถึงพระองค์ที่มีฤทธิ์ด้วยกระบอง (ภาคอีสานเรียก ไม้ค้อน ) จึงได้พระนามว่าพระยาศรีโคตรบอง และทรงย้ายเมืองมาตั้งที่ป่าไม้รวก ห้วยศรมัง ริมแม่น้ำโขงฝั่งซ้าย (คือ เมืองเก่า ได้เมืองท่าแขกในปัจจุบัน) เมื่อพระเจ้าศรีโคตรบองสวรคคตแล้ว เจ้าสุบินราชโอรสพระยาศรีโคตรบองครองราชสมบัติแทน ทรงพระนามว่าพระยาสุมิตธรรมราช เมื่อพระยาสุมิตรธรรมราชสวรรคตแล้ว เจ้าโพธิสารราชโอรสครองนครสืบแทน ทรงพระนามว่า พระเจ้าโพธิสาราชธานีศรีโคตรบูรณ์ เมื่อสวรรคติแล้ว ไม่มีกษัตริย์ผู้ครองนครสืบแทน คงมีแต่มหาอำมาตย์ได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ารักษาเมือง

Home Page โครงการสื่อปฏิสัมพันธ์ของชาติสถานที่สำคัญบุคคลสำคัญวิถีชีวิตภูมิปัญญาของดีท้องถิ่นเอกสารสำคัญธรรมชาติวิทยาดัชนีข้อเสนอแนะ