รูปดวงตราประจำจังหวัด จังหวัดลำพูน รูปดวงตราประจำจังหวัด
แหล่งโบราณคดี
กำแพงเมืองและคูเมือง
กำแพงเมืองและคูเมือง

จังหวัดลำพูนเป็นเมืองเก่าแก่มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๓ มีการวางผังเมืองตามคติโบราณ โดยมีปราการอันได้แก่คูเมืองและ กำแพงเมืองเป็นแนวป้องกันการบุกรุกของข้าศึกศัตรูสัณฐานของตัวเมืองที่มองจากภาพถ่ายทางอากาศเหมือนกับรูปเปลือกหอย ตรงกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในตำนานมูลศาสนาซึ่งกล่าวถึงการสร้างเมืองหริภุญชัยโดยพระฤาษีวาสุเทพ และ พระสุกกทันตะฤาษีไว้ดังนี้
“ฝ่ายว่านกหัสดีลิงค์ตัวนั้น เมื่อได้ยินยังถ้อยคำแห่งเจ้าฤาษีกล่าว ดังนั้นก็บินไปสู่มหาสมุทรนำเอามายังเกล็ดหอย แล้วก็นำไปส่ง แก่วาสุเทวฤาษีและ สุกกทันตฤษี ตามคำสั่งของอนุสิสสฤษีครั้นไปถึงจึงไปจับอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ริมแม่น้ำระมิงค์หนตะวันตก ตรงที่พระศาสดาทรงประดิษฐานพยากรณ์ครั้งนั้น แล้วทิ้งลงมาซึ่งเกล็ดหอยอันนั้น ณ ที่นั้น ขณะนั้นวาสุเทวฤษีครั้นได้แล้วซึ่ง เกล็ดหอย จึงเอาไม้เท้าขีดยังพื้นดินในสถานที่นั้นให้รอบเสมอดังเกล็ดหอยอันนั้น ทันใดนั้นเดชอำนาจแห่งฤทธิพระฤษีแผ่นดิน อันหนาก็ยุบลง เป็นคูรอบพระนครตามรอยปลายไม้เท้าอันพระฤษีขีดไว้นั้น หอทิ้งท่านท้าวปราการทั้งมวลก็พุ่งขึ้นมาพร้อมบริบูรณ์ เหตุดังนั้น เมืองนี้จึงได้ชื่อว่าลพุนนั้นแล”
กำแพงเมืองและคูเมือง
แนวกำแพงเมืองหริภุญชัยเดิมคงจะได้รับการบูรณะมาหลายครั้ง แต่การบูรณะครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยของพระเมืองแก้วในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ แต่ก็ยังเห็นได้ชัดเจนว่าคงยึดถือตามคติเดิมตามที่กล่าวไว้ในตำนานการสร้างเมือง คือคงมีสัญฐานคล้ายกับเปลือกหอยนั่นเอง
หลักฐานการบูรณะกำแพงเมืองในสมัยพระเมืองแก้วปรากฏอยู่ในตำนาน วัดพระธาตุหริภุญชัยซึ่งเรียบเรียงโดย อาจารย์สิงฆะ วรรณสัย กล่าวว่าการสร้าง แนวกำแพงเมืองใหม่นั้นได้ถือเอาฤกษ์แรกสร้างในวัน ๕ (วันพฤหัสบดี) ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๒ (เดือนยี่) ปีรวายไจ้ (ปีชวด) ศักราชได้ ๘๗๘ ยามคลาด (บ่าย) ๒๐ น้ำ พระอาทิตย์ พระพุทธ พระเสาร์ อยู่อาศีประจิตร พระศุกร์อยู่ราศีดุลย์ พระพฤหัสบดีอยู่ราศีสิงห์ลัคณาอยู่ราศีกรกฏ พระอังคารอยู่ราศีเมษ พระจันทร์อยู่ราศีมังกร ฤกษ์ที่ ๒๓ เขียนเป็น รูปดวงกำแพงเมือง หริภุญชัยได้ดังนี้

รูปดวง

กำแพงเมืองและคูเมือง
กำแพงเมืองที่สร้างใหม่นี้มีปริมณฑลโดยรอบได้ ๑,๕๙๖ วา ๒ ศอกแต่ประตูขัว (ท่าสิงห์) ถึงท่าข้าม (ท่าขาม) มี ๑๘๒ วา แต่ประตูท่าข้าม ถึงประตูลี้มี ๒๕๐ วา ๓ ศอก แต่ประตูลี้ ถึงประตูมหาวันมี ๒๔๙ วา แต่ประตูมหาวันถึงประตูช้างสีหัวเวียงมี ๓๔๕ วา แต่ประตูหัวเวียงถึงประตู ท่านางมี ๑๗๕ วา แต่ประตูท่านางถึงประตูเวียงเรือถึงหัวขัวมี ๑๖๒ วา ๑ ศอก ใช้หินแลงก่อทั้งสิ้น ๕๖,๗๘๐ ก้อนใช้อิฐก่อทั้งสิ้น ๖,๓๑๕,๐๐๐ ก้อน ในการก่อสร้างกำแพงเมืองนี้พระเมืองแก้วโปรดให้ พันหยาหน้อยเป็นหัวหน้าผู้ควบคุมการก่อสร้าง
ลักษณะของกำแพงเมืองลำพูนดังกล่าว เป็นกำแพงที่ก่อด้วยอิฐสอปูน มีแนวของ คูเมืองอยู่ด้านนอกขนานไปกับตัวกำแพง เป็นแนวยาวเกือบตลอดทั้ง ๔ ด้านยกเว้นด้านตะวันออกที่มีแม่น้ำกวงไหลผ่านเป็นปราการทางธรรมชาติ ตัวกำแพงแบ่งออกเป็น สองส่วน คือส่วนฐานมีความสูงประมาณ ๓ เมตร ก่อด้วยศิลาแลง ด้านบนก่ออิฐทำเป็นรูปใบเสมา
กำแพงเมืองและคูเมือง
ประตูเมืองโดยรอบนั้นเดิมมีทั้งหมด ๖ แห่ง คือประตูท่าขาม ซึ่งเป็นประตู ใหญ่ด้านหน้าเมือง หันออกสู่แม่น้ำกวงซึ่งเป็นแม่น้ำ สายสำคัญที่หล่อเลี้ยง ชาวลำพูนมาแต่โบราณ ถัดขึ้นไปทางทิศเหนือของ ประตูท่าขามเป็นประตูเล็ก ๆ อยู่ด้านวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร คือ ประตูท่าสิงห์ ถัดจากประตูท่าสิงห์ ขึ้นไปทางทิศเหนือคือประตูท่านาง แต่เดิมตรงประตูนี้มีสะพานไม้ขนาดเล็ก ทอดไปยังฝั่งตรงกันข้าม ซึ่งเป็นหมู่บ้านเวียงยองตรงกับด้านหลังของ วัดหัวขัว หมายถึงวัด ที่อยู่ตรงหัวสะพานนั่นเอง ด้านเหนือของ ตัวเมืองมีประตูช้างสีเพียงประตูเดียว ประตูแห่งนี้มีตำนานกล่าวถึงความเป็นมาของชื่อ ประตูเมืองคือ เมื่อครั้งที่พระเจ้ามหันตยศและ พระเจ้าอนันตยศพระราชโอรสของพระนางเจ้าจามเทวีได้ช้างสำคัญคู่พระบารมีชื่อ “ผู้ก่ำงาเขียว” มาจากดอยอ่างสรงแล้วทรงนำช้าง เข้าเมืองทางประตูด้านทิศเหนือของพระนคร ขณะที่ช้างเดินผ่านประตูเข้าไป ช้างได้เอาสีข้างสีกับประตูเมืองจึงเป็นเหตุให้ประตูนี้ได้ชื่อว่า ประตูช้างสี มาตราบเท่าทุกวันนี้ ก่อนที่ประตูช้างสีจะถูกรื้อลงนั้น ประตูช้างสีเป็นประตูแคบๆ มีความกว้างประมาณ ๓ เมตรเท่านั้น ผนังทั้งสองข้างของประตูช้างสีทำเป็นซุ้มโค้งภายในมีรูปปั้น ของช้างโผล่มาแค่ขาคู่หน้าภายหลังเมื่อมีการขยายประตูเมืองในปี ๒๔๘๒ โดยขยายความกว้างของประตูเมืองออกข้างละ ๖ เมตรทำให้รูปปั้นของช้างถูกรื้อออกไปด้วย คงเหลือเพียงแค่ขาคู่หน้าเท่านั้น ต่อมาในปี ๒๔๙๑ ทางเทศบาลเมืองลำพูนได้รื้อ แนวกำแพงเมืองลำพูนลงจนเกือบหมด คงเหลือเพียงประตูช้างสีกับประตูมหาวันเท่านั้น ด้านประตูช้างสีนั้นได้มีการตัดทอนส่วนสูง ลงมาพร้อมกับการขยายช่องประตูให้กว้างออกไปและมีการลบมุมของช่องประตูด้านในให้โค้ง กับเส้นทางจราจรในส่วนนั้นซึ่งเป็น ทางแยกดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนทางด้านตะวันตกมีประตูชื่อว่า ประตูมหาวัน ซึ่งในปัจจุบันนี้คงเหลือเพียงแนวประตูด้านเหนือเป็นบางส่วนเท่านั้น คือส่วนฐานที่ก่อด้วยศิลาแลง ส่วนของประตูด้านใต้เหลือให้เห็นเพียงกองอิฐดินเตี้ยๆ เท่านั้น ทางด้านทิศใต้ของตัวเมือง มีประตูลี้เพียงประตู เดียวปัจจุบันไม่หลงเหลือสภาพของประตูเมืองให้เห็นแล้ว กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนกำแพงเมือง ลำพูนเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘

Home Page โครงการสื่อปฏิสัมพันธ์ของชาตีสถานที่สำคัญบุคคลสำคัญวิถีชีวิตภูมิปัญญาของดีท้องถิ่นเอกสารสำคัญธรรมชาติวิทยาดัชนีข้อเสนอแนะ