สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 5
เล่มที่ ๕
เรื่องที่ ๑ ผัก
เรื่องที่ ๒ ไม้ผล
เรื่องที่ ๓ อ้อย
เรื่องที่ ๔ มันสำปะหลัง
เรื่องที่ ๕ พืชหัว
เรื่องที่ ๖ การขยายพันธุ์พืช
เรื่องที่ ๗ เป็ดไก่
เรื่องที่ ๘ พันธุ์ไม้ป่า
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๕ / เรื่องที่ ๘ พันธุ์ไม้ป่า / พันธุ์ไม้ป่าที่มีลักษณะแปลกพิเศษ

พันธุ์ไม้ป่าที่มีลักษณะแปลกพิเศษ
พันธุ์ไม้ป่าที่มีลักษณะแปลกพิเศษ

นอกจากพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีพันธุ์ไม้ป่าที่มีรูปลักษณะพิเศษ มีลักษณะความเป็นอยู่อย่างพิสดาร แตกต่างไปจากพันธุ์ไม้อื่นๆ คือ

๑. พันธุ์ไม้กินแมลง
(insectivorous plants)

พันธุ์ไม้กลุ่มนี้ถึงแม้ว่าจะได้อาหารจากการสังเคราะห์แสงก็ตาม แต่ไม่เพียงพอ เพราะสภาพแวดล้อมไม่อำนวย เช่น เกิดในที่ดินทรายมีน้ำขัง หรือมีปุ๋ยน้อย ดังนั้นจึงต้องหาอาหารมาเพิ่ม โดยการเปลี่ยนรากหรือใบให้มีลักษณะพิเศษ สำหรับดักจับแมลงมาย่อย ดูดกินเป็นอาหาร เท่าที่พบในประเทศไทยมีด้วยกัน ๓ สกุล คือ

๑.๑ หญ้าน้ำค้าง (Drosera) มีอยู่ด้วยกัน ๓ ชนิดคือ หญ้าน้ำค้างหรือจอกบ่วาย หญ้าไฟตะกาด และหญ้าไฟเดือนห้า ซึ่งต่างเป็นพืชล้มลุกขนาด เล็ก พบขึ้นตามทุ่งโล่งที่ดินเป็นทราย มีน้ำขัง ดอก สีขาวหรือชมพู ตามใบมีขนยาวๆ ที่ปลายพองเป็น ตุ่มกลมๆ ขับน้ำเมือกเหนียวๆ ใสๆ ดูคล้ายหยาด น้ำค้าง ใช้ดักจับแมลงที่บินมาตอมหรือไต่ขึ้นมา
หม้อข้าวหม้อแกงลิง
หม้อข้าวหม้อแกงลิง
๑.๒ หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) เป็นไม้เถาเลื้อย อาศัยปลายใบ รัดพันไปกับต้นไม้อื่นๆ และปลายใบของพันธุ์ไม้จำพวกนี้แปรสภาพยืดยาว ออกเป็นก้านกลม แล้วพองออกเป็นรูปกระบอก มีลักษณะต่างๆ กัน กระบอกนี้มีฝาปิด เมื่อยังเจริญ ไม่เต็มที่ เมื่อเจริญเต็มที่จะเปิดออกเพื่อรับแมลง ต่างๆ ให้ร่วงหล่นลงไปภายใน ที่ก้นกระเปาะมีน้ำ ย่อยอย่างอ่อนขังอยู่ เพื่อใช้ย่อยละลายวัตถุธาตุใน ซากแมลง และดูดน้ำไปใช้เป็นอาหาร หล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของพันธุ์ไม้ พืชพวกนี้มีด้วยกัน ๓ ชนิด คือ

เขนงนายพราน พบขึ้นตามป่าละเมาะที่มี ดินปนทรายและน้ำขัง
หม้อแกงค่าง พบขึ้นตามป่าพรุ
หม้อแกงลิง หรือ น้ำเต้าพระฤาษี พบขึ้น ตามป่าทุ่งดินทรายในระดับสูง
๑.๓ สาหร่ายข้าวเหนียว (Utricularia) เป็น พืชขนาดเล็ก มีอยู่ด้วยกันมากชนิดขึ้นตามที่แฉะชื้น น้ำขังหรือตามบึง ใบออกเป็นกระจุกที่โคนต้น ส่งช่อดอกขึ้นมาสูง ดอกสีขาวเหลือง ม่วงแดง หรือ ม่วงน้ำเงิน พันธุ์ไม้กลุ่มนี้มีกระเปาะเล็กๆ ตามราก มีช่องเปิดสำหรับตักไรน้ำกินเป็นอาหาร
๒. กาฝาก (parasites)

เป็นพืชที่อาศัยเกาะขึ้นกับพืชอื่น และแย่งอาหารจากพืชที่เกาะอยู่ และบางชนิดก็แย่งอาหารจากพวกกาฝากด้วยกัน พืชพวกกาฝากจะมีรากชนิดหนึ่ง เรียกว่า รากเบียน (haustoria) ที่แทงทะลุเปลือกไม้เข้าไปถึงขั้นเยื่อ สร้างความเจริญเติบโต (Cambium) ของพืชที่เกาะอาศัยอยู่ พืชกาฝากแบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ
กาฝาก
กาฝาก
๒.๑ พวกเบียนลำต้นเป็นพืชในวงศ์ลอแรนทาซิอี (Loranthaceae) ซึ่งมีหลายสกุล และมาก มายหลายชนิด พบขึ้นทั่วไปตามต้นไม้ต่างๆ และ มักเรียกชื่อตามต้นไม้ที่เกาะเบียนอยู่ เช่น กาฝาก มะม่วง กาฝากก่อตาหมู เป็นต้น

๒.๒ พวกเบียนราก มีหลายวงศ์ เช่น

วงศ์ขนุนดิน (Balanophoraceae) อาศัยเกาะ กินรากต้นไม้ป่าชนิดต่างๆ ตัวอย่างเช่น ขนุนดิน ลำต้นแยกแขนงสั้นๆ ชิดกันเป็นกระปุกใหญ่สีน้ำ ตาล ผิวขรุขระ ส่วน โหราเท้าสุนัข ซึ่งใช้เป็นสมุน ไพรชนิดหนึ่งนั้น ลำต้นแยกแขนงค่อนข้างห่างกัน
ดอกดิน
ดอกดิน
วงศ์ดอกดิน (Orobanchaceae) อาศัยเกาะ กินอาหารจากรากไผ่

วงศ์บัวผุด (Rafflesiaceae) ได้แก่ กระโถน ฤาษี ดอกตูม เป็นก้อนกลมๆ สีขาว เวลาบานจะ เห็นภายในสีน้ำหมากประเหลือง กลิ่นไม่ชวน ดม
๓. พืชอาศัย (epiphytic plants)

ได้แก่ พืชชนิดต่างๆ ที่อาศัยพำนักอยู่ตามราก ลำต้น กิ่งและใบของต้นไม้ด้วยการใช้รากเกาะยึดอยู่ตามผิวของส่วนนั้นๆ โดยที่ไม่ได้ส่งรากเบียนแทงทะลุเข้าไปแย่งอาหาร ดังเช่น กาฝาก พืชที่เกาะขึ้นอยู่ตามก้อนหิน และผิวหินทั่วๆ ไปในป่านั้นก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย พืชอาศัยนี้มีอยู่มากมายหลายชนิดและพอ จะจัดแยกออกได้เป็นพวกๆ ๕ พวก คือ

๓.๑ ฝอยลม (lichens) พืชพวกนี้มีลักษณะ ครึ่งสาหร่าย (algae) ครึ่งเห็ด (fungi) พบขึ้นบนผิว เปลือกไม้ตามลำต้น และกิ่งของต้นไม้หรือตามก้อน หิน มีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันไป บางชนิดเป็น แผ่นเรียบ ผนึกราบกับวัตถุที่ขึ้นอยู่เป็นกาบล่อนๆ เป็นฝอยห้อยยาว หรือเป็นก้อนกระจุกขึ้นชิดติดกัน ชนิดที่เรียกว่าฝอยลมนั้นอยู่ในสกุล Usnea ชาว ชนบทนิยมใช้แช่น้ำให้หญิงขณะทำคลอดดื่ม ทำให้ คลอดบุตรง่าย

๓.๒ หญ้ามอสส์ (mosses) มีอยู่ทั่วไปใน ป่าดิบชื้น ทั้งในระดับต่ำและระดับสูง จะเห็นว่า พืชประเภทนี้ปกคลุมราก ลำต้น กิ่ง และใบของ ต้นไม้ หรือตามก้อนหินอยู่ทั่วๆ ไปหญ้ามอสส์มี ประโยชน์ในด้านอนุรักษ์ในข้อที่ว่าช่วยสร้างความ สมบูรณ์ของดินให้สูงขึ้น และช่วยรักษาระดับความ ชื้นในป่านั้นๆ ให้คงที่อยู่ตลอดไป ชนิดที่ขึ้นอยู่ตาม ใบนั้น เมื่อขยี้จะมีกลิ่นฉุน จำพวกนี้จัดอยู่ในกลุ่ม ตะไคร่น้ำ (hepatics)
ชายผ้าสีดา
ชายผ้าสีดา
๓.๓ ผักกูด (ferns) จะขึ้นอยู่มากในป่าดิบ ชื้น และทำหน้าที่ทำนองเดียวกันกับหญ้ามอสส์ และตะไคร่น้ำ ผักกูดบางชนิดมีทรวดทรงและใบ งดงามจึงมีผู้นำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันหลายชนิด เช่น ข้าหลวงหลังลาย ชายผ้าสีดา และกูด หูควาก เป็นต้น ผักกูดบางชนิดชาวชนบทได้ใช้เป็น สมุนไพร เช่น ว่านงู หรือว่านนาคราช กล่าวกัน ว่าใช้แก้งูพิษได้ดี
๓.๔ กล้วยไม้ (orchids) มักชอบขึ้นในป่า ที่มีภูมิอากาศแห้งในเวลากลางวัน และความชื้นสูง ในเวลากลางคืน และจะพบว่ากล้วยไม้ส่วนใหญ่มัก ขึ้นในป่าเต็ง รัง ที่มีความร้อนจัดในตอนกลางวัน
กล้วยไม้ที่พบขึ้นตามต้นไม้ และก้อนหิน ที่มีดอกสวยงามนั้นก็คือ

ฟ้ามุ่ย ดอกสีน้ำเงินขนาดใหญ่
สามปอยดง ดอกสีขาวอมเหลือง กลิ่น หอมและบานทน
ช้างกระ ดอกสีขาวมีประแดง กลิ่น หอมและบานทน
ช้างเผือก ดอกสีขาวสะอาด กลิ่นหอม และบานทน
ช้างแดง ดอกสีแดง กลิ่นหอมและ บานทน
กุหลาบเหลือง โคราช ดอกสีเหลือง ลิ้นม่วงแดง  กลิ่นหอมและบานทน
เอื้องคำและ เอื้องผึ้ง ดอกสีเหลือง 
ผมผีพราย ดอกสีม่วงชมพู
เอื้องแซะ ดอกขาวลิ้นเหลือง กลิ่น หอม นิยมปลูกทางเหนือ เพราะพบขึ้นตามป่าเขา ระดับสูง
เข็มเหลือง ดอกสีเหลืองส้ม
เข็มแสด ดอกสีเหลืองแสด
เข็มแดง ดอกสีม่วงแดง
ฟ้ามุ่ย
ฟ้ามุ่ย
๓.๕ ไทร เป็นพันธุ์ไม้ในสกุลมะเดื่อ (Ficus) ผลสุกเป็นอาหารหลักของนกชนิดต่างๆ เมื่อนกไป ถ่ายมูลไว้ตามคบไม้ เมล็ดไทรก็จะงอกขึ้นเป็นต้น และส่งรากลงมาตามลำต้นไม้จนถึงพื้นดินได้อาหาร ในดินเพิ่มขึ้นก็จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งเรือน ยอดขึ้นไปเหนือต้นไม้ที่อาศัยอยู่ ในขณะเดียวกัน ก็ใช้รากโอบพันลำต้นไว้เพื่อพยุงลำต้นให้สามารถ ทรงตัวอยู่ได้อย่างมั่นคง ในที่สุดต้นไม้นั้นจะตาย เพราะไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ต้นไทรก็สามารถ ยืนต้นอยู่ได้ โดยอาศัยลำต้นตายนั้นเป็นแกน ไทรมี อยู่มากชนิด ที่พบมากคือ ไทรพัน ไทรทอง กร่าง และไกร
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป