สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 5
เล่มที่ ๕
เรื่องที่ ๑ ผัก
เรื่องที่ ๒ ไม้ผล
เรื่องที่ ๓ อ้อย
เรื่องที่ ๔ มันสำปะหลัง
เรื่องที่ ๕ พืชหัว
เรื่องที่ ๖ การขยายพันธุ์พืช
เรื่องที่ ๗ เป็ดไก่
เรื่องที่ ๘ พันธุ์ไม้ป่า
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๕ / เรื่องที่ ๕ พืชหัว / เผือก

เผือก
เผือก

เผือกเป็นพืชหัวชนิดหนึ่ง ประชากรของประเทศในเขตร้อนเกือบทั่วโลกรู้จักเผือกเป็นอย่างดี บางประเทศรับประทานเผือกเป็นอาหารหลัก เหมือนคนไทยรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก บางประเทศรับประทานเผือกเป็นอาหารรอง ประเทศเหล่านั้นจึงปลูกเผือกกันเป็นล่ำเป็นสัน และถือว่า เผือกเป็นพืชเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศ สำหรับประเทศไทย ประชาชนรับประทานเผือก โดยประกอบเป็นอาหารคาว และทำขนม ปริมาณการใช้ยังไม่มากเหมือนพืชชนิดอื่น จึงไม่ปลูกมาก แต่คาดว่าปริมาณการใช้เผือกจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยมีผลิตผลเผือกประมาณปีละ ๖๕,๓๕๙ ตัน (สถิติปี พ.ศ. ๒๕๑๑) คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๖๓ ล้านบาท ปัจจุบันประเทศไทยส่งเผือกเป็นสินค้าออก ประเทศที่รับซื้อเผือกจากประเทศไทย ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เผือกจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ประเทศไทยสามารถผลิตเผือกได้ปีละประ- มาณ ๖๕,๓๕๙ ตัน (สถิติปี พ.ศ. ๒๕๑๑) นับว่า ยังน้อยกว่าอีกหลายประเทศ แต่ก็คงมากกว่าอีก หลายประเทศทีเดียว จากสถิติที่รวบรวมได้ มี ประเทศผู้ผลิตเผือกมากดังต่อไปนี้
ประเทศ ผลิตผล (ตัน)
    ไนจีเรีย (Nigeria)
    กานา (Ghana)
    แคเมอรูน (Cameroun)
    ไอวอรี่โคสท์ (Ivory Coast)
    ไทย (Thailand)
    สหสาธารณรัฐอาหรับ (UAR)
    รัฐฮาไวอิ-สหรัฐอเมริกา (Hawaii)
๑,๒๙๑,๐๐๐
   ๙๕๕,๐๐๐
   ๗๐๓,๐๐๐
   ๑๖๖,๐๐๐
     ๖๕,๓๕๙
    ๓๕,๘๐๐
     ๔,๐๐๐


ปริมาณการปลูกและการผลิตเผือกได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มจาก ๔๔,๒๓๖ ไร่ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็น ๗๙,๙๘๕ ไร่ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ผลิตผลเพิ่มจาก ๓๕,๕๕๘ ตัน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็น ๖๕,๓๕๙ ตัน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑

ปี พ.ศ. เนื้อที่เพาะปลูก (ไร่) ผลิตผล (ตัน)
๒๕๐๗
๒๕๐๘
๒๕๐๙
๒๕๑๐
๒๕๑๑
๔๔,๒๗๖
๕๓,๒๙๕
๖๗,๖๖๑
๗๕,๕๓๙
๗๙,๙๘๕
๓๕,๕๕๘
๔๘,๙๐๕
๕๗,๓๕๘
๖๓,๒๑๒
๖๕,๓๕๙

ผลผลิตหัวเผือกสดประมาณ ๑-๔ ตันต่อไร่
ราคาขายส่งประมาณกิโลกรัมละ ๔.๕๐-๕.๐๐ บาท
ราคาขายปลีกประมาณกิโลกรัมละ ๕.๐๐-๖.๐๐ บาท
ลักษณะของหัวเผือกที่ใช้เป็นอาหาร
ลักษณะของหัวเผือกที่ใช้เป็นอาหาร
ประวัติความเป็นมาและแหล่งปลูก

เผือกมีชื่อภาษาอังกฤษว่า ทาโร (Taro) นอกจากชื่อนี้ยังมีชื่ออื่นอีก คือ โอลด์โคโคแยม (Old Cocoyam) แดเชน หรือ แดชีน (Dashen หรือ Dasheen) และ เอดโด (Eddo หรือ Eddoe)
เผือกมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย และแถบมหาสมุทรแปซิฟิก เผือกเป็นอาหารหลักของชาวนิวกีนี เดิมทีเดียวเผือกเป็นพืชป่า ต่อมามนุษย์จึงนำเอาเผือกมาปลูก เพื่อใช้รับประทาน คนไทยรู้จักรับประทานเผือกมานานแล้ว

ตารางแสดงเนื้อที่ปลูกและผลิตผลเผือก ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ แยกเป็นรายภาค
ภาค พื้นที่ปลูก (ไร่) ผลิตผล (ตัน)
  กลาง
  เหนือ
  ตะวันออกเฉียงเหนือ
  ใต้
๔๓,๗๙๙
   ๔,๕๑๙
๑๕,๐๘๑
๑๖,๕๘๖
๓๖,๕๖๑
   ๒,๙๔๗
๑๑,๓๒๔
๑๔,๕๒๕
รวมทั้งประเทศ ๗๙,๙๘๕ ๖๕,๓๕๘

ประเทศไทยในปัจจุบันมีการปลูกเผือกในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ มีการปลูกเผือกมากที่สุดในจังหวัดในภาคกลาง ซึ่งมีเนื้อที่ปลูกมากกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ปลูกเผือกทั้งหมดของประเทศ จังหวัดที่ปลูกมาก ได้แก่ ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชัยนาท สมุทรสาคร รองลงไป ได้แก่ ภาคใต้ ปลูกมากในจังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกมากในจังหวัดบุรีรัมย์ มหาสารคาม ส่วนภาคเหนือปลูกเผือกน้อยกว่าภาคอื่นๆ ปลูกมากในจังหวัดน่าน

ตารางแสดงจังหวัดที่ปลูกเผือกมาก ๑๐ จังหวัด ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑
ลำดับ จังหวัด เนื้อที่ปลูก (ไร่) ผลิตผล (ตัน)









๑๐
ราชบุรี
ประจวบคีรีขันธ์
สงขลา
ชัยนาท
บุรีรัมย์
สุราษฎร์ธานี
สมุทรสาคร
มหาสารคาม
ชุมพร
น่าน
๑๓,๒๓๘
๗,๘๙๐
๔,๕๑๓
๓,๐๔๐
๒,๗๘๐
๒,๔๖๙
๒,๔๑๘
๒,๒๕๐
๒,๒๓๓
๒,๐๑๙
๑๓,๒๓๘
๕,๑๒๘
๓,๒๐๓
๑,๕๒๐
๓,๓๐๘
๓,๒๕๑
๒,๑๗๖
๑,๐๒๖
๒,๕๖๐
๕๙๗
  รวมทั้งประเทศ ๗๕,๕๓๒ ๖๓,๒๑๒

จังหวัดที่ปลูกเผือกมากที่สุดของประเทศได้แก่ จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ปลูกปีละประมาณ ๑๓,๒๓๘ ไร่ ผลิตผลปีละประมาณ ๑๓,๒๓๘ ตัน (สถิติปี พ.ศ. ๒๕๑๑)
ลักษณะทั่วไป

เผือกเป็นพืชที่มีอายุมากกว่า ๑ ปีขึ้นไป (perennial) หัวเผือกเป็นลำต้นที่เกิดอยู่ใต้ดิน ประกอบด้วยหัวใหญ่ ๑ หัว และมีหัวเล็กๆ แตกออก รอบๆ ขนาดรูปร่างของหัว สีของเนื้อเผือก มีความแตกต่างกันออกไปตามพันธุ์ หัวใหญ่มีน้ำหนักตั้งแต่หนักกว่า ๔๕๐ กรัม ถึงหนักกว่า ๓.๕ กิโลกรัม หัวเล็กหนักตั้งแต่น้อยกว่า ๒๘ กรัม ถึง ๔๕๐ กรัม เนื้อเผือกมีสีต่างกันตั้งแต่สีขาว เหลือง ส้ม จนถึง แดง หรือม่วง
ลักษณะต้นเผือกประกอบด้วย ใบ ต้น หัว และราก
ลักษณะต้นเผือกประกอบด้วย ใบ ต้น หัว และราก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เผือกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า โคโลคาเซีย เอสคูเบนตา (แอล) ชอตต์ (Colocacia esculenta (L) Schott) อยู่ในตระกูลอะราเซีย (Aracea) ที่ทราบ มีเผือกอยู่กว่า ๒๐๐ พันธุ์ ในเมืองไทยนั้นมีหลายพันธุ์เช่นกัน พืชอีกชนิดหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า เผือก หนังสือพรรณไม้แห่งประเทศไทย เล่ม ๑ ของกรมป่าไม้เรียกว่า ลกกะเซีย (lok-ka-sia) และมีชื่ออื่นๆ อีก เช่น ยัวเทีย (yautia) และแทนเนีย (tannia) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า แซนโทโซมา ซากิตทิโฟลเลียม (Xanthosoma sagittifollium) ลกกะเซีย เป็นเผือกหัวเล็ก เนื่องมาจากหัวที่เป็นแกนใหญ่ไม่สะสมแป้ง จึงใช้เฉพาะส่วนหัวแขนงเท่านั้น เผือกเป็นพืชมีอายุอยู่ได้หลายฤดู ลำต้นใต้ดินเจริญเติบโตกลายเป็นหัว และมีหัวเล็กๆ ล้อมรอบ หัวมีขนาดและรูปร่างต่างกันออกไป ปกติ ต้นสูง ๐.๔-๒ เมตร ใบใหญ่เป็นรูปหัวใจ มีขนาด สีต่างๆ กัน ใบเกิดจากใต้ดิน ดอกปกติประกอบ ด้วย ๒-๕ ช่อดอก อยู่ในก้านใบ ช่อดอกมีก้าน ยาว ๑๕-๓๐ ซม. ดอกบานทยอยกันเรื่อยๆ ดอกตัวเมียมักจะไม่มี ดอกตัวผู้หนึ่งดอกมีก้านเกสรตัวผู้ ๒-๓ อัน ผลมีสีเขียว เปลือกบาง ไม่ค่อยมีเมล็ด เท่าที่ทราบเผือกที่ปลูกในฮาวาย นิวกินี และโดมินิกัน สามารถติดเมล็ดได้
ลักษณะและขนาดของหัวเผือก
ลักษณะและขนาดของหัวเผือก
ชนิด

เดิมทีเดียวนักพฤกษศาสตร์ได้แบ่งเผือกออกเป็น ๒ ชนิด คือ ซี แอนทิโควรุม (C.antiquorum) กับ ซี เอสคูเลนตา (C.esculenta) ต่อมาเมื่อได้ตรวจลักษณะอย่างละเอียดแล้ว เขาจึงจัดเผือก ๒ ชนิดเข้าไว้เป็นชนิดเดียวกัน คือ ซี เอสคูเลนตา คงแตกต่างกันที่พันธุ์เท่านั้น ขณะนี้เผือกจึงแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
หัวเผือกใหญ่ซึ่งใช้รับประทาน ส่วนหัวเล็กใช้ทำพันธุ์
หัวเผือกใหญ่ซึ่งใช้รับประทาน ส่วนหัวเล็กใช้ทำพันธุ์  
๑. ประเภทเอดโด (eddoe)

ประเภทนี้ได้แก่ ซี เอสคูเลนตา วาร์ แอนทิโควรุม (C.escu enta var. antiquorum) หรือ ซี เอสคูเลนตา วาร์ โกลบุลิเฟอรา (C. esculenta var. globulifera) ได้แก่ เผือกที่มีหัวขนาดไม่ใหญ่ และมีหัวเล็กกว่าล้อมรอบหลายหัว ทุกหัวรับประทานได้ และใช้ทำพันธุ์ได้

๒. ประเภทแดชีน (dasheen)

ประเภทนี้ ได้แก่ ซี เอสคูลนตา วาร์ เอสคูเลนตา (C.esculentavar. esculenta) ได้แก่ เผือกที่มีหัวขนาดใหญ่ และมีหัวขนาดเล็กๆ ล้อมรอบ หัวใหญ่ใช้รับประทาน ส่วนหัวเล็กมักใช้ทำพันธุ์ เผือกประเภทนี้ได้แก่
เผือกหอม ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันโดยทั่วไปของไทยเรา

เผือกในเมืองไทยเท่าที่มีผู้จำแนกไว้มี ๔ ชนิด ได้แก่

๑. เผือกหอม เป็นชนิดหัวใหญ่ หนักหัวละประมาณ ๒-๓ กก. มีหัวเล็กติดอยู่กับหัวใหญ่เล็กน้อย ต้มรับประทานมีกลิ่นหอม กาบใบใหญ่ สีเขียว

๒. เผือกเหลือง หัวขนาดย่อม หัวสีเหลือง

๓. เผือกไม้ หรือเผือกไหหลำ หัวมีขนาดเล็ก

๔. เผือกตาแดง ที่ตาของหัวมีสีแดงเข้ม มีหัวเล็กๆ ติดอยู่รอบหัวใหญ่ เป็นกลุ่มจำนวนมาก
กาบใบ และเส้นใบสีแดง

ฤดูปลูก

เผือกขึ้นได้ทั้งในที่ดินที่มีความชุ่มชื้นสูง ที่ลุ่ม และในที่ดอน น้ำไม่ท่วม จึงมีการปลูกเผือกในพื้นที่ทั้งสองประเภท ในที่ลุ่มยังสามารถปลูกเผือกได้ ทั้งในน้ำเหมือนปลูกข้าว กับปลูกบนดินที่ชื้นแต่ไม่มีน้ำขัง การปลูกในน้ำคล้ายการทำนา ปฏิบัติกันมากในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา (ฮาวาย) ประเทศไทยไม่นิยม
การปลูกเผือกในแปลงใหญ่ที่รังสิต
การปลูกเผือกในแปลงใหญ่ที่รังสิต
พวกที่ปลูกในที่ลุ่มริมแม่น้ำลำคลอง น้ำท่วมในหน้าน้ำนั้น หลังจากน้ำลดแล้ว จึงทำการปลูกเผือกได้ ประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และจะไปเก็บ ก่อนที่น้ำจะท่วมในปีต่อไป ในราวเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
พวกที่ปลูกในที่ราบน้ำไม่ท่วม และไม่มีการให้น้ำชลประทาน ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน ต้องปลูกต้นฤดูฝน ประมาณเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน

การเลือกที่และการเตรียมดิน

เผือกชอบขึ้นในที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ ๒๑-๒๗ องศาเซลเซียส ต้องการน้ำฝนประมาณ ๑,๗๕๐-๒,๕๐๐ มม. ต่อปี ถ้าปริมาณน้ำฝนน้อย ต้องมีการให้น้ำ เผือกขึ้นได้ในดินหลายชนิด ชอบดินที่มีหน้าดินลึก ระบายน้ำดี ดินร่วน มีระดับน้ำในดินสูง
มี pH ๕.๕-๖.๕

การเตรียมดิน เพื่อปลูกเผือก ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่จะปลูก ในรายที่ปลูกในที่ลุ่ม เตรียมดินทันทีหลังจากน้ำลด โดยการไถคล้ายไถนา การเตรียมดินใช้แรงสัตว์มากกว่าใช้แทรกเตอร์ ตากดินไว้ประมาณ ๑ เดือน จึงขุดกลับดิน และย่อยดินให้ละเอียด เหมือนการเตรียมดินปลูกผัก ทำการยกร่องสูง ๓๐-๔๐ ซม. ห่างกัน ๗๐-๑๐๐ ซม ถ้าปลูกในนาคล้ายปลูกข้าว ก็ไม่ต้องยกร่องเตรียมดินเหมือนเตรียมดินทำนา
หัวเผือกเล็กๆ ที่ใช้ขยายพันธุ์
หัวเผือกเล็กๆ ที่ใช้ขยายพันธุ์
ในที่ดอนน้ำไม่ท่วม เตรียมดินต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน อาจใช้แทรกเตอร์ช่วย ในการเตรียมดินได้ ไถ ๑ ครั้ง พรวน ๑-๒ ครั้ง ทำร่องลึก ๓๐ ซม เป็นแถวห่างกัน ๔๐-๖๐ ซม. การใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมช่วยให้เผือกเจริญงอกงาม และผลผลิตสูง
วิธีปลูก

โดยทั่วไปเผือกไม่มีเมล็ด การขยายพันธุ์ทำโดยใช้หัวเล็กๆ อีกวิธีหนึ่งใช้ยอดหรือส่วนบนของหัว เหมือนจุกสับปะรด การปลูกโดยใช้หัวเล็กๆ ได้ปริมาณมากกว่า แต่การปลูกโดยใช้ส่วนบนของหัวขึ้นดีกว่า และได้ผลผลิตดีกว่า การปลูกในนาแบบปลูกข้าวควรใช้ยอด

การปลูกด้วยหัวเล็กๆ จะต้องชำหัวเล็กๆ เหล่านี้ในแปลงที่เตรียมไว้อย่างดีให้งอกเสียก่อน วางหัวเรียงเป็นแถว เอาตาขึ้นข้างบน กลบด้วยดินละเอียดพอมิดหัวเผือก แล้วคลุมด้วยฟางหนาประมาณ ๒-๕ ซม. รดน้ำให้ชุ่มทุกวันประมาณ ๑๐-๑๕ วัน เมื่อแตกยอดยาวประมาณ ๑๐-๑๕ ซม. ย้ายลงปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ปลูกโดยวางหัวเล็กๆ หรือยอดของหัวลงในหลุมที่เตรียมไว้ ลึกประมาณ ๑๐-๑๕ ซม. หลุมละ ๑-๒ หัว กลบดินพอมิดหัวเผือก ไม่กลบจนเต็มหลุม หลังปลูก ถ้าเป็นฤดูฝนไม่ต้องรดน้ำ ถ้าเป็นฤดูแล้ง หรือไม่มีฝนต้องรดน้ำ จนกว่าต้นเผือกจะตั้งตัว ถ้าปลูกในนาควรใช้ยอด และปลูกลึก ๑๕-๒๕ ซม.

โดยทั่วๆ ใช้ระยะปลูก ๖๐ x ๖๐ ซม. จะถี่หรือห่างกว่านี้ก็ได้ เช่น ระยะแถว ๖๐-๑๒๐ ซม. ระยะหลุม ๔๐-๖๐ ซม. แล้วแต่ชนิดเผือกหัวเล็ก หรือหัวใหญ่

การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หลังจากปลูกจะต้องมีการกำจัดวัชพืชประมาณ ๓-๔ ครั้ง หลังจากกำจัดวัชพืชทุกครั้ง ต้องพรวนดินระหว่างแถว และกลบโคนต้นเผือกขึ้นมาเรื่อย จนกระทั่งดินเต็มหลุม ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา (ฮาวาย) ยากำจัดวัชพืชใช้ได้ผล สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาในเรื่องนี้ กสิกรส่วนใหญ่ กำจัดวัชพืชด้วยแรงงาน

ในระยะที่ต้นเผือกเจริญเติบโต จะมีหัวเล็กๆ เกิดรอบหัวใหญ่ ถ้าต้องการให้มีหัวขนาดใหญ่ควรตัดหัวเล็กรอบๆ ทิ้ง ใช้เสียมหรือมีดตัดไม่ให้ถูกต้นเดิม

การใส่ปุ๋ย


การปลูกเผือกส่วนใหญ่ปลูกที่ลุ่ม ดินมีความอุดมสมบูรณ์ จึงไม่สู้จำเป็นที่จะต้องใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอกกันบ้างโดยใส่รองก้นหลุม และผสมน้ำรด เพื่อให้ผลผลิตสูง ในต่างประเทศมีการใส่ปุ๋ยกันโดยใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ปริมาณ ๗-๑๓ กก./ไร่ ฟอสฟอรัส ปริมาณ ๒-๔ กก./ไร่ และโพแทสเซียม ปริมาณ ๘-๑๕ กก./ไร่ โดยประมาณ

การให้น้ำ


ถ้าปลูกในหน้าฝนไม่ต้องรดน้ำ แต่ในหน้าแล้งต้องให้น้ำตามความจำเป็น มักจะให้น้ำจนกว่า ต้นเผือกตั้งตัว
การให้น้ำเผือกโดยเครื่องทุ่นแรง
การให้น้ำเผือกโดยเครื่องทุ่นแรง
โรคและแมลง

โรคที่เป็นมากแก่เผือกที่ปลูกในที่ลุ่ม ได้แก่ โรคโคนเน่า (soft rot) สำหรับเผือกที่ปลูกในที่ดอน มีโรคหัวเน่า (tuber rot) อีกโรคหนึ่งที่เป็นกับเผือกทั่วไป ได้แก่ ใบจุด (leaf spot) แมลงที่พบทำลายเผือกได้แก่ เพลี้ยอ่อนทำลายใบ

การเก็บหัวและรักษา

เผือกมีอายุแตกต่างกัน ตั้งแต่ ๖-๑๐ เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก เผือกหอมที่ปลูกกันมากในประเทศไทย มีอายุประมาณ ๖ เดือน เมื่อใบเริ่มเหลือง เหี่ยว แสดงว่าหัวเผือกเริ่มแก่ เก็บหัวได้ การเก็บหัวใช้วิธีถอนขึ้นทั้งต้น หรือใช้เสียม หรือจอบขุด มักขุดในระยะที่ไม่มีฝนขุดขึ้นมา แล้วตัดใบและรากทิ้งเหลือแต่หัว ล้างให้สะอาดส่งตลาด ถ้าไม่ตัดยอด จะเก็บได้นานกว่า เมื่อตัดยอด หัวเผือกมีน้ำหนักหัวละประมาณ ๑-๓ กก.
การเก็บเกี่ยวหัวเผือก โดยการขุดด้วยง่ามหรือเสียม
การเก็บเกี่ยวหัวเผือก โดยการขุดด้วยง่ามหรือเสียม
ถ้าต้องการเก็บรักษาหัวเผือกให้นานไม่ควรตัดยอดทิ้ง จะต้องเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก หัวที่เก็บไว้ควรเป็นหัวที่ไม่มีบาดแผล อาจเก็บได้นาน ๔-๖ เดือน การเก็บในห้องเย็น ๑๐ องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้นานถึง ๖ เดือน
ผลผลิตของเผือกแตกต่างกันตามพันธุ์ที่ปลูก โดยเฉลี่ยให้ผลผลิตประมาณ ๑-๒.๕ ตัน/ไร่ ถ้าบำรุงรักษาดี มีการให้น้ำ ให้ปุ๋ย ผลผลิตอาจถึง ๔ ตัน/ไร่ การเก็บเกี่ยวหัวเผือก โดยการขุดด้วยง่ามหรือเสียม
การเก็บเกี่ยวหัวเผือก โดยการขุดด้วยง่ามหรือเสียม
ประโยชน์

ส่วนประกอบของส่วนต่างๆ ของเผือก มี ดังนี้

หัวเผือก


หัวเผือกประกอบด้วยแป้งมากมาย เนื้อละเอียด องค์ประกอบของหัวเผือกโดยประมาณ ได้แก่ ความชื้นร้อยละ ๖๓-๘๕ คาร์โบไฮเดรตร้อยละ ๑๓-๒๙ โปรตีนร้อยละ ๑.๔-๓.๐ ไขมันร้อยละ ๐.๑๖-๐.๓๖ เส้นใยร้อยละ ๐.๖๐-๑.๑๘ เถ้าร้อยละ ๐.๖-๑.๓ มีวิตามินซีมากประมาณ ๗-๙ มิลลิกรัม / ๑๐๐ กรัม ของส่วนที่กินได้ ไทอามีน ประมาณ ๐.๘ มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน ๐.๐๔ มิลลิ- กรัม ไนอาซิน ๐.๙ มิลลิกรัม เม็ดแป้งมีขนาด เล็กมาก ประกอบด้วยสองประเภท ประเภทหนึ่ง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑-๑.๕ ไมครอน อีกประ เภทหนึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๓-๔ ไมครอน ด้วยเหตุนี้แป้งเผือกจึงย่อยง่าย แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ในด้านอุตสาหกรรมแป้ง
แปลงเผือกขนาดใหญ่ ปลูกเพื่อส่งขายต่างประเทศ
แปลงเผือกขนาดใหญ่ ปลูกเพื่อส่งขายต่างประเทศ
ใบและยอดเผือก

ทั้งใบและยอดใช้เป็นผัก ได้ มีวิตามิน เอ และวิตามิน ซีสูง ในใบมีวิตามินเอ ๒๐,๘๘๕ ไอ.ยู. (IU) ต่อ ๑๐๐ กรัม ของส่วนที่กินได้ มีวิตามินซี ๑๔๒ มิลลิกรัม / ๑๐๐ กรัม ในยอดมีวิตามินเอ ๓๓๕ ไอ.ยู. ต่อ ๑๐๐ กรัม มีวิตามินซี ๘ มิลลิกรัม / ๑๐๐ กรัม
การขนส่งหัวเผือกสู่ตลาด
การขนส่งหัวเผือกสู่ตลาด
เนื้อมีสีต่างๆ กันตามชนิด เนื้อเหนียวกว่า มันเทศ ส่วนใหญ่ใช้เป็นอาหารที่สำคัญของประชากรในหลายประเทศ เช่น ต้ม เผา อบ ทอด ตากแห้ง ทำขนมรับประทาน นอกจากนี้บางแห่งทำเป็นแป้ง เพื่อทำขนมปัง อาหารทารก เครื่องดื่ม ขนม ใช้เป็นอาหาร เพื่อป้องกันโรคแพ้บางอย่างในทารก และใช้แทนธัญพืชในการรักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะลำไส้ ใบอ่อน ก้านใบใช้รับประทานได้ บางประเทศใช้ใบอ่อน และก้านใบเผือกประกอบเป็น อาหารได้หลายอย่าง
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป