สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 24
เล่มที่ ๒๔
เรื่องที่ ๑ วรรณคดีมรดก
เรื่องที่ ๒ ไม้ในวรรณคดีไทย (ตอน ๒)
เรื่องที่ ๓ เมืองหลวงเก่าของไทย
เรื่องที่ ๔ การผลิตรถยนต์
เรื่องที่ ๕ การผลิตรถจักรยานยนต์
เรื่องที่ ๖ การผลิตปูนซีเมนต์
เรื่องที่ ๗ ปิโตรเลียมและการผลิต
เรื่องที่ ๘ โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ และโรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ
เรื่องที่ ๙ แผนพัฒนาประเทศ
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๒๔ / เรื่องที่ ๓ เมืองหลวงเก่าของไทย / เมืองเชียงใหม่

เมืองเชียงใหม่
เจดีย์วัดป่าสัก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
เจดีย์วัดป่าสัก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

วิหารลายคำ ในวัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
วิหารลายคำ ในวัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ดอยตุง อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษของพระเจ้ามังราย
ดอยตุง อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษของพระเจ้ามังราย

วัดมหาโพธาราม หรือวัดเจ็ดยอด อ.เมือง จ.เชียงใหม่
วัดมหาโพธาราม หรือวัดเจ็ดยอด อ.เมือง จ.เชียงใหม่


ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
เมืองเชียงใหม่

เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของแคว้นล้านนา เป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศ ที่เป็นพื้นที่ราบริมแม่น้ำหว่างหุบเขาผืนใหญ่น้อยต่างๆ กัน ในบริเวณที่เป็นภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในปัจจุบัน เมืองสำคัญของแคว้น ได้แก่ เมืองหริภุญไชยหรือลำพูน ริมแม่น้ำกวงสาขาของแม่น้ำปิง บนที่ราบหว่างหุบเขาผืนใหญ่ผืนเดียวกับเมืองเชียงใหม่ที่เป็นเมืองหลวง เมืองเชียงรายบนที่ราบระหว่างหุบเขาผืนใหญ่อีกผืนหนึ่งริมน้ำแม่กกและน้ำแม่ลาว เมืองเชียงแสนบนที่ราบริมน้ำแม่โขงเหนือเมืองเชียงราย เมืองลำปางบนที่ราบระหว่างหุบเขาของแม่น้ำวัง เมืองพะเยาบนที่ราบระหว่างหุบเขาของแม่น้ำอิง เมืองแพร่บนที่ราบระหว่างหุบเขาต้นแม่น้ำยม เมืองน่านบนที่ราบระหว่างหุบเขาต้นแม่น้ำน่าน ฯลฯ

จากสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบผืนใหญ่บ้างเล็กบ้าง มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน และแวดล้อมด้วยเทือกเขา เสมือนเป็นปราการตามธรรมชาติ ทำให้แต่ละเมืองมีอิสระในการปกครองตนเอง ก่อนที่จะมีการรวมกันเป็นแคว้นล้านนา แต่ละเมืองต่างก็มีตำนานบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาเป็นของตนเองว่าสืบสายตระกูลมาจากบรรพบุรุษที่แตกต่างกันออกไป

ผู้ที่เริ่มต้นรวบรวมบ้านเมืองในที่ราบระหว่างหุบเขาเข้าเป็นแว่นแคว้นอันหนึ่งอันเดียวกันคือ พระเจ้ามังราย พระองค์เกิดบนที่ราบเชียงแสนสืบบรรพบุรุษตามตำนานมาจากปู่เจ้าลาวจก ผีต้นตระกูลที่สิงสถิตอยู่บนดอยตุงแห่งที่ราบเชียงแสน มารดาของพระองค์มีเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองเชียงรุ่งแห่งลุ่มน้ำโขงในสิบสองปันนา ตามตำนานเช่นนี้ มีความหมายชี้ให้เห็นศักยภาพของพระองค์ ในการที่จะเป็นผู้รวบรวมผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งที่อาศัยอยู่บนที่สูงของที่ราบหว่างหุบเขา และผู้คนที่อาศัยอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงเข้าด้วยกันได้

ในช่วงเวลาต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ พระเจ้ามังรายได้พาผู้คนอพยพลงทางใต้ จากที่ราบเชียงแสนมาสู่ที่ราบเชียงรายที่กว้างใหญ่กว่า พระองค์ได้สร้างเมืองเชียงรายขึ้นบนที่ราบแถบลุ่มน้ำแม่กก และแม่ลาว บริเวณท้องที่อำเภอเวียงชัยในปัจจุบัน ทรงรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยในละแวกใกล้เคียงเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจจะกะประมาณพื้นที่ในการปกครองของพระองค์ ในเวลานั้นได้ว่า ประมาณเท่ากับพื้นที่จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน โดยทางทิศใต้เป็นที่ราบระหว่างหุบเขา อีกผืนหนึ่งที่น้ำแม่อิงไหลผ่าน เป็นดินแดนในการปกครองของพระยางำเมือง แห่งเมืองพะเยา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับรัฐอิสระขนาดเล็กคือ แพร่กับน่าน และเกี่ยวข้องเป็นพันธมิตรกับพ่อขุนรามคำแหงแห่งแคว้นสุโขทัย

ส่วนทางทิศตะวันตกเป็นที่ราบลุ่มน้ำแม่ปิง อันอุดมสมบูรณ์ และกว้างใหญ่ โดยมีเทือกเขาสูงต้นน้ำแม่ลาวกั้นอยู่ คือ ดินแดนของเมืองหริภุญไชย ที่มีอารยธรรมทางพระพุทธศาสนาสืบต่อกันมานาน ก่อนสมัยของพระเจ้ามังราย และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับดินแดนในที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง ที่มีเมืองละโว้ หรือลพบุรีเป็นเมืองสำคัญ เมื่อสามารถรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองเชียงรายได้แล้ว พระเจ้ามังรายจึงทรงตัดสินพระทัย ขยายอำนาจของพระองค์ไปทางทิศตะวันตก สู่ที่ราบลำน้ำปิง ซึ่งอยู่อีกฟากเขาต่อไป

เนื่องจากเมืองหริภุญไชยเป็นเมืองที่มีรากฐานมายาวนาน ทำให้พระเจ้ามังรายต้องใช้เวลานานถึง ๗ ปี จึงจะสามารถเข้ายึดครองได้ โดยพระองค์ยกพลขึ้นเหนือตามลำน้ำกก อ้อมไปทางทิศเหนือของเทือกเขาที่ขวางกั้นอยู่ รวบรวมผู้คนที่อาศัยอยู่บนที่สูงของที่ราบต้นแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า ไทยใหญ่ แล้วค่อยๆ สร้างเมืองรุกคืบลงทางใต้ตามเส้นทางลำน้ำแม่ปิง คือ เมืองฝาง เมืองเชียงดาว และเมืองพร้าว ตามลำดับ ในที่สุดก็สามารถเข้ายึดเมืองหริภุญไชย และมีอำนาจเหนือลุ่มน้ำปิงตอนบนได้ทั้งหมด รวมทั้งนครเขลางค์บนที่ราบหว่างหุบเขาแม่น้ำวัง อันเป็นเมืองในอาณัติของเมืองหริภุญไชยด้วย พระเจ้ามังรายมิได้ประทับที่เมืองหริภุญไชยที่ทรงยึดได้ แต่ได้มาตั้งเมืองใหม่ ซึ่งอยู่เหนือเมืองหริภุญไชยขึ้นไป ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ และเรียกชื่อเมืองนั้นว่า เชียงใหม่ สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

พระเจ้ามังรายประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองแผ่นดินที่ทรงยึดมาได้ ส่วนดินแดนเก่าที่เมืองเชียงราย ทรงให้โอรสที่ไว้วางพระทัยปกครอง ดังนั้น เมืองหลวงของแคว้นล้านนา จึงอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ตลอดพระชนม์ชีพของพระเจ้ามังราย พระองค์สิ้นพระชนม์ที่เมืองเชียงใหม่ แต่โอรส และนัดดาของพระองค์กลับไปครองเมืองเชียงรายตามเดิม โดยเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองรอง ที่มีเจ้าเมืองเป็นทายาทของกษัตริย์ที่ประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย เชียงใหม่จึงยังมิได้เป็นศูนย์กลางการปกครองของแคว้นล้านนาอย่างแท้จริง

เชื้อสายของพระเจ้ามังรายที่กลับไปครองเมืองเชียงรายเป็นศูนย์กลางของแคว้น และต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเชียงแสน โดยไม่กลับมาครองเมืองเชียงใหม่ต่อจากพระเจ้ามังรายนั้น น่าจะมีเหตุผลว่า พระเจ้ามังรายสามารถขจัดอิทธิพลของอำนาจเดิม ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหริภุญไชย และนครเขลางค์ได้อย่างเด็ดขาดแล้วประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง เนื่องจากในเวลานั้น ดินแดนเดิมริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยเฉพาะที่เมืองเชียงแสนเปรียบเสมือนปากประตู ที่จะเข้าไปสู่แผ่นดินภายในทวีปตามเส้นทางแม่น้ำโขง มีสินค้าอันเป็นที่ต้องการระหว่างแผ่นดินภายในกับดินแดนล้านนา ที่จะแลกเปลี่ยนกัน คือ เกลือสินเธาว์ จากบริเวณสิบสองปันนา และข้าวกับธัญญาหารต่างๆ จากเมืองเชียงราย เชียงแสน และเชียงใหม่ ประการสุดท้ายคือ ใต้เมืองเชียงรายลงไป เป็นดินแดนของเมืองพะเยาที่ยังมีความเป็นอิสระอยู่ และอาจจะขยายอำนาจขึ้นมาครอบครองขอบเขตของเมืองเชียงราย และเชียงแสนก็ได้

ดังนั้น ในช่วงหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๙ พระเจ้าคำฟู เหลนของพระเจ้ามังราย ที่ครองเมืองเชียงแสน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแคว้น สามารถยึดรวมเมืองพะเยาไว้ในอาณาเขตได้ กษัตริย์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าผายู ซึ่งเป็นโอรส จึงกลับมาครองเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแคว้นล้านนา และได้รวบรวมดินแดนต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาเกือบ ๑๐๐ ปี นับแต่สร้างเมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๑ พระเจ้าติโลกราช ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สำคัญของล้านนา ก็ได้รวมเอานครรัฐอิสระ คือ เมืองแพร่ และเมืองน่าน เข้าอยู่ในดินแดนของแคว้นล้านนาได้ สมัยนี้นับเป็นสมัยที่ดินแดนล้านนามีความเป็นปึกแผ่น ทั้งด้านการเมือง และวัฒนธรรม

ในสมัยที่พระเจ้าติโลกราชทรงปกครองเมืองเชียงใหม่นั้น (พ.ศ. ๑๙๘๑ - ๒๐๓๐) เป็นสมัยที่แคว้นล้านนามีอาณาเขตกว้างขวาง เขตแดนของล้านนา ครอบคลุมไปถึงบางส่วนของดินแดนสิบสองปันนาทางทิศเหนือ ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ครอบคลุมไปในบางส่วนของแคว้นฉาน หรือดินแดนไทยใหญ่ ที่อยู่ในสหภาพพม่า และจากการที่พระองค์ได้เมืองแพร่ และเมืองน่าน เข้าไว้ในอำนาจ ทำให้ขอบเขตแคว้นล้านนา ที่พระองค์ทรงปกครองอยู่ทางทิศใต้ ติดต่อกับดินแดนของราชอาณาจักรอยุธยาทุกเส้นทางของลำน้ำ คือ ปิง ยม และน่าน เพราะขณะนั้น ดินแดนแคว้นสุโขทัยที่คั่นออยู่ตามลุ่มน้ำเหล่านี้ ได้ถูกผนวกไว้ในขอบเขตของกรุงศรีอยุธยาแล้ว

ตามประวัติศาสตร์ของแคว้นสุโขทัย การ รวมตัวกับอาณาจักรอยุธยามีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง คือ การเป็นเครือญาติกันระหว่างราชวงศ์สุโขทัย กับสุพรรณภูมิ ส่วนราชวงศ์มังรายนั้น แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ราชวงศ์สุโขทัยจะมีความ สัมพันธ์ทางเครือญาติอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ มีหลักฐานที่ทำให้สันนิฐานได้ว่า ราชวงศ์สุโขทัย บางสายน่าจะมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกับ ราชวงศ์ของล้านนาบางสายด้วยคือ พระพุทธรูปองค์หนึ่ง ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ เป็นพระพุทธรูปศิลปะ ผสมระหว่างล้านนากับสุโขทัย ที่ฐานะพระพุทธรูป ได้ถูกจารึกไว้ว่า แม่พระพิลก ซึ่งเป็นพระมารดา ของพระเจ้าติโลกราช กับ เจ้าแม่ศรีมหามาตา สตรีสูงศักดิ์คนหนึ่งของสุโขทัย ได้ร่วมกันสร้างขึ้น

ในปี พ.ศ. ๑๙๙๔ ได้เกิดการขัดแย้งกัน ในเรื่องการแบ่งขอบเขตการปกครอง ระหว่าง พระยายุทธิษฐิระ เจ้าเมืองสองแคว (พิษณุโลก) กับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพระญาติสนิทกัน พระยายุทธิษฐิระจึงขึ้นมาถวายตัวกับพระเจ้าติโลกราช ที่เมืองเชียงใหม่ ซึ่งพระเจ้าติโลกราชได้รับไว้ให้อยู่ในฐานะลูก พระยายุทธิษฐิระชักชวนพระเจ้าติโลกราชให้ยก กองทัพลงไปยึดครองบ้านเมืองในแคว้นสุโขทัยเดิม สันนิษฐานว่า พระเจ้าติโลกราชจะทรงอ้างสิทธิ ในการเป็นเครือญาติ เช่นเดียวกับกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ในการยกทัพลงไปยึดครองบ้านเมือง ในแคว้นสุโขทัย ซึ่งกรุงศรีอยุธยาถือว่า เป็นกลุ่มเมืองทางเหนือของตน จึงเกิดเป็นสงครามยึดเยื้อ กับกรุงศรีอยุธยาไปจนสิ้นรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งในช่วงเวลาการทำสงครามนั้น ยังมีเจ้าเมืองอื่น ในแคว้นสุโขทัยเดิมคือ เจ้าเมืองเชลียงหรือ ศรีสัชนาลัย ได้เข้าร่วมกับฝ่ายพระเจ้าติโลกราช ด้วย ดังปรากฏรายละเอียดการทำสงครามชิงเมืองศรีสัชนาลัยกลับคืน ในวรรณคดีเรื่อง ลิลิตยวนพ่าย

แคว้นล้านนาที่มีเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง ศูนย์กลางการปกครองนั้น เป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรือง ทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เห็นได้จากหลักฐานที่เป็นโบราณสถานโบราณวัตถุทางด้านพระพุทธศาสนา ที่มีให้เห็นโดยทั่วไป ทั้งเขตเมืองและชนบท รวมทั้งเอกสารลายลักษณ์อักษร ที่ส่วนใหญ่บันทึกอยู่ในใบลาน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก จะแสดงประวัติ ศาสนา ภูมิปัญญาของพระสงฆ์ล้านนา และความศรัทธาตั้งมั่นของประชาชน ที่มีต่อพระศาสนา

เมื่อครั้งที่พระเจ้ามังรายยึดเมืองหริภุญไชยได้ และสร้างเมืองเชียงใหม่ที่เชิงดอยสุเทพนั้น เอกสารตำนานของล้านนา และหลักฐานทางโบราณคดีชี้ให้เห็นว่า พระองค์ได้ให้การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาที่เคยรุ่งเรืองอยู่ของเมืองหริภุญไชย และได้กลายเป็นศาสนาของล้านนาในเวลาต่อมา แต่การนับถือผีพื้นเมืองที่มีบรรพบุรุษคือ ปู่เจ้าลาวจก ก็ยังเป็นเรื่องที่มีการจดจำ และสืบทอดกันต่อมา พร้อมกับพระพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน ด้วยเหตุนี้ ในคำอธิบายของนักปราชญ์ล้านนาแต่โบราณเกี่ยวกับต้นตระกูลของพระเจ้ามังราย จึงมิได้อ้างอิงบรรพบุรุษของตนเข้ากับเรื่องพระมหาสมมติ อันเป็นแนวคิดทางพระพุทธศาสนา เกี่ยวกับปฐมกษัตริย์ ในสมัยปฐมกัปป์ ซึ่งได้แก่ ราชวงศ์กษัตริย์ทั้งหลายในชมพูทวีป รวมทั้งศากยวงศ์ขององค์สมเด็จพระสมณโคดมพุทธเจ้าด้วย ที่ล้วนสืบสายมาจากสมมติวงศ์เดียวกันนี้ ทั้งสิ้น สมมติวงศ์เป็นเรื่องที่นักปราชญ์ล้านนา มักใช้อธิบายความเป็นมาของราชวงศ์กษัตริย์ของดินแดนอื่นๆ ที่มีความเก่าแก่กว่า อาทิเช่น กรุงศรีอยุธยา หรือเมืองพระนครหลวงกัมพูชา ส่วนตำนานบรรพบุรุษราชวงศ์ของพระเจ้ามังราย กลับได้รับคำอธิบายว่า เป็นคนพื้นเมือง ที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ปกครองบ้านเมืองตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นทายาทของพระพุทธองค์โดยทางธรรม หรือพระธรรมทายาท

การอธิบายที่มาของต้นตระกูลราชวงศ์มังราย ตามที่กล่าวข้างต้น สามารถแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาของเมืองเชียงใหม่ได้ประการหนึ่ง เนื่องจากมีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เข้ามาหลายกระแส และได้รับการอุปถัมภ์จาก กษัตริย์เชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่สมัย พระเจ้ามังราย เป็นสำนักสงฆ์พื้นเมืองที่สืบทอด มาจากเมืองหริภุญไชย พระพุทธศาสนาจากสุโขทัย นำโดยพระสุมนเถระ ซึ่งพระมหาธรรมราชาลิไท ส่งขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๒ ตรงกับสมัยของ พระเจ้ากือนาแห่งเมืองเชียงใหม่ เป็นพระพุทธ- ศาสนาที่มีประวัติว่าสืบทอดมาจากนครพัน เมือง มอญริมอ่าวเมาะตะมะ โดยมีอาจารย์เจ้าสำนักไป บวชเรียนมาจากเกาะลังกาอีกทอดหนึ่ง เมื่อขึ้น มาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ได้รับการอุปถัมภ์จาก พระเจ้ากือนาให้ตั้งสำนักอยู่ที่วัดบุปผาราม หรือ วัดสวนดอก (ไม้) นอกเมืองเชียงใหม่ทางทิศใต้ หลังสุดเป็นพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาจากเกาะลังกา โดยตรง ตั้งสำนักอยู่ที่วัดป่าแดง นอกเมือง เชียงใหม่ทางทิศตะวันตก

พระสงฆ์ของเมืองเชียงใหม่เหล่านี้ เป็นผู้รู้ที่ทำให้เมืองเชียงใหม่มีความก้าวหน้าทางด้านภาษา วรรณคดีต่างๆ ทั้งเรื่องราวทางโลก และทางศาสนา มีหลักฐานมากมายตกทอดมาถึงปัจจุบัน โดยถูกเก็บรักษาไว้ และให้บริการอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ การสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดมหาโพธาราม หรือวัดเจ็ดยอดได้รับการสนับสนุนโดยพระเจ้าติโลกราช เมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๐ แสดงให้เห็นถึง ความแตกฉานในพระไตรปิกฎของพระสงฆ์ล้านนาอย่างแท้จริง การสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้วยอิฐ และมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่เรียกกันว่า เป็นกำแพงชั้นในนั้น เมื่อพิจารณาถึงความหมาย และวันเวลาในการประกอบพิธีโดยพระเมืองแก้ว กษัตริย์เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๐ แสดงให้เห็น ถึงความรอบรู้ในแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลตามคัมภีร์ ทางศาสนา และการคำนวณทางดาราศาสตร์ของ นักปราชญ์เชียงใหม่ในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ที่เป็นรากฐานของความเจริญก้าวหน้าทางวิชาความรู้ของล้านนานั้น ได้ส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ของเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นอัครศาสนูปถัมภก การผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ก็กระทำอยู่ในแวดวงของราชวงศ์มังราย ซึ่งครองอำนาจชอบธรรมต่อราชบัลลังก์เชียงใหม่ตลอดมา อย่างไรก็ดี อำนาจชอบธรรมที่ราชวงศ์มังรายครองราชบัลลังก์เมืองเชียงใหม่อยู่นั้น กลับตกอยู่กับข้าราชสำนักส่วนกลาง ในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแวดวงของราชินีกูลที่มีเชื้อสายทางไทยใหญ่เป็นส่วนมาก อำนาจของข้าราชสำนักส่วนกลาง เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนในสมัยที่สนับสนุนพระเจ้าสามฝั่งแกน พระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราชให้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ตั้งแต่มีพระชนมายุเพียง ๑๔ พรรษา เมื่อ พ.ศ. ๑๙๔๕ หลังจากนั้น บทบาทของพระมหากษัตริย์ และพระราชมารดาจะได้รับการกล่าวถึงควบคู่กันไปว่า มหาราชเจ้าทั้งสองพระองค์ หรือ พระเป็นเจ้า แม่ลูก ฯลฯ ซึ่งปรากฏให้เห็นทั้งในศิลาจารึก และเอกสารประเภทตำนานของล้านนาตลอดมา

บทบาทของพระมหากษัตริย์ และพระราชมารดาที่ปรากฏควบคู่กัน แสดงถึงอำนาจของพระราชเทวีผู้เป็นพระราชมารดา ซึ่งมีขุนนาง ข้าราชสำนัก ที่เป็นเครือญาติกำกับอยู่เบื้องหลัง ยกเว้นในสมัยพระเจ้าติโลกราชเท่านั้น ที่ทรงดึงการสนับสนุนจากกำลังขุนนางหัวเมือง ซึ่งเป็นญาติทางฝ่ายพระราชมารดาของพระองค์อีกเช่นกัน เข้ามาข่มอำนาจของข้าราชสำนักส่วนกลาง มิให้แสดงอำนาจเกินขอบเขตออกมา ซึ่งผลสุดท้าย พระองค์ก็สามารถเรียกอำนาจกลับคืนมาได้ทั้งหมด และสามารถควบคุมข้าราชสำนัก ทั้งในส่วนกลาง และหัวเมือง ให้อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งของล้านนา ที่มีอำนาจมาก

แต่หลังจากที่พระเจ้าติโลกราชสวรรคต ขุนนางข้าราชสำนักส่วนกลางก็สามารถยึดอำนาจกลับคืนไปได้อีก ครั้งนี้ถึงขั้นถอดถอนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดิม และส่งไปอยู่หัวเมือง ที่เป็นกลุ่มเมืองไทยใหญ่ฝ่ายของตน แล้วสนับสนุนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ในราชวงศ์ขึ้นมาแทน โดยมีพระราชมารดาอยู่เคียงข้าง เป็นเช่นนี้เรื่อยมา และในที่สุดก็มีการปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดินไป ๒ พระองค์ เพื่อสนับสนุนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ที่คิดว่า จะยินยอมเป็นหุ่นเชิดให้แก่ฝ่ายตน ซึ่งนับว่า เป็นความตกต่ำถึงที่สุดของระบบขุนนาง ในราชสำนักเชียงใหม่

ข้าราชการในแคว้นล้านนา จึงเกิดการแตกแยกกันขึ้น โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มราชสำนักส่วนกลาง ที่สนับสนุนให้เจ้าฟ้าไทยใหญ่เชื้อสายราชวงศ์มังราย ซึ่งอยู่ที่เมืองนายทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ให้เป็นกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ และกลุ่มข้าราชการหัวเมืองสำคัญคือ ลำปาง เชียงราย เชียงแสน และเมืองพาน ที่สนับสนุนเชื้อสายราชวงศ์มังราย ซึ่งอยู่ที่ราชอาณาจักรลาวล้านช้าง ในที่สุด ขุนนางในราชสำนักส่วนกลาง เฉพาะตัวการสำคัญ ที่ปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดิน ก็ได้ถูกฝ่ายขุนนางหัวเมืองกำจัดไปได้ และราชอาณาจักรลาวล้านช้าง ได้ส่งพระไชยเชษฐา ซึ่งมีเชื้อสายทางพระราชมารดาเป็นราชวงศ์มังรายให้ขึ้นเสวยราชสมบัติ แต่ก็เป็นได้เพียงระยะสั้น ก็มีเหตุให้พระองค์ต้องเสด็จกลับราชอาณาจักรเดิมของพระองค์ โดยที่ยังถือสิทธิในดินแดนล้านนาว่า ยังคงเป็นของพระองค์อยู่ต่อไป

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระเมกุฏิเจ้าฟ้าเมืองนาย เชื้อสายราชวงศ์มังรายเสด็จมาครองเมืองเชียงใหม่ ตามคำทูลเชิญของข้าราชสำนักเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๔๙ บ้านเมืองในแคว้นล้านนา จึงยังคงอยู่ในสภาวะไม่ปกติ ที่ต้องมีการรบกับราชอาณาจักรลาวล้านช้างอยู่ประปราย จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๑๐๑ เจ้าฟ้าเมืองนาย ผู้เป็นพระเชษฐาของพระเมกุฎิ ได้ยอมอ่อนน้อมต่อพม่า พม่าจึงอ้างสิทธินั้น เข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ โดยยังคงให้พระเมกุฏิ เป็นกษัตริย์ครองเมืองเชียงใหม่อยู่เหมือนเดิม แต่ไม่นานพระองค์ก็ถูกจับตัวไป เพราะคิดแข็งข้อต่อพม่า

เชียงใหม่ในช่วงเวลานี้ ซึ่งอยู่ประมาณช่วงเวลาเดียวกันกับที่กรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชแก่พม่า ครั้งที่ ๑ เป็นเมืองประเทศราชอาณาจักรพม่า กษัตริย์ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ที่เป็นพม่าบางพระองค์ มีเชื้อสายราชวงศ์มังรายทางพระราชมารดา ดังนั้น แม้ว่าจะตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพม่าก็ตาม แต่ทางด้านศิลปวัฒนธรรมของเชียงใหม่ และหัวเมืองอื่นๆ ของล้านนาก็ยังมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองสืบมา การสร้างวัดอารามต่างๆ ในช่วงเวลานี้ ก็ยังสืบทอดศิลปกรรมของล้านนา รวมทั้งงานวรรณกรรม ที่เขียนขึ้นตามแบบฉบับของล้านนา ก็พบว่า มีการเขียนขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วยเหมือนกัน

บ้านเมืองในล้านนาภายใต้อำนาจของราชอาณาจักรพม่า อยู่ในสภาวะปกติเพียงระยะสั้นๆ เมื่อพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์ของพม่าสวรรคตลง อำนาจจากพม่า ก็ลดน้อยลง สมเด็จพระนเรศวรได้ยกทัพขึ้นมา โดยทางฝ่ายเมืองเชียงใหม่ยอมอ่อนน้อม และส่งพระรามเดโชขึ้นมาควบคุมดูแลเมืองเชียงแสน แต่กรุงศรีอยุธยาก็ไม่มีกำลังเพียงพอ ที่จะรักษาอำนาจให้คงอยู่ตลอดไปในล้านนา ผลสุดท้ายพระรามเดโช ก็ต้องเสียเมืองเชียงแสนให้แก่กองทัพของล้านช้าง ขณะนั้น บ้านเมืองไทยในล้านนาน ก็เกิดความวุ่นว่ายขึ้นอีก ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแว่นแคว้นได้หมดสิ้นไป มีการแย่งชิงอำนาจกันเองระหว่างเมืองต่างๆ บ้าง มีการทำศึกกับล้านช้างที่ยกทัพเข้ามาตีบ้านเมืองบ้าง เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ก็เคยยกทัพขึ้นมายึดเมืองเชียงใหม่ได้ แต่กรุงศรีอยุธยา ก็ยังคงไม่มีกำลังเพียงพอ ที่จะคุมอำนาจในแคว้นล้านนาได้ตลอด

อาจกล่าวโดยเทียบระยะเวลากับกรุงศรีอยุธยาว่า ในช่วงเวลาประมาณ ๒๐๐ ปี ระหว่างการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ จนถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที ๒ นั้น สภาวะบ้านเมืองในล้านนามีแต่จะเสื่อมถอยลง บ้านเมืองมีแต่ความวุ่นว่าย จากการช่วงชิงอำนาจกันเอง และจากศึกภายนอก คือ กรุงศรีอยุธยา ล้านช้าง และพม่า จนในที่สุดในช่วงเวลาสมัยกรุงธนบุรี ผู้คนที่อยู่ตามบ้านเมืองขนาดใหญ่ของล้านนาต่างพากันอพยพหนีภัยออกจากเมือง บ้างก็ถูกปล้นสะดมกวาดต้อนไป ในที่สุด เชียงใหม่ ซึ่งอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นล้านนา และมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็ต้องกลายเป็นเมืองร้าง ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๑๗

ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเล็กน้อย พี่น้องในตระกูลหนานทิพย์ช้าง ที่เมืองลำปาง ซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญของล้านนา ได้รวบรวมผู้คนเข้าร่วมกับพระเจ้ากรุงธนบุรี ในการต่อสู้กับพม่า และได้รวบรวมผู้คนที่แตกฉานซ่านเซ็นอยู่ตามที่ต่างๆ ให้กลับคืนมาดังเดิม โดยมีกองทัพของกรุงธนบุรีสนับสนุนด้วยในบางครั้ง พื่น้องตระกูลหนานทิพย์ช้างคนสำคัญคือ พระยากาวิละ ได้ร่วมกับกรุงธนบุรีในการนำความสงบกลับคืนมายังดินแดนล้านนา แม้เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จะสวรรคตไปแล้ว และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น พระยากาวิละ และพี่น้อง ก็ยินดีเข้าร่วมกับกรุงรัตนโกสินทร์ต่อมา ในที่สุด เมื่อรวบรวมผู้คน และปฏิสังขรณ์เมืองเชียงใหม่ได้พอสมควรแล้ว พระยากาวิละ และพี่น้อง ก็ได้เข้าครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ ในวันอาทิตย์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ โดยมีฐานะเป็นเจ้าประเทศราช และขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป