สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 17
เล่มที่ ๑๗
เรื่องที่ ๑ ช้างเผือก
เรื่องที่ ๒ ฉันทลักษณ์ไทย
เรื่องที่ ๓ ระบบนิเวศ และความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิต
เรื่องที่ ๔ โรคตับอักเสบจากไวรัส
เรื่องที่ ๕ ของเสียที่เป็นอันตราย
เรื่องที่ ๖ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
เรื่องที่ ๗ ปอแก้วปอกระเจา
เรื่องที่ ๘ พืชเส้นใย
เรื่องที่ ๙ การปรับปรุงพันธุ์พืช
เรื่องที่ ๑๐ ข้าวสาลี
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๑๗ / เรื่องที่ ๕ ของเสียที่เป็นอันตราย / การจัดการของเสียที่เป็นอันตราย

การจัดการของเสียที่เป็นอันตราย
ผู้ผลิตของเสียที่เป็นอันตรายจะต้องมีการเก็บกักของเสียอย่างเหมาะสม
ผู้ผลิตของเสียที่เป็นอันตรายจะต้องมีการเก็บกักของเสียอย่างเหมาะสม

ของเสียที่ผ่านขบวนการบำบัดในเบื้องต้น
ของเสียที่ผ่านขบวนการบำบัดในเบื้องต้น

เครื่องรีดน้ำออกจากกากตะกอน
เครื่องรีดน้ำออกจากกากตะกอน
การจัดการของเสียที่เป็นอันตราย

การปนเปื้อนของของเสียที่เป็นอันตรายในสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยขอมนุษย์ ทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม ภาวการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต จึงควรจัดการของเสียที่เป็นอันตรายอย่างเหมาะสม เริ่มตั้งแต่เมื่อของเสียถูกผลิตออกมาจนกระทั่งของเสียดังกล่าวได้รับการกำจัดในขั้นสุดท้าย ขั้นตอนในการจัดการควรทำเป้นระบบครบวรจร เริ่มด้วย
  • การลดปริมาณการผลิตของเสีย 
  • การเก็บกักของเสียการเก็บขนและการขนส่ง 
  • การบำบัดหรือทำลายฤทธิ์ 
  • การนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ 
  • และการกำจัดของเสียในขั้นตอนสุดท้าย
การลดปริมาณการผลิตของเสียที่เป็นอันตราย

การลดปริมาณการผลิตของเสียที่เป็นอันตราย นับเป็นการจัดการที่ต้นเหตุ ซึ่งทำให้เกิดปัญหา การทำให้มีปริมาณของเสียที่เป็นอันตรายเกิดขึ้นน้อยลง อาจทำได้หลายวิธี คือ
  • เปลี่ยนแปลงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตให้ มีสารอันตรายน้อยที่สุด
  • เปลี่ยนแปลงวัสดุ และขนาดของภาชนะ หีบห่อ 
  • เปลี่ยนแปลงขบวนการผลิต ให้มีของเสียจากการผลิตน้อยที่สุด 
  • ใช้สารที่ไม่เป็นอันตราย หรือมีอันตรายน้อยกว่า แต่ให้ผลไม่แตกต่างกัน แทนการใช้สารที่เป็นอันตรายในการผลิต 
  • แยกของเสียกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่ 
  • และวิธีอื่นๆ
การเก็บกักของเสียที่เป็นอันตราย

การเก็บกักของเสียที่เป็นอันตราย หมายถึง การเก็บรวบรวมของเสียที่เป็นอันตราย ณ จุดกำเนิด ในระหว่างเวลาที่รอการเก็บขนไปกำจัด หรือทำลาย การเก็บกักของเสียที่เป็นอันตราย นิยมเก็บไว้ในถัง ซึ่งมีทั้งที่ทำด้วยโลหะ พลาสติก ไฟเบอร์กลาสส์ และแก้ว แต่ถ้ามีปริมาณมากๆ อาจเก็บไว้ในบ่อก็ได้ แต่ต้องทำคันดินล้อมรอบ และต้องบุพื้นบ่อและผนังโดยรอบบ่อด้วยวัสดุ กันซึม และมีท่อสำหรับรวบรวมน้ำเสียที่อาจ เกิดการรั่วไหลออกไปบำบัดด้วย

หลักการสำคัญในการเก็บกักของเสียที่เป็นอันตราย ได้แก่
  • ไม่นำของเสียที่เป็นอันตรายและของเสียที่ไม่เป็นอันตราย มาเก็บกักไว้ในภาชนะเดียวกัน
  • ไม่นำของเสียที่เป็นอันตรายที่อาจทำปฏิกิริยาเคมีรุนแรงต่อกันมาเก็บกักไว้ในภาชนะเดียวกัน เพราะอาจทำให้เกิดระเบิด ไฟไหม้ หรือทำให้เกิดควันพิษขึ้นได้ เช่น ของเสียที่เป็นกรด ไม่ควรเก็บไว้ภาชนะเดียวกันกับของเสียที่เป็นด่าง หรือของเสียที่เป็นสารติดไฟ เช่น โพแทสเซียม คลอรีน แอลกอฮอล์ เป็นต้น
  • เลือกชนิดของวัสดุที่ใช้ทำภาชนะเก็บกัก โดยคำนึงถึงลักษณะคุณสมบัติของของเสียที่จะบรรจุด้วย เช่น ของเสียที่เป็นกรดหรือด่าง ไม่ควรเก็บในถังที่ทำด้วยโลหะ เพราะจะเกิดการกัดกร่อนของถัง ควรเก็บไว้ในถังที่ทำด้วยไฟเบอร์กลาสส์ แก้ว หรือพลาสติกชนิดที่ทนการ กัดกร่อนได้แทน แต่ถ้าเป็นของเสียที่ไม่มีฤทธิ์ กัดกร่อนอาจเก็บในถังโลหะได้ สำหรับของเสีย ที่เป็นสารกัมมันตรังสีควรเก็บในถังที่ทำด้วย ตะกั่ว และหุ้มด้วยคอนกรีตอีกชั้นหนึ่งเพื่อ ป้องกันการรั่วไหลของรังสี 
  • ทำลายฤทธิ์หรือลดพิษของเสียที่มีความเป็นพิษลงก่อน 
  • จัดสถานที่ที่เก็บกักของเสียที่เป็นอันตรายให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย และเหมาะสม เช่น มีการระบายอากาศที่ดี ไม่อบอ้าว อยู่ห่างจากบ้านพักอาศัย หรือที่เก็บเชื้อเพลิง เป็นต้น
การเก็บขนและการขนส่งของเสียที่เป็นอันตราย

การเก็บขน และการขนส่งของเสียที่เป็น อันตราย หมายถึง การเก็บรวบรวมของเสียที่เป็นอันตราย ที่เก็บกักไว้ ณ จุดกำเนิด เพื่อลำเลียง หรือเคลื่อนย้ายไปทำการบำบัด และกำจัดทำลาย การเก็บขน และขนส่งของเสียที่เป็นอันตราย สามารถทำได้ทั้งโดยการใช้รถยนต์ เรือ หรือ รถไฟ การบรรทุกของเสียไปกำจัดอาจทำได้ ๒ วิธี คือ สูบของเสียใส่ในตัวถังบรรทุกของพาหนะ ซึ่งปกปิดมิดชิดทุกด้าน และใส่ของเสียในถังที่ มีฝาปิดมิดชิดและตั้งวางเรียงในตัวถังบรรทุก ของพาหนะ

พาหนะที่ใช้เก็บขนของเสียที่เป็นอันตราย ควรจะมีลักษณะแตกต่างจากพาหนะทั่วไป เช่น ต้องแข็งแรง สามารถป้องกันการรั่วซึมไหลของของเสีย ในกรณีอุบัติเหตุมีสัญลักษณ์ หรือคำเตือนให้รู้ว่าเป็นของเสียที่เป็นอันตราย ต้องมีระบบควบคุมไม่ให้ของเสียหกหล่นระหว่างการขนส่ง ในบางประเทศต้องมีใบกำกับการ ขนส่งของเสียที่เป็นอันตรายด้วย ในใบกำกับ จะระบุชื่อผู้ผลิตของเสีย ผู้ที่ทำการเก็บขนและ ขนส่ง สถานที่ที่จะนำไปกำจัด รวมทั้งระบุชนิด และปริมาณของของเสีย ลักษณะภาชนะบรรจุ ตลอดจนคำเตือนสำหรับของเสียที่ต้องได้รับการ เก็บขนและขนส่งด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ใบกำกับการขนส่งนี้ ต้องมีสำเนาอย่างน้อย ๔ ฉบับให้ผู้ผลิตของเสีย ผู้ขนส่ง ผู้ดูแลสถานที่ กำจัด และเจ้าหน้าที่ของรัฐ เก็บไว้เป็นหลักฐาน ตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบนำ ของเสียไปทิ้งที่อื่น

การบำบัดของเสียที่เป็นอันตราย

การบำบัดของเสียที่เป็นอันตราย หมายถึง การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพ หรือทางเคมีของของเสีย หรือสารพิษที่เจือปนอยู่ในของเสีย เช่น ลดปริมาตรให้น้อยหรือหมดความเป็น พิษ หรือมีความเป็นพิษน้อยลง หรืออยู่ในลักษณะที่ไม่สามารถแสดงความเป็นพิษออกมาได้ เพื่อสะดวกต่อการกำจัดทำลายในขั้นต่อไป การบำบัดของเสียสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่

๑) ทำให้เป็นก้อน


โดยนำของเสียมาผสมกับซีเมนต์ หรือคอนกรีต ทำให้เป็นก้อน หรือนำมาเก็บในภาชนะ และหุ้มด้วยซีเมนต์ หรือคอนกรีต ป้องกันไม่ให้ของเสียถูกชะล้างหลุดออกมาได้ วิธีนี้ส่วนใหญ่ใช้กับของเสียที่มีลักษณะเป็นของแข็ง หรือกึ่งของแข็ง เช่น กากตะกอนของของเสียที่มีสารโลหะหนักเจือปนอยู่ ตัวอย่างของเสียที่นิยมบำบัดด้วยวิธีนี้ ได้แก่

ก. ของเสียที่มีสารปรอทเจือปน เช่น ซากหลอดฟลูออเรสเซนซ์ ให้นำมาบดให้มีขนาดเล็กลง แล้วเติมสารละลายของโซเดียมซัลไฟด์ เพื่อให้ได้สารประกอบของปรอทที่คงตัว จากนั้นจึงนำไปผสมกับซีเมนต์ หล่อให้เป็นก้อน นำเก็บรวมไว้ หรือไปฝังดิน

ข. ของเสียที่มีสารแมงกานีสเจือปน เช่น ซากแบตเตอรี่ ซากถ่านไฟฉาย ให้นำมาบดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเติมสารละลายด่าง เช่น ปูนขาว ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำไปผสมกับซีเมนต์ทำให้เป็นก้อน

๒) ทำให้แห้ง


โดยการนำมาผึ่ง กรอง ปั่น หรือบีบเอาน้ำออก วิธีนี้เป็นการทำให้ปริมาตรของเสียลดลง นิยมใช้สำหรับการบำบัดของเสียที่มีลักษณะกึ่งของแข็ง หรือกากตะกอน เช่น กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย

๓) ทำให้เป็นกลาง


ของเสียที่มีฤทธิ์เป็นกรดจะสามารถกัดกร่อนวัสดุต่างๆ ได้ จึงต้องทำให้มีฤทธิ์เป็นกลาง โดยการเติมด่างลงไป ในทำนองเดียวกัน ของเสียที่มีฤทธิ์เป็นด่างจะเติมกรดลงไป เพื่อทำให้มีฤทธิ์เป็นกลาง

๔) ใช้สารเคมีทำลายฤทธิ์


โดยการเติมสารเคมี เพื่อให้ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารพิษเจือปนอยู่ในของเสีย เพื่อทำให้สารพิษนั้นอยู่ในรูปของสารประกอบอื่นๆ ซึ่งไม่เป็นพิษ ตัวอย่างเช่น ของเสียจำพวกยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช และยากำจัดเชื้อรา จะใช้สารละลายด่าง เช่น ปูนขาว เพื่อทำลายฤทธิ์ของตัวยาแต่ละชนิด

๕) ใช้สารเคมีทำให้ตกตะกอน


โดยการเติมสารเคมี เพื่อทำให้สารที่เจือปนอยู่ในของเสีย ซึ่งอยู่ในรูปของสารละลายแยกตัว และตกตะกอนออกมา สารเคมีที่นิยมใช้ในการตกตะกอน ได้แก่ ปูนขาว

๖) ใช้ขบวนการชีววิทยา

เป็นการบำบัดของเสีย เพื่อลดปริมาณของเสีย ที่สามารถกำจัดได้ด้วยจุลินทรีย์ เช่น สารอินทรีย์ต่างๆ โดยจุลินทรีย์จะทำการย่อยสลาย และเปลี่ยนสารอินทรีย์ต่างๆ ไปเป็นก๊าซ และได้เซลล์ของจุลินทรีย์เพิ่มมากขึ้น หรือโดยการใช้เอนไซม์ที่จุลินทรีย์ผลิตขึ้นในการย่อยสลายสารต่างๆ

๗) ใช้เตาเผา


เตาเผาที่ใช้เผาของเสียที่เป็นอันตราย จะต้องเป็นเตาเผาที่มีอุณหภูมิการเผาสูง และมีระบบควบคุมสารมลพิษ ที่เกิดจากการเผาด้วย เช่น ระบบดักฝุ่นและก๊าซ ระบบบำบัดน้ำเสีย วิธีนี้นิยมใช้บำบัดของเสีย จำพวกกากน้ำมัน และของเสียอื่นๆ ที่มีสารอันตรายเจือปนอยู่ในปริมาณไม่สูงมากนัก ตลอดจนของเสียที่ผ่านการทำลายฤทธิ์มาบ้างแล้ว

การนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์

การนำของเสียมาใช้ประโยชน์ สามารถทำได้หลายลักษณะ

๑. คัดแยกนำกลับมาใช้ใหม่ โดยผ่านกรรมวิธีบางอย่าง เช่น ตกตะกอน กลั่น แยกด้วยไฟฟ้าในสารตัวทำละลาย ใช้สารเคมีทำปฏิกิริยา ของเสียที่นิยมคัดแยกนำกลับมาใช้ใหม่ ได้แก่ กากน้ำมัน สารตัวทำละลายใช้แล้ว สารตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้แล้ว และของเสียที่มี โลหะหนักเจือปน เป็นต้น

๒. นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในขบวนการผลิตอื่น

๓. แปรสภาพของเสียไปใช้ประโยชน์ ในรูปพลังงาน เช่น นำของเสียไปเผา เพื่อนำความร้อนไปใช้ประโยชน์

๔. และอื่นๆ

การนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ นอกจากจะช่วยลดปริมาณของเสียที่ต้องนำมากำจัดแล้ว ยังเป็นการช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะต้องนำมาใข้ในขบวนการผลิต ตลอดจนประหยัดพลังงานที่ใช้ในการผลิต และการกำจัดอีกด้วย

การกำจัดของเสียที่เป็นอันตรายในขั้นสุดท้าย

การกำจัดของเสียที่เป็นอันตรายในขั้นสุดท้าย หมายถึง การทำให้ของเสียนั้นหมดไป โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของระบบการจัดการของเสีย วิธีการกำจัดของเสียที่เป็นอันตรายที่นิยมใช้ ได้แก่

๑) ฝังดิน


คือ การนำของเสียไปฝังในบ่อดินที่ขุดเตรียมไว้ ต้องบุก้นบ่อและผนังโดยรอบ ด้วยวัสดุกันซึม เช่น ดินเหนียว หรือแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกันไม่ให้ของเสีย หรือน้ำเสีย จากของเสียไหลซึมออกไปปนเปื้อนภายนอก โดยที่ก้นบ่อจะมีท่อรับน้ำเสีย เพื่อนำไปบำบัดด้วย และเมื่อฝังของเสียจนเต็มบ่อแล้ว จะต้องปิดบ่อด้วยแผ่นพลาสติก หรือดินเหนียวด้วย

๒) ทิ้งทะเล


โดยบรรจุของเสียใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิด ป้องกันการรั่วไหลของของเสีย แล้วนำไปทิ้งในทะเลลึก ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐-๔,๐๐๐ เมตร ให้ภาชนะที่บรรจุของเสียนั้น วางอยู่บนชั้นดิน หรือชั้นทรายของทะเล หรือให้ภาชนะนั้น ฝังลงในชั้นดิน หรือชั้นทรายของทะเล ที่มีความหนาไม่น้อยกว่า ๑๐-๓๐ เมตร

๓) ปล่อยให้ซึมในชั้นดิน


โดยอัดฉีดของเสียลงในบ่อที่มีระดับความลึกกว่าระดับน้ำใต้ดิน และน้ำบาดาล เพื่อให้ของเสียนั้นซึม และกระจายอยู่ในชั้นดิน โดยไม่มีผลกระทบต่อน้ำใต้ดิน
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป