สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน เมนู 12
เล่มที่ ๑๒
เรื่องที่ ๑ การแพทย์
เรื่องที่ ๒ การศึกษา
เรื่องที่ ๓ การสังคมสงเคราะห์
เรื่องที่ ๔ การพัฒนาชาวเขา และการเกษตรที่สูง
เรื่องที่ ๕ การพัฒนาการเกษตรในชนบท
เรื่องที่ ๖ การศึกษาการพัฒนา
เรื่องที่ ๗ การสหกรณ์
เรื่องที่ ๘ การพัฒนาแหล่งน้ำ
เรื่องที่ ๙ การพัฒนาปัจจัยการผลิต
เรื่องที่ ๑๐ แผนที่

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๑๒ / เรื่องที่ ๖ การศึกษาการพัฒนา / การพัฒนาชนบท

การพัฒนาชนบท

การพัฒนาชนบท

ชนบทนอกจากจะเป็นที่รวมของเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว ยังเป็นแหล่งผลิต และเป็นตลาดรองรับการขยายตัวของความเจริญเติบโต ในภาคเศรษฐกิจสาขาอื่น ด้วยเหตุนี้ชนบท จึงเป็นรากฐานแห่งความเจริญ และความมั่นคงของชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชนบท จึงเป็นปัญหาที่มีผลกระทบโยงใยถึงทุกส่วนของสังคม

การพัฒนาชนบทเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ในสภาพแวดล้อม ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างรวดเร็ว จึงประสบอุปสรรค และข้อขัดข้อง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงลงได้โดยง่าย
ชาวนาเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นผลิตผลที่สำคัญของประเทศ
ชาวนาเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นผลิตผลที่สำคัญของประเทศ

การซ่อมสร้างถนนเพื่อพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้สะดวก
การซ่อมสร้างถนนเพื่อพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้สะดวก
การพัฒนาชนบทของชาติ

 รูปแบบการพัฒนาชนบท ได้มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ ในสมัยก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยนั้น เป็นชนบท โดยแท้จริง ประชาชนประกอบอาชีพการทำนาเป็นส่วนใหญ่ อาศัยแรงคน และแรงงานจากวัวควาย ใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว บางปีน้ำท่วม บางปีก็แห้งแล้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ หามาตรการแก้ไขปัญหา โดยให้ขุดคลอง เช่น คลองรังสิต เป็นต้น เพื่ออาศัยน้ำจากคลองขุด มาช่วยทำนาในปีที่แห้งแล้ง

ถึงยุคปัจจุบัน ปัญหาชนบทได้เพิ่มมากขึ้น และเกี่ยวเนื่องกับปัญหาอื่นๆ มากมาย ที่เป็นสาเหตุ เช่น จำนวนประชากรที่เพิ่ม ทรัพยากรธรรมชาติที่ลด และความไม่สมดุลต่างๆ จนเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง และเร่งด่วน ช่วยพัฒนาชาวชนบทให้พ้นจากสภาวะความยากจน ความล้าหลังทางเศรษฐกิจ ความเสื่อมโทรมในคุณภาพชีวิต ฯลฯ อันเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ชาวชนบทไม่สามารถพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง โดยระดมกิจกรรม โครงการ และหน่วยราชการต่างๆ เข้าไปดำเนินการ ซึ่งในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา อาจจำแนกโครงการพัฒนาดังกล่าวออกได้เป็น ๓ ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้

๑. โครงการที่มีลักษณะการพัฒนาโดยยึดพื้นที่เป็นเป้าหมาย

โครงการในลักษณะนี้ พัฒนาพื้นที่เฉพาะแห่งที่มีปัญหา โดยรัฐบาลทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเท่าที่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่นั้นให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบครบวงจร ตั้งแต่เริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน แหล่งน้ำ ไปจนถึงการส่งเสริมอาชีพ การลงทุน และการตลาด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่แห่งนั้นได้รับการพัฒนา และการบริการทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่จำเป็นในทุกสาขา อันเป็นโครงการระยะยาว ในการแก้ไขปัญหาหลักของประชาชนให้ได้ผล อย่างสมบูรณ์ ส่วนใหญ่ของโครงการในลักษณะนี้ มักเป็นโครงการพัฒนาสมบูรณ์แบบ หรือเบ็ดเสร็จ หรือผสมผสาน ที่มีหน่วยราชการเดียวเป็นผู้รับผิดชอบโครงการทั้งหมด เช่น โครงการนิคมสร้างตนเองของกรมประชาสงเคราะห์ โครงการหมู่บ้านสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ โครงการหมู่บ้านสมบูรณ์แบบของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท เป็นต้น ซึ่งภายหลังได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หน่วยราชการที่รับผิดชอบ ไม่อาจมีความเชี่ยวชาญในทุกสาขา ที่จะดำเนินงานพัฒนาได้ตามเป้าหมายทั้งหมด จึงทำให้ถอนตัวออกได้โดยง่าย จึงเป็นเหตุให้ราษฎร ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างเต็มที่ ราชการจึงต้องรับภาระทำหน้าที่ เป็นพี่เลี้ยงอยู่ต่อไป ทำให้เกิดความยืดเยื้อ และ สิ้นเปลืองทั้งเวลา กำลังคน และงบประมาณ การกระจายการพัฒนาเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง และตกอยู่แก่ประชาชนเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

๒. โครงการที่มีลักษณะการพัฒนา โดยยึดตามสายงานรับผิดชอบของหน่วยงาน

ความพยายามในลักษณะนี้ ได้แก่ การพัฒนาตามสายงานปกติของแต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น การส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร การส่งเสริมการสหกรณ์ ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ การพัฒนาปศุสัตว์ของกรมปศุสัตว์ การพัฒนาบริการพื้นฐานในชนบท ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ฯลฯ เป็นต้น โครงการลักษณะนี้ มีปัญหาหลักคือ การขาดหลักเกณฑ์ ที่จะประสานการดำเนินงานของหน่วยราชการต่างๆ เข้าด้วยกัน ให้สอดคล้องเหมาะสมตามสภาพการณ์ของพื้นที่ และตามขั้นตอนระยะเวลา

๓. โครงการที่มีลักษณะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า


นอกจากการดำเนินการตามแนวทาง ดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังเห็นว่า ชนบทนั้นมีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่อาจแก้ได้อย่างรวดเร็วทันทีทันใด เพราะปัญหาชนบทได้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และบางกรณีก็จำเป็นต้องแก้ไข โดยรีบด่วน ดังนั้นรัฐบาลจึงได้ใช้โครงการต่างๆ เข้าเสริม เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหาเฉพาะกรณีด้วย เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก หรือน้ำใต้ดิน เพื่อกระจายการบริการน้ำไปสู่นอกเขตลุ่มน้ำได้อย่างรวดเร็วทันที การส่งเสริมกิจกรรมประเภทเสริมรายได้ เช่น หัตถกรรม การเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เล็ก เช่น เป็ด ไก่ ฯลฯ และการให้ความ สำคัญกับปัญหาพื้นฐานทางสังคม และเศรษฐกิจชนบทมากขึ้น เช่น การส่งเสริม การช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันในรูปแบบต่างๆ เช่น ธนาคารข้าว เน้นการสนับสนุนการรวมกลุ่ม เพื่อแก้ปัญหาภายในท้องถิ่น ตลอดจนการใช้โครงการเงินผัน และโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) เข้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นกรณีๆ ไปด้วย
การหมั่นดูแลเรือกสวนอย่างถูกวิธี จะทำให้ได้รับผลิตผลที่มีคุณภาพ
การหมั่นดูแลเรือกสวนอย่างถูกวิธี จะทำให้ได้รับผลิตผลที่มีคุณภาพ

การใช้ถุงพลาสติกคลุมดินป้องกันแมลงสร้างความเสียหายแก่พืช เป็นวิธีพัฒนาที่ดินวิธีหนึ่ง
การใช้ถุงพลาสติกคลุมดินป้องกันแมลงสร้างความเสียหายแก่พืช เป็นวิธีพัฒนาที่ดินวิธีหนึ่ง
การพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

การดำเนินการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่เป็นโครงการต่างๆ นั้น มีเป้าหมายสุดท้าย คือ ความสงบสุขมั่นคงของชาติเป็นสำคัญเช่นกัน แต่มีลักษณะการดำเนินงาน และกลวิธีที่อาจแตกต่างกันบ้าง ซึ่งอาจแยกแยะแนวพระราชดำริของพระองค์ได้ เป็น ๓ ลักษณะกว้าง ๆ ดังนี้

๑. โครงการที่มีลักษณะการแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้า

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ส่วนใหญ่จะเน้นการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่ประชาชนเผชิญอยู่เป็นลำดับแรกก่อน ถึงแม้ว่า อาจจะมีข้อโต้แย้งทางวิชาการว่า มิได้เป็นการแก้ไขปัญหารากฐาน หรือปัญหาโครงสร้าง ในเรื่องนี้ ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับแนวความคิด ที่จะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อนดังนี้

"... ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก ... ต้องแก้ไขปวดหัวนี้ก่อน ... มันไม่ได้แก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน เพื่อจะให้อยู่ในสภาพที่จะคิดได้ ..."

๒. โครงการที่มีลักษณะการแก้ไขปัญหาหลัก

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ส่วนใหญ่มีเป้าหมายมุ่งตรงต่อการแก้ไขปัญหา ในชนบทแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะชาวชนบทที่ยากจน อยู่ห่างไกล ทุรกันดาร หรืออยู่ในลำดับความสำคัญรอง เมื่อพิจารณาในเชิงขีดความสามารถ ในการพัฒนาจากภาครัฐบาล การดำเนินการตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาหลักในชนบทดังกล่าวนี้ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็คือ โครงการพัฒนาแบบผสมผสาน หรือสมบูรณ์แบบ หรือโครงการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ

๓. โครงการที่มีลักษณะเป็นการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และวิจัย

โครงการที่มีลักษณะเป็นการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และวิจัยนี้ เป็นงานที่ทรงเริ่มอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาชนบทมาไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี ทั้งที่ทรงศึกษาภายในเขตพระราชฐาน และนอกเขตพระราชฐาน โดยเฉพาะการพัฒนาด้านการเกษตร ซึ่งถือว่า เป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาสังคมไทยระยะยาว ความพยายามดังกล่าวนี้ เป็นการเตรียมพระองค์ในด้านข้อมูล และความรอบรู้ที่จะทรงนำไปประยุกต์แก้ไขปัญหา และเผยแพร่แก่เกษตรกรในชนบท รวมทั้งเป็นการแสวงหาแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย

การศึกษา เพื่อการพัฒนาชนบทดังกล่าวนี้ ครอบคลุมทุกเรื่อง ที่มีความสำคัญต่อปัจจัยการผลิต เช่น น้ำ ดิน ความรู้ในเรื่องการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ทุนและการตลาด นอกจากนี้ ยังเจาะลึกในรายละเอียดว่า ในแต่ละท้องถิ่นนั้น มีสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ของประชาชน ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิธีการดำรงชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น การพัฒนาที่จะได้ผลสูงสุด คือ การพัฒนาให้สอดคล้อง กับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ จึงทรงตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้ทำการศึกษาค้นคว้า ค้นหาปัญหา และแนวการพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพของภูมิภาคนั้นๆ ซึ่งศูนย์ฯ ดังกล่าว จะเป็นที่รวมของการพัฒนาต่างๆ ในทุกสาขาหลักที่จำเป็นของแต่ละภูมิภาค ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่าเป็น "สรุปผลของการพัฒนา" หรือ "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" ที่ประชาชนจะสามารถเข้าไปเรียนรู้เรื่องการพัฒนาต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของตนได้ ตามความต้องการ รวมทั้งยังทำหน้าที่ให้การบริการทางวิชาการแก่พื้นที่อื่นๆ ที่จะนำผลการศึกษาไปพัฒนา เผยแพร่ต่อไปด้วย ซึ่งปัจจุบันศูนย์ฯ ดังกล่าวมีอยู่ จำนวน ๖ ศูนย์ คือ

๑. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

๒. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

๓. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัด เพชรบุรี

๔. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัด สกลนคร

๕. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้อยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

๖. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัด นราธิวาส
เกษตรกร กำลังใส่ปุ๋ยบำรุงดิน
เกษตรกร กำลังใส่ปุ๋ยบำรุงดิน

การฝึกอบรมความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินภาคปฏิบัติแก่เกษตรกร
การฝึกอบรมความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินภาคปฏิบัติแก่เกษตรกร

ป่าไม้ แหล่งต้นน้ำธารที่ควรได้รับการอนุรักษ์
ป่าไม้ แหล่งต้นน้ำธารที่ควรได้รับการอนุรักษ์

โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
กลวิธีในการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ

การพัฒนาชนบทตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหลายนั้น เน้นเรื่องที่สำคัญ เป็นกลวิธี และแนวทางแก้ปัญหา ดังนี้

๑. การช่วยให้พึ่งตนเองได้

ความยากจนของชาวชนบทเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนใหญ่ของชาติ รัฐบาลเองยอมรับว่า มีชาวชนบทจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐ ล้านคน ที่ยากจน และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

๒. การส่งเสริมความรู้ในการทำมาหากิน ตามหลักวิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสมแก่ราษฎร

เกษตรกรรมเป็นอาชีพพื้นฐานของสังคม ชนบทไทยมาทุกยุคทุกสมัย ประชากรของประเทศประมาณ ๒ ใน ๓ อยู่ในภาคเกษตรกรรม การพัฒนาการเกษตร จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการพัฒนาชนบท และประเทศเป็นส่วนรวมมาตลอด โดยสาขาเกษตรเป็นสาขาที่ได้รับความสำคัญอย่างสูง ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติทุกฉบับ

๓. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาตินั้นถือได้ว่า เป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐาน ที่เป็นฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว จากผลการพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นประการสำคัญนั้น จึงทำให้การพัฒนาในด้านต่างๆ มุ่งเน้น เฉพาะการเพิ่มผลิตผลของทุกๆ สาขาการผลิต โดยไม่คำนึงถึงปัญหา และข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ฯลฯ เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว จนในที่สุดทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ ได้เสื่อมโทรม และเหลือน้อยลงเป็นลำดับ

แนวทางในการดำเนินงาน เพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรม ของทรัพยากรธรรมชาติ มีเป้าหมายแยกออกได้เป็น ๒ ประการ คือ ประการแรก ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ประการที่สอง ประชาชนรวมกลุ่ม เพื่อรักษาสภาพธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ แหล่งน้ำ เพื่อประโยชน์ของประชาชน และสภาพแวดล้อมในระยะยาว การดำเนินการดังกล่าว สามารถแยกเป็นส่วนได้ ดังนี้

๓.๑ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
๓.๒ การอนุรักษ์ดิน
๓.๓ การอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ

๔. คุณภาพชีวิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร โดยการให้ความสำคัญต่อปัญหาพื้นฐานคือ เรื่องเกี่ยวกับปัจจัยสี่ คือ ต้องมีอาหาร การกินที่มีคุณภาพ มีเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยที่ถูกต้องตามสุขอนามัย การระวังรักษาสุขภาพร่างกายของประชาชน ให้พ้นจากโรคภัยที่คอยเบียดเบียน ตลอดจนการให้การศึกษา และการเสริมสร้างคุณธรรม และจริยธรรมให้แก่ประชาชนด้วย ทั้งนี้ ทรงเห็นว่า การพัฒนาต่างๆ จะได้ผลนั้น จะต้องเริ่มต้น ด้วยการที่มี "กำลังคน กำลังใจ" ที่ดี เพื่อให้สามารถต่อสู้ฝ่าฟันกับปัญหาอุปสรรค ที่อาจ เกิดขึ้น และมีความเข้มแข็งที่จะพัฒนา เพื่อตนเอง และประเทศชาติต่อไป ดังในกรณีตัวอย่าง เช่น โครงการด้านสาธารณสุข ที่พระองค์ทรงเริ่มดำเนินการตั้งแต่เสด็จฯ นิวัติกลับพระนคร ใน พ.ศ. ๒๔๙๔ คือ โครงการก่อสร้างอาคารการแพทย์ ของโรงพยาบาลต่างๆ เช่น โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ตึกวชิราลงกรณ์ สภากาชาดไทย กิจกรรมต่อต้านโรคโปลิโอ ตราบจนปัจจุบัน ซึ่งยังมีหน่วยแพทย์พระราชทานในหลายๆ สาขา เพื่อคอยดูแลรักษาประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวชนบท ที่ห่างไกล เป็นต้น

สิ่งต่างๆ ที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นการพัฒนาประชากรด้านพื้นฐาน เพื่อให้มีคุณภาพที่จะสามารถดำรงชีวิต และพัฒนาตนเอง และบ้านเมืองให้เกิดความเจริญ
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป
โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โครงการสารานุกรมไทยฯ สนามเสือป่า ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ 0-2280-6502, 0-2280-6507, 0-2280-6515, 0-2280-6538, 0-2280-6541, 0-2280-6580 โทรสาร 0-2280-6589