พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก

เมื่อวันที่ ๒-๓ และ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้มีพระราชพิธีสำคัญพระราชพิธีหนึ่งที่บังเกิดในโอกาสอันยากยิ่งเพราะต้อง ใช้เวลารอคอยถึง ๔๒ ปี ๒๓ วัน จึงจะประกอบ พระราชพิธีนี้ได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากเมื่อ ร.ศ. ๑๒๖ หรือ พุทธศักราช ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงสิริราชสมบัติเป็นงานใหญ่ เรียกว่า พระราชพิธีรัชมงคล ในปีนั้น และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในปีถัดมา แล้วทรงครองราชย์สืบต่อมาจนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓ สิริรวมเวลาในรัชสมัยได้ ๔๒ ปี ๒๒ วัน
ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จครองราชสมบัติเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ นับถึงวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ เป็นเวลา ๔๒ ปี ๒๓ วัน เป็นเวลาอันยืนนานยิ่งกว่าสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช หรือยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกรัชกาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกขึ้นตามราชประเพณี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานกระแสพระราชดำริว่า “...ในรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ นี้ ปีในรัชกาลจะเต็มครบ ๓๙ ปี ย่างขึ้นเป็นปีที่ ๔๐ เสมอด้วยรัชกาล สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติยืนนานกว่าพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ในสยามประเทศ สมควรที่จะขึ้นไปทำการกุศลสักการะบูชาพระเจ้าแผ่นดินที่ได้ ถวัลยราชสมบัติในกรุงเก่าเป็นการพิเศษครั้งหนึ่ง...” ดังนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมงคล มีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายเป็นราชสักการะ มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เลี้ยงพระ และบวงสรวงสังเวย สมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีตแห่งกรุงศรีอยุธยา ๓๓ พระองค์ กรุงธนบุรี ๑ พระองค์ กรุงรัตนโกสินทร์ ๔ พระองค์ ในการนี้ โปรดให้บูรณะ ปรับปรุงพระราชวังเดิมกรุงศรีอยุธยา ที่ถูกพม่าทำลายเผาพระที่นั่งต่างๆ จนเหลือแต่ซากเป็น บริเวณรกร้าง ให้มีสภาพตามประวัติศาสตร์ โดยสร้างพลับพลาตรีมุขขึ้นบนฐานเดิมของพระที่นั่ง เก่า ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธี แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปประกอบพระราชพิธีบวงสรวงอดีตพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ โดยเชิญพระพุทธรูปปางประจำแต่ละรัชกาลจากหอพระราชพงศานุสร และหอพระราชกรมานุสร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปประดิษฐานในมณฑลพระราชพิธี ณ พลับพลาตรีมุข จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น
ในปีถัดมา คือ พุทธศักราช ๒๔๕๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ที่ทรงครองราชย์ยืนนานกว่า สมเด็จพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในพระราชพงศาวดาร โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็น ประธานจัดงานเฉลิมฉลองอย่างมโหฬาร มีพระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติ พระราชพิธีก่อฤกษ์พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชพิธีฉลองพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทย และชาวต่างประเทศที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้ บริจาคเงินสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ประดิษฐานไว้ ณ ลานพระราชวังดุสิต พร้อมกับถวายพระราชสมัญญาว่า “ปิยมหาราช” จารึกไว้ที่ฐานพระบรมรูปนั้น นอกจากนั้นเงินบริจาคที่ยังเหลือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้โปรดเกล้าฯให้นำไปสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นเป็นสถานอุดม-ศึกษาแห่งแรกของประเทศ จึงกล่าวกันว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างจากเงินหางม้าพระบรมรูปทรงม้า
ด้วยเหตุดังนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์ ยั่งยืนนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในอดีต พระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาล ข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือน ตลอดจนพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง มีความจงรักภักดีรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อแผ่นดินและประชาชนมาถึง ๔๓ ปี พากันชื่นชมนิยมว่า เสด็จดำรงรัฐสีมายืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ พระองค์ใดในอดีต จึงมีสมานฉันท์พร้อมกันจัดงานเฉลิมพระเกียรติสนองพระเดชพระคุณ ทั้งขอพระราชทานให้ทรงกำหนดงานพระราชกุศลและพระราชพิธีอนุโลมตามพระราชประเพณีเมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต และทรงกำหนด การพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกไว้เพียง ๓ วัน ให้เหมาะแก่กาลสมัย โดยมีรายการดังนี้
วันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ เวลา ๑๖.๓๐ น. เป็นวันพระราชพิธีทรงบำเพ็ญ พระราชกุศลทักษิณานุปทาน ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูริยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง พระสงฆ์ ๔๔ รูป มีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานสวดพระพุทธมนต์ สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ถวายพระธรรมเทศนาทุลลภกถา ทรงสดับปกรณ์พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปถวายสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และพระพุทธรูปปางประจำรัชกาลสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีตแห่งกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี ณ หอพระราชกรมานุสร พระพุทธรูปปางประจำรัชกาล สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ หอพระราชพงศานุสร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
วันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ เวลา ๑๐.๐๐ น. เป็นวันงานสมโภชสิริราชสมบัติรัชมังคลาภิเษก เสด็จพระราชดำเนินสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงบวงสรวงสังเวยพระสยามเทวาธิราช ซึ่งอัญเชิญจากพระวิมานในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ออกประดิษฐาน ณ บุษบกมุขเด็จ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระราชครูอัษฎาจารย์ (ละเอียด รัตนพราหมณ์) อ่านประกาศพระบรมราชโองการบวงสรวงสังเวยพระสยามเทวาธิราช พระสงฆ์ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธาน เจริญพระพุทธมนต์ แล้วรับพระราชทานฉันภัตตาหาร ต่อจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชนพปฎลมหาเศวตฉัตร เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ดวงพระบรมราชสมภพ พระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย เป็นการสมโภชสิริราชสมบัติรัชมังคลาภิเษก เพื่อความไพบูลย์แห่งราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ และอาณาประชาชนทั้งปวง
เวลา ๑๒.๐๐ น. ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๒๑ นัด พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา วัดในพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ ย่ำฆ้องกลองระฆังพร้อมกัน
วันที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ เป็นวันพระราชพิธีบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีต เวลา ๐๘.๕๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินประทับรถไฟพระที่นั่งจากสถานีจิตรลดาถึงสถานีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินสู่พลับพลาตรีมุข พระราชวังโบราณ ซึ่งจัดเป็นมณฑลพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและบวงสรวงสังเวย แต่ครั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระพุทธรูปปางประจำรัชกาล สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เพียงรัชกาลเดียว จากหอพระราชกรมานุสรในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปประดิษฐานที่พระที่นั่งคชาธาร ภายใต้สัปตปฎลมหาเศวตฉัตร
เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ถวายศีลจบแล้ว เสด็จออกไปยังมุขเด็จ ซึ่งตั้งพระที่นั่งชุมสาย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องสังเวย แล้วโปรดเกล้าฯให้ นายภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ อ่านประกาศพระบรมราชโองการสดุดีบวงสรวงสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีต พระสงฆ์ ๓๔ รูป มีสมเด็จพระญาณสังวรเป็นประธานสงฆ์ และพระสงฆ์วัดโบราณในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี พิษณุโลก สระบุรี และกรุงเทพมหานคร รวม ๓๔ รูป เท่าจำนวนสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีตแห่งกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรี เจริญพระพุทธมนต์และรับพระราชทานฉัน ภัตตาหาร เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนผ้าไตร และย่ามที่ระลึกพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกแด่พระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทกพระราชอุทิศพระราชกุศลถวายสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีต เป็นเสร็จการพระราชพิธี


อ่านเพิ่มเติม | หน้าแรก
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.