ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง
ประจำเดือนผิดปกติมีอะไรบ้าง
การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดคืออะไร
ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ภาวะแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตมารดาและทารกในท้อง ถ้าได้รับการดูแลที่ไม่ถูกต้อง ที่พบบ่อย ๆ ได้แก่

๑. การคลื่นไส้อาเจียนอย่างมากระหว่างตั้งครรภ์

อาการแพ้ท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ จะพบได้ ๑ ใน ๓ ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด มักจะเกิดระหว่างอายุครรภ์ ๖-๑๒ สัปดาห์ และจะหายไปเองภายหลังอายุครรภ์ ๑๒ สัปดาห์ แต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นก็ได้

การป้องกันภาวะการแทรกซ้อนชนิดนี้ ควรกระทำโดยรีบปรึกษาแพทย์ เมื่อมีอาการผิดปกติดังกล่าว เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างถูกวิธี รวมทั้งป้องกันอาการแทรกซ้อนอันตรายอื่น ๆ ที่จะตามมา

๒. การแท้ง
การแท้งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการตกเลือดระหว่างตั้งครรภ์ พบประมาณร้อยละ ๑๐-๑๕ ของการตั้งครรภ์

ส่วนใหญ่อาการเมื่อเริ่มจะแท้งจะมีเลือดออกทางช่องคลอด ในระยะแรกมักจะออกไม่มาก ต่อมาจะปวดท้องเป็นพัก ๆ คล้ายปวดประจำเดือนแต่มากกว่าอันตรายสำคัญของการแท้ง คือ การตกเลือด เพราะอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในรายที่ไปทำแท้งโดยผิดกฎหมายอาจพบอาการแทรกซ้อนได้มาก เนื่องจากมีการติดเชื้อ เช่น มีไข้สูง เลือดเป็นพิษ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ มดลูกทะลุ เนื้อเน่าตาย และบาดทะยัก เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตทั้งสิ้น บางรายอาจทำให้ท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง อันเป็นสาเหตุของการเป็นหมันในภายหลัง

๓. การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก
การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก คือ ภาวะที่รกเปลี่ยนเป็นเม็ดใส ๆ คล้ายเม็ดสาคู หรือไข่ปลาอุกรวมกันเป็นพวงคล้ายพวงองุ่นอยู่ภายในโพรงมดลูก ทำให้มดลูกมีขนาดโตอย่างรวดเร็ว ไม่ได้สัดส่วนกับระยะที่ขาดประจำเดือน มักมีอาการแพ้ท้องมากกว่าธรรมดา และอาจมีอาการของพิษแห่งครรภ์ร่วมด้วย เช่น บวม ความดันเลือดสูง และมีไข่ขาวในปัสสาวะ อาการที่สำคัญ ได้แก่ เลือดออกทางช่องคลอดกะปริบกะปรอย หรืออาจออกครั้งละมาก ๆ พร้อมกับมีเม็ดคล้ายเม็ดสาคูออกมาด้วย

๔. การตั้งครรภ์นอกมดลูก
>การตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดจากไข่ที่ผสมแล้วผังตัวและเจริญเติบโตภายนอกโพรงมดลูก พบได้ประมาณร้อยละ ๐.๕-๑ ของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่เกิดที่ท่อนำไข่
สาเหตุเกิดจากเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้ไข่ผสมแล้วเดินทางเข้าไปถึงโพรงมดลูกไม่ได้ หรือไปช้ากว่าธรรมดาจึงต้องฝังตัวก่อน เช่น การตีบของท่อนำไข่

๕. ภาวะพิษแห่งครรภ์
ภาวะพิษแห่งครรภ์เป็นกลุ่มอาการผิดปกติประกอบด้วยอาการบวม ความดันเลือดสูง และมีไข่ขาวในปัสสาวะ มักเกิดในระยะท้ายของการตั้งครรภ์พบในครรภ์แรกมากกว่าในครรภ์หลัง
ภาวะนี้เป็นสาเหตุของการตายของแม่และทารกถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง จะทำให้ผู้ตั้งครรภ์ชักหลอดเลือดในสมองแตก และหัวใจวายได้

๖. รกเกาะต่ำ
รกเกาะต่ำหมายถึงการที่รกบางส่วนหรือทั้งหมดเกาะที่ตอนล่างของมดลูก ซึ่งในครรภ์ปกติแล้วรกจะเกาะที่ผนังตอนบนของมดลูก ความผิดปกติชนิดนี้พบบ่อยขึ้นในหญิงมีครรภ์ที่มีอายุมากและมีลูกแล้วหลายคน

๗. รกลอกตัวก่อนกำหนด
ภาวะนี้มักพบร่วมกับผู้ที่มีภาวะพิษแห่งครรภ์ซึ่งจะมีโอกาสพบได้มากกว่าปกติ ๓ เท่า นอกจากนี้อาจเกิดในรายที่ถูกกระทบกระแทกบริเวณหน้าท้องอย่างรุนแรง ภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้ มักเกิดในระยะท้ายของการตั้งครรภ์
อาการขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของการลอกตัวของรก อาการที่สำคัญ คือ เลือดออกทางช่องคลอด และปวดท้อง ซึ่งอาจจะปวดเพียงเล็กน้อยหรือปวดมากจนหมดสติไป หน้าท้องจะแข็งตึง และกดเจ็บมดลูกมักโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเลือดขังอยู่ภายในทารกอาจตายในท้องได้ถ้าได้รับการช่วยเหลือไม่ทัน

๘. ครรภ์แฝด
ครรภ์แฝดหมายถึง การตั้งครรภ์ที่มีทารกในครรภ์มากกว่า ๑ คนขึ้นไป อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อแม่และทารก เช่น โลหิตจาง ภาวะพิษแห่งครรภ์ คลอดก่อนกำหนด และคลอดผิดปกติครรภ์แผดอาจเกิดจากการผสมของไข่ใบเดียวหรือหลายใบก็ได้
แฝดคู่อาจเกิดจากการผสมของไข่ ๒ ใบ หรือ ใบเดียวก็ได้
แฝดคู่ที่เกิดจากไข่ ๒ ใบ มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์เป็นจำนวนมาก กล่าวคือ ถ้าทั้งพ่อและแม่มีประวัติทางกรรมพันธุ์ว่ามีครรภ์แผด จะมีอัตราการเกิดครรภ์แฝดสูงขึ้น สองในสามของคู่แฝดที่คลอดจะเป็นเพศเดียวกัน
แพทย์สามารถวินิจฉัยการตั้งครรภ์แฝดได้จากการตรวจครรภ์ โดยคลำส่วนต่าง ๆ ของทารกในท้อง เช่น ศีรษะ ก้น แขนขา ได้มากกว่าปกติ และฟังเสียงหัวใจทารกในท้องได้ชัดเจนมากกว่า ๑ ตำแหน่ง โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจแตกต่างกันมากกว่า ๑๐ ครั้ง ต่อนาที ในกรณีที่ตรวจแล้วไม่แน่ใจ อาจอาศัยการตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสี หรือการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง

๙. ครรภ์แฝดน้ำ
ในการตั้งครรภ์ปกติ จะพบว่ามีน้ำหอมหล่อทารกในครรภ์ หรือน้ำคร่ำประมาณ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร ถ้ามีจำนวนน้ำคร่ำมากกว่า ๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไป ถือว่าเป็น ครรภ์แฝดน้ำ ซึ่งมักพบร่วมกับความผิดปกติบางอย่างของทารกในท้อง เช่น ความพิการแต่กำเนิดของระบบประสาท หรือการตีบตันของระบบทางเดินอาหารของทารก ครรภ์แฝด การติดเชื้อซิฟิลิส (syphilis) ภาวะพิษแห่งครรภ์ และมารดาเป็นเบาหวาน เป็นต้น
อาการของครรภ์แฝดน้ำ คือ แม่ท้องโตเร็วผิดธรรมดา ไม่ได้สัดส่วนกับระยะเวลาที่ขาดประจำเดือนมักเป็นในระยะ ๗ เดือนขึ้นไป อาจเป็นอย่างทันทีทันใด หรือค่อยเป็นค่อยไปก็ได้

๑๐. ครรภ์เกินกำหนด
โดยทั่วไป หมายถึงการตั้งครรภ์เกิน ๔๒ สัปดาห์ (ต้องจำวันที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายได้แม่นยำและประจำเดือนต้องมาสม่ำเสมอด้วย)
สาเหตุยังไม่ทราบแน่นอน ภาวะนี้มีผลเสีย คือ รกทำงานเลวลง ปริมาร น้ำคร่ำลดลง ทารกจะผอมผิวหนังเหี่ยวย่น มีเล็บยาว กะโหลกศีรษะแข็งขึ้น ซึ่งอาจจะมีผลให้คลอดยากและทารกมีภาวะขาดออกซิเจนได้ง่าย
ประจำเดือนผิดปกติมีอะไรบ้าง
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
อาจแบ่งออกได้ดังนี้
๑. ความผิดปกติเกี่ยวกับระยะเวลาของรอบประจำเดือน ได้แก่
(๑) ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ หมายถึง รอบประจำเดือนนานเกินกว่า ๓๕ วัน แต่ไม่ถึง ๓ เดือน
(๒) ประจำเดือนมาเร็วกว่าปกติ หมายถึงรอบประจำเดือนสั้นกว่า ๒๑ วัน
(๓) ประจำเดือนขาด หมายถึงไม่มีประจำเดือนมานานเกินกว่า ๓ เดือน ในวัยเจริญพันธุ์มีสาเหตุหลายอย่าง บางอย่างก็ไม่ต้องให้การรักษา เช่น การตั้งครรภ์ การอยู่ในระยะให้นมบุตร การทำงานผิดปกติของรังไข่และหรือต่อมใต้สมองที่มาควบคุมการทำงานของรังไข่และเยื่อบุมดลูก ความผิดปกติแต่กำเนิดของอวัยวะสืบพันธุ์ (เช่น ไม่มีมดลูก เป็นต้น) สุขภาพทรุดโทรมมากหรือเจ็บป่วยเรื้อรัง (เช่น เป็นวัณโรค โรคไต เป็นต้น) หรือขาดอาหาร ผ่าตัดเอามดลูกออกแล้วและภายหลังการรักษาโรคบางอย่างด้วยรังสี (เช่นการรักษามะเร็งปากมดลูก) เป็นต้น

๒. ความผิดปกติเกี่ยวกับจำนวนเลือดที่ออก ได้แก่
(๑) เลือดประจำเดือนออกน้อยกว่าปกติอาจเกิดจากความผิดปกติของเยื่อบุมดลูก หรือการกินยาเม็ดคุมกำเนิด
(๒) เลือดประจำเดือนออกมากผิดปกติจนอาจเรียกได้ว่า ตกเลือด เกิดจากการบีบรัดตัวของมดลูกไม่ดีพอที่จะทำให้เลือดหยุด เช่น มีเนื้องอกของมดลูก เป็นต้น

๓. การปวดประจำเดือน หมายถึงการปวดท้องน้อยขณะมีประจำเดือน อาจปวดเพียงเล็กน้อยหรือปวดมากจนทำงานไม่ได้
โรคเฉพาะของหญิงจำแนกออกได้ ดังนี้
๑. ความผิดปกติแต่กำเนิดของอวัยวะพันธุ์
๒. การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
๓. การอักเสบและโรคติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์
๔. กะบังลมหย่อน
๕. ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
๖. เนื้องอกของอวัยวะสืบพันธุ์
๗. นรีเวชวิทยาในเด็ก
การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดคืออะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
หมายถึงการมีเลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน แบ่งออกเป็น ๒ กรณี คือ
๑. เลือดออกที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ เป็นอาการผิดปกติที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แบ่งสาเหตุได้ตามระยะของการตั้งครรภ์ ดังนี้
ระยะ ๒๐ สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ อาจเกิดจากการแท้ง ครรภ์ไข่ปลาดุก ครรภ์นอกมดลูก เป็นต้น
ระยะ ๒๐ สัปดาห์ หลังของการตั้งครรภ์ อาจเกิดจากรกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด การฉีกขาดของหลอดเลือดที่ทอดผ่านไปยังรก หรือมดลูกแตก เป็นต้น
ระยะหลังคลอด อาจเกิดจากมดลูกบีบรัดตัวไม่ดี มีการฉีดขาดาของช่องคลอด เศษรกค้าง หรือกลไกของการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ตลอดจนมีการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก
๒. เลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ภาวะที่พบบ่อยมีดังนี้
(๑) เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ มักเกิดขึ้นหลังจากประจำเดือนหยุดใหม่ ๆ หลังแท้งหรือหลังคลอด
(๒) โรคเยื่อบุมดลูกหนา พบได้ในหญิงทุกอายุ แต่พบบ่อยในระยะเข้าวัยเจริญพันธุ์และระยะเข้าวัยหมดประจำเดือน
(๓) เนื้องอกของมดลูก บางชนิดทำให้มีเลือดออกผิดปกติได้ เช่น เนื้องอกในกล้ามเนื้อของมดลูก (ทำให้มีเลือดออกมาก) เนื้องอกในโพรงมดลูกและติ่งเนื้อเล็กๆ ในโพรงมดลูก ซึ่งทำให้มีเลือดออกนานหลายวันได้ เป็นต้น
(๔) โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มักมีเลือดออกผิดปกติร่วมกับมีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง
(๕) มะเร็งปากมดลูก ในระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการตกขาวข้างเล็กน้อย ระยะต่อมาอาจมีเลือดออกภายหลังการร่วมเพศ ในรายที่เป็นมาก จะมีเลือดออกมาติดต่อกันเป็นเวลานาน มีกลิ่นเหม็น พบมากที่สุดในวัยเจริญพันธุ์ หรือวัยใกล้หมดประจำเดือน
(๖) มะเร็งของตัวมดลูก มีเลือดออกสีช้ำเลือดช้ำหนอง อาจมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย พบบ่อยในหญิงสูงอายุ
(๗) เลือดออกหลังจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด โดยไม่ถูกต้องหรือหลังจากการฉีดยาคุมกำเนิด ซึ่งพบได้บ่อยในปัจจุบัน
(๘) การอักเสบของช่องคลอดในคนสูงอายุ ทำให้เลือดออกได้ แต่ก็ต้องนึกถึงโรคมะเร็งไว้ด้วยเสมอ
(๙) เลือดออกในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่กินยาบำรุง ชนิดที่มีฮอร์โมนเพศหญิงรวมอยู่ด้วยเป็นระยะเวลานานหลายเดือน
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป