นักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเลือดมีใครบ้าง
ส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง
ส่วนประกอบของเม็ดเลือดขาว
เกล็ดเลือดและลาสม่าต่างกันอย่างไร

นักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเลือดมีใครบ้าง


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ ๆ ซึ่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการให้เลือดมีหลายท่านที่ควรกล่าวถึง
ท่านแรก ได้แก่ วิลเลียม ฮาวีย์ ในปี พ.ศ. 2171 ฮาวีย์ได้รายงานครั้งแรกว่า เลือดที่อยู่ภายในหลอดเลือดนั้นมีการไหลเวียนเป็นวงจร เมื่อเป็นเช่นนี้การให้เลือดหรือสิ่งทดแทนอื่นเข้าไปในหลอด เลือดหลอดใด ย่อมจะต้องไหลเวียนไปทั่วร่างกายมีผลทำให้เพิ่มปริมาณของเลือดขึ้นได้ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญยิ่ง ทำให้เกิดการให้เลือดทดแทนขึ้น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2208 จอห์น วิลกิน (John Wilkin, ชาวอังกฤษ, ค.ศ. 1614-1672) ได้ทดลองถ่ายเลือดดำจากหลอดเลือดดำบริเวณคอ (หลอดเลือดดำวีนาคาวา) ของสุนัขตัวผู้ใส่ลงในภาชนะรองรับแล้วจึงนำไปฉีดเข้ายังหลอดเลือดดำที่ขา หรือหลอดเลือดดำเฟเมอร์ลาของสุนัขตัว เมียอีกตัวหนึ่งโดยใช้หลอดทองเหลือง ปรากฏว่าได้ผลที่เป็นน่าพอใจ ในช่วงระยะเวลานี้ยังคงทำการทดลองในสัตว์เท่านั้น จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2210 ยังแบปติสท์ เดนิส (Jean Baptist,Denis) ซึ่ง เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพรเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทำการทดลองฉีดเลือดจากหลอดเลือดแดงของแกะให้กับเด็กผู้ชายคนหนึ่งและได้ถ่ายเลือดแกะเข้าสู่หลอดเลือด ดำเฟเมอร์ลาของสุนัขตัว
ต่อมาในปี พ.ศ. 2316 เจมส์ บลันเดลล์ (James Blundell, ชาวอังกฤษ , ค.ศ. 1790-1877 ) ซึ่งเป็นทั้งอายุรแพทย์และสูติแพทย์ประจำโรงพยาบาลกายส์ ประเทศอังกฤษ เป็นบุคคลซึ่งได้รับการ ยกย่องว่าเป็นบิดาของการให้เลือดของยุคปัจจุบันได้ทำการศึกษาทบทวนถึงวิธีการให้เลือดอีกครั้งหนึ่ง โดยทำการทดลองในสัตว์ ได้รายงานข้อมูลที่ค้นพบว่า เลือดของสัตว์สกุลหนึ่ง (Specie) จะเข้าไม่ได้กับเลือดของสัตว์อีกสกุลหนึ่งดังนั้น เลือดที่จะให้แก่คนต้องเป็นเลือดของคนเท่านั้น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2459 เราส์ และ เทอร์เนอร์ (Rous & Turner) ค้นพบว่าการเติมน้ำตาลเดกซ์โตรสลงไปด้วยจะช่วยให้สามารถเก็บเลือดได้นานขึ้น ในปี พ.ศ. 2486 ลูติต และมอลิสัน (Loutit & Mollison) จึงได้เสนอสูตรน้ำยากันเลือดแข็ง ซึ่งนำมาใช้เป็นน้ำยากันเลือดแข็งสำหรับเจาะเก็บเลือดกันแพร่หลายอยู่กว่า 20 ปี นั่นคือน้ำยา เอซีดี (Acid - Citrate - Dextrose) ทำให้สามารถ เก็บเลือดที่ 4 องศาเซลเซียส ไว้ใช้ได้นานถึง 21 วัน ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้น้ำยา ซีพีดี (Citrate Phosphate - Dextrose) ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทำให้สามารถเก็บเลือดได้นานขึ้นไปอีก คือ นานถึง 30 วัน

ส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง

[ขยายดูภาพใหญ่ ]
เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-8 ไมโครเมตร รูปร่างเหมือนจานแต่บุ๋มตรงกลางทั้งสองข้าง มีอยู่ทั้งหมดประมาณร้อยละ 40-50 ของปริมาตรเลือด ทั้งหมดของร่างกายหรือปริมาณ 4 - 5 ล้านเซลล์ ต่อเลือดหนึ่งมิลลิลิตรมีอายุในกระแสโลหิตได้นานประมาณ 120 วัน โดยทั่วไปในวันหนึ่ง ๆ มีการสร้างเม็ดเลือดออกมาใหม่ประมารร้อยละ 9 ของจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกาย
โครงสร้างของเม็ดเลือดแดงประกอบด้วยสารไลโปโปรตีน (โปรตีนและไขมัน) และมีสารโปรตีนที่จับกับเหล็กที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการจับนำเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทางเส้นเลือดแดงและนำคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ กลับไปยังปอดเพื่อถ่ายทอดออกทิ้งไปทางเส้นเลือดดำในคนปกติ ผู้ชาย จะมีฮีโมโกลบินประมาณ 14-18 กรัมในเลือด 100 มิลลิลิตร ผู้หญิงจะมีฮีโมโกลบินประมาร 12-14 กรัมในเลือด 100 มิลลิลิตร หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของฮีโมโกลบิน คือ รักษาดุลความเป็นกรดด่างของเลือดให้อยู่ในเกณฑ์พอดี

ส่วนประกอบของเม็ดเลือดขาว


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

เม็ดเลือดขาว (White bolld cells) มีอยู่ประมาณ 5,000-10,000 เซลล์ในเลือดหนึ่งมิลลิลิตรประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาว 5 ชนิดต่าง ๆ กัน โดยอาศัยคุณลักษณะในการติดสีที่ใช้ย้อม และลักษณะของนิวเคลียสเมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
นิวโตรฟิล มีหน้าที่กำจัดบัคเตรีหรือสิ่งแปลกปลอมที่เป็นเม็ดเล็ก ๆ เมื่อมีเชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกายจะถูนิวโตรฟิลจับ (phagocytosis) เข้าไปในไซโตพลาสม์ (cytoplasm) ซึ่งมีแกรนนูลของนิวโตร ฟิล คือ ไลโซโซมส์ (lysosomes) อยู่ ไลโซโซมส์เป็นถุง ซึ่งภายใน บรรจุน้ำย่อยจำพวกเหล่านี้ออกมาย่อยเชื้อจุลินทรีย์และสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็ก ๆ เหล่านี้
ลิมโฟไซท์ แต่เดิมนั้นมีผู้คิดว่าลิมโฟไซท์ไม่มีหน้าที่ใด ๆ เลย แต่ในปัจจุบันทราบดีว่า ลิมโฟไซท์มีหน้าที่สำคัญ ๆ หลายอย่างทั้งที่ทราบดีแล้วและที่ยังไม่ทราบแน่นอนก็มีอยู่มาก เชื่อว่าลิมโฟไซท์อยู่ 2 จำพวก
๑. พวกที่กำเนิดมาจากต่อมไธมัส ซึ่งเป็นแหล่งกลางของปฏิกิริยาทางดิมมูน เป็นตัวส่งลิมโฟไซท์ออกไปให้กำเนิดแก่ลิมโฟไซท์ในอวัยวะน้ำเหลืองอื่น ๆ ลิมโฟไซท์ชนิดนี้มีความจำและจะทำลายสิ่งที่ไม่เหมือนตัวเอง
๒. พวกที่กำเนิดมาจากต่อมน้ำเหลือง (lymph nodes และ lymphoid tissue) ของระบบทางเดินอาหาร ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดีและควบคุมภาวะไวเกินจากภูมิคุ้มกันส่วนเซลล์ (cell mediated hypersensitivity responses.)
โมโนไซท์ มีหน้าที่ป้องร่างกายเช่นเดียวกับนิวโตรฟิล สามารถกินเชื้อจุลินทรีย์ เช่น บัคเตรี เชื้อรา ยีสต์ หรือแม้แต่เม็ดเลือดแดง โดยที่โมโนไซท์สามารถกินของใหญ่ ๆ ได้ บางทีจึงเรียกกันว่า มัค โครเฟจ (macrophage) เทียบกับนิวโตรฟิล ซึ่งเรียกว่า ไมโครเฟจ(microphage) โมโนไซท์มีชีวิตในกระแสโลหิตที่หมุนเวียนเพียงระยะสั้นเท่านั้น ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายเข้าสู่เนื้อเยื่อ แล้วเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็น ฮิสติโอไซท์ (Histliocyte)
เบโซฟิลหรือมาสท็เซลล์ (mast cell) ปัจจุบันเชื่อว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งในปฏิกิริยาภูมิแพ้ (hypersensitivity) จากปฏิกิริยาของแอนติเจนกับแอนติบอดี โดยไปทำให้เม็ดแกรนนูลของเบโซฟิลสลายตัวปล่อยสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีอาการแพ้ออกมาอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกัน ไปตามลักษณะอวัยวะที่เกิด เช่น ถ้าเป็นที่ผิวหนัง ทำให้มีอาการคัน ถ้าเป็นที่หลอดลม ทำให้หลอดลมตีบ ทำให้มีอาการเป็นหืด หรือถ้าหากมีสารฮิสามีจำนวนมากเข้าไปในกระแสโลหิต อาจทำให้เกิดอาการช็อค (anaphylactic shock) ได้ เช่น ในกรณีของการแพ้เพนิซีลิน เป็นต้น
อีโอซิโนฟิล เชื่อว่ามีหน้าที่เกี่ยวกับการขจัดฤทธิ์ของฮิสตามีน ในปัจจุบันยังไม่ทราบถึงธรรมชาติทางเคมี และกลไกในการออกฤทธิ์ที่แน่นอน

เกล็ดเลือดและลาสม่าต่างกันอย่างไร


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

เกล็ดเลือด (Platelet) เชื่อว่ามีกำเนิดมาจากไซโตพสาสม์ของเมกาคาริโอไซท์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ในไขกระดูกคือมีขนาดประมาณ 35-160 ไมโครเมตร ภายในไซโตพลาสม์มีเม็ดแรนนูลนอกจากนั้นแล้ว ไซโตพลาสม์ยังมีขาเทียม (pseudopods0 เล็ก ๆ ยื่นออกมาเป็น จำนวนมาก และต่อมาจะหลุดออกมาเป็นเกล็ดเลือด มีจำนวนประมาณ 150,000 - 450,000 เซลล์ ในจำนวนเลือดหนึ่งมิลลิลิตรมีชีวิตอยู่ในกระแสโลหิตได้นานประมาณ 8-11 วัน มีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการห้ามเลือดโดยตรง
พลาสมา (Plasma) เป็นส่วนน้ำของเลือดที่ไม่แข็งตัว หมายถึงเลือดที่ไม่มีสารที่เป็นมวลสาร (formed elements) มวลสารหมายถึง เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ในพลาสมาจำนวน 100 มิลลิลิตร มีโปรตีนอยู่ประมาณ 6.4 - 8.2 กรัม



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ดูต่อ..]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.