ไหม
แหล่งเลี้ยงไหมอยู่ที่ใด
พันธุ์ไหมที่เลี้ยงมีอะไรบ้าง
พันธุ์ไหมที่เลี้ยงกันในเมืองไทยมีอะไรบ้าง
ชีพจักรและวิธีการเลี้ยงไหมเป็นอย่างไร
วงชีวิตหนอนไหมเป็นอย่างไร
ต้องให้อาหารอย่างไร
หนอนไหม
หลักปฏิบัติที่สำคัญในการเลี้ยงไหมมีอะไรบ้าง

แหล่งเลี้ยงไหมอยู่ที่ใด

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
แหล่งเลี้ยงไหมที่สำคัญของประเทศไทย ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี หนองคาย ชัยภูมิ ศรีสะเกษ นครพนม มหาสารคาม สกลนคร และกาฬสินธุ์ ส่วนในภาคอื่น ๆ ที่มีการเลี้ยงไหมเหมือนกัน เช่น ภาคเหนือที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออก ที่จังหวัดระยอง ภาคตะวันตก ที่จังหวัดกาญจนบุรี และภาคใต้ ที่จังหวัดชุมพร แต่เพิ่งจะเริ่มเลี้ยงกันมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้
โดยทั่วไปกสิกรมักจะเลี้ยงไหมเป็นอาชีพรอง เพราะมีการทำนาทำไร่เป็นอาชีพหลัก มักจะแบ่งเนื้อที่บางส่วนไว้ปลูกหม่อน เพื่อใช้เลี้ยงไหมในยามว่างงาน โดยเริ่มเลี้ยงกันมากในต้นฤดูฝน แล้วหยุดพักระยะหนึ่งเพื่อดำนา หรือปลูกพืชไร่หลังจากนั้นจะกลับมาเลี้ยงกันใหม่จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็จะหยุดเลี้ยงไปเกี่ยวข้าว หลังจากนั้นก็จะหยุดเลี้ยง เพราะเข้าหน้าแล้งไม่มีใบหม่อน การเลี้ยงไหมตามแบบฉบับที่กล่าวนี้ กสิกรไม่ทำกันจริงจังนัก ทำให้ขาดการดูแลเอาใจใส่ไหมที่ดีพอ จึงไม่สามารถทำรายได้พอที่จะยึดเป็นอาชีพหลักได้
กสิกรที่เลี้ยงไหมอย่างเดียวนั้นแทบจะหาไม่ได้เลย แต่ในระยะหลังที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงไหมแผนใหม่ มีประชาชนที่มีเงินทุนพอได้หันไปสนใจกับกิจการการเลี้ยงไหม และได้ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สามารถเลี้ยงไหมลูกผสมพันธุ์ต่างประเทศได้ดี นับว่าเป็นก้าวใหม่ของวงการไหมของเมืองไทยที่จะนำไปสู่การเลี้ยงไหมแบบอุตสาหกรรม ประกอบทั้งระยะ ๒-๓ ปีมานี้ สินค้าที่ทำด้วยไหมมีราคาแพงขึ้นมาก ราคารังไหมและเส้นใยก็แพงขึ้นตามไปด้วย

พันธุ์ไหมที่เลี้ยงมีอะไรบ้าง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ไหมที่เลี้ยงกันอยู่นี้มีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน แต่ละพันธุ์มีลักษณะดังนี้ เช่น
พันธุ์จีน ไข่ไหมพันธุ์นี้ฟักตัวปีละครั้ง และฟักได้หลายครั้งตลอดปี รังมีลักษณะกลม มีหลายสี เช่น สีเหลือง ขาว เส้นใยเล็กและเรียบ
พันธุ์ยุโรป ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ไข่ฟักได้ปีละครั้งพันธุ์นี้ทั้งไข่ หนอนและรังไหมมีขนาดใหญ่ วงชีวิตยาว สีรังเป็นสีขาว รังมีลักษณะรีคล้ายรูปไข่
พันธุ์ญี่ปุ่น ไข่ฟักออกเป็นตัวปีละครั้งหรือสองครั้งรังค่อนข้างใหญ่ ลักษณะคล้ายผักถั่วลิสง รังอาจมีสีขาว เหลือง
พันธุ์ไทย ไข่ฟักตลอดปี รังเล็กบาง มีขี้ไหมมาก ลักษณะรังคล้ายรูปกระสวย สีเหลือง
เมื่อประมาณ ๖๐ ปีเศษมานี้ ประเทศญี่ปุ่นเริ่มหันมานิยมเลี้ยงไหมลูกผสมชั่วแรกกัน เพราะได้รังโตเนื้อเส้นใยมาก วงชีวิตสั้น เลี้ยงง่ายกว่าพันธุ์แท้ ลูกผสมดังกล่าวอาจผสมกันระหว่างพันธุ์ญี่ปุ่นกับพันธุ์จีนหรือพันธุ์ญี่ปุ่นด้วยกัน ดร. โทยาม่า บุคคลเดียวกับผู้ที่มาเริ่มการส่งเสริมการเลี้ยงไหมในเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้ริเริ่มเรื่องการเลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสมนี้ขึ้นเป็นคนแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗

พันธุ์ไหมที่เลี้ยงกันในเมืองไทยมีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

กสิกรทั่ว ๆ ไป เลี้ยงไหมพันธุ์พื้นเมืองไทย ซึ่งมีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น พันธุ์นางขาว พันธุ์นางน้ำ พันธุ์นางลาย ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์แท้ ผลลิตเส้นใยต่ำ แต่ทนทานต่อโรคต่าง ๆ ได้ดี ระยะ ๑๐ ปีเศษมานี้ได้เริ่มนำพันธุ์ลูกผสมระหว่างพันธุ์จีนและญี่ปุ่นมาเลี้ยงกัน ก็ปรากฏว่าเลี้ยงได้ผลดีสำหรับกสิกรที่มีอุปกรณ์และโรงเลี้ยงที่ทันสมัย ซึ่งได้รับคำแนะนำจากกองการไหม กรมวิชาการเกษตร แต่กสิกรที่เลี้ยงตามแบบพื้นบ้านยังเลี้ยงไม่ได้ผล เพราะเลี้ยงยากกว่าพันธุ์พื้นเมือง มักจะเป็นโรคตายมากก่อนที่หนอนไหมจะทำรัง ยกเว้นแต่กสิกรที่ได้รับการอบรมวิชาการเลี้ยงไหมแผนใหม่ แล้วนำไปเลี้ยงตามกลุ่มผู้เลี้ยงไหมในนิคมสร้างตนเอง ก็นับว่าเลี้ยงได้ผลแต่ก็ต้องฝึกฝนความชำนาญให้มากขึ้น
เครื่องมือเครื่องใช้ในการเลี้ยงไหมแผนใหม่ ประกอบด้วย
๑. โรงเรือน มีห้องเลี้ยงไหมที่บุด้วยมุ้งลวดตาข่ายอย่างมิดชิด เพื่อป้องกันแมลงวันลายมาทำลายหนอนไหม
๒. กระด้ง สำหรับเลี้ยงหนอนไหม ทำด้วยเหล็กผืนผ้าก็ได้ แต่ต้องใช้กระดาษปูบนตะแกรงก่อนเลี้ยงไหม
๓. ชั้นวางกระด้ง ทำเป็นชั้น ๆ ห่างกันประมาณ ๒๕ เซนติเมตร เพื่อสอดกระด้งวางให้มีการถ่ายเทอากาศและวางกระด้งได้สะดวก
๔. เขียงและมีดสำหรับหั่นใบหม่อน ถ้าเลี้ยงมาก ๆ อาจจะต้องใช้เครื่องหั่นใบหม่อน
๕. ขนไก่ และตะเกียงสำหรับย้ายตัวไหม ไม่ควรใช้มือสัมผัสโดยตรง
๖. กระบะเก็บใบหม่อน และห้องเก็บใบหม่อนควรมีความชุ่มชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหม่อนที่เก็บมาแล้วเหี่ยวเร็วเกินไป
๗. แกลบเผาและแกลบสด ใช้ช่วยในการแยกไหมนอนและไหมตื่น และควบคุมความชื้นไม่ให้สูงเกินไป
๘. ข่ายเชือกช่วยในการถ่ายกากใบหม่อนที่เหลือและไหมออกจากกระด้งเลี้ยง
๙. จ่อ อุปกรณ์ที่ให้ไหมทำรัง อาจทำด้วยฟางข้าง พลาสติก ลวด หรือจะใช้กระดาษทำเป็นช่อง ๆ ขนาด ๓x๕ เซนติเมตร เป็นแผง ซึ่งเรียกว่า จ่อหมุน ก็ได้
๑๐. น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ได้แก่ ฟอร์มาลิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ใช้อบฆ่าเชื้อโรคในห้องเลี้ยงและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนทำการเลี้ยงไหม

วงชีวิตหนอนไหมเป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

โดยปกติวงชีวิตของหนอนไหม ซึ่งเริ่มตั้งแต่ไข่จนเป็นผีเสื้อ ใช้เวลาประมาณ ๔๕-๕๒ วัน
หลังจากแม่ผีเสื้อวางไข่แล้ว ไข่จะเจริญเติบโตเรื่อย ๆ จนมีอายุได้ ๘ วันจะเริ่มมีจุดสีดำเกิดขึ้นก่อน ต่อมาจุดดำนี้จะขยายตัวจนทำให้ไข่เปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา ประมาณวันที่ ๑๐ หนอนไหมก็จะฟักออกจากไข่
ปกติหนอนไหมจะฟักออกตอนเช้า หลังจากฟักแล้วไม่ควรเกิน ๓ ชั่วโมง จะต้องให้อาหารโดยหั่นใบหม่อนเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้กิน ไข่ที่ยังไม่ฟักจะเก็บไว้โดยห่อกระดาษสีดำ เพื่อเปิดให้ฟักพร้อม ๆ กันในวันรุ่นขึ้น และเมื่อฟักแล้วควรแยกเลี้ยงไว้ต่างหาก ไม่ควรนำไปเลี้ยงปนกับหนอนไหมที่ฟักก่อนในกระด้งเดียวกัน

ต้องให้อาหารอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

แม้ว่าการให้อาหารบ่อยครั้งจะทำให้ไหมโตเร็วก็ตาม แต่ไม่สะดวกกับผู้เลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน จึงควรให้อาหารวันละ ๓ เวลา คือ ๐๖.๓๐ น. ๑๑.๓๐ น. และ ๑๗.๐๐ น. ใบหม่อนซึ่งให้หนอนไหมในวัยอ่อน (วัย ๑-๓) ต้องหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่วนใบหม่อนที่ให้หนอนไหมที่เจริญเติบโตเป็นวัยแก่ (วัย ๔-๕) นั้นให้ทั้งใบได้เลย
ตัวหนอนไหมเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าอากาศร้อน (๓๐ องศาเซลเซียส) ก็ยิ่งโตเร็ว ถ้าอากาศหนาวเย็นหรือร้อนเกินไปจะโตช้า และไม่แข็งแรง เมื่อมีอายุ ๓-๔ วัน หนอนไหมจะหยุดกินอาหารอยู่เฉย ๆ ประมาณ ๑ วันจึงลอกคราบใหม่ ระยะนี้เรียกว่า "ไหมนอน" เมื่อลอกคราบหมดแล้วก็จะเริ่มกินอาหารต่อไป ตัวและหัวใหญ่ขึ้น ระยะนี้เรียกว่า "ไหมตื่น" โดยทั่ว ๆ ไป หนอนไหมจะนอน (ลอกคราบ) ๔ ครั้ง ก็จะขึ้นวัย ๕ กินอาหารจุจนอายุได้ ๗-๘ วัน ก็จะเริ่มหยุดกินอาหาร ลำตัวมีสีขาวหรือเหลืองใสหดสั้นลง ซึ่งเป็นระยะที่หนอนเติบโตเต็มที่แล้ว เรียกว่า "ไหมสุก" เริ่มพ่นใยออกมาจากปากเพื่อทำรังถ้าพบอาการเช่นนี้ควรเก็บไหมใส่ในจ่อ เพื่อให้ไหมทำรังต่อไปหนอนไหมจะเสียเวลาในการชักใยทำรังอยู่ ๒ วัน ก็จะเปลี่ยนรูปร่างเป็นดักแด้ และเมื่ออยู่ในรังได้ครบ ๑๐ วัน ก็จะเจาะรังออกมาเป็นผีเสื้อ ไหมที่จะใช้ทำพันธุ์จะต้องคัดรังที่ดีสมบูรณ์ขนาดใหญ่ไว้ต่างหาก ที่เหลือก็นำไปสาว หรือขายให้โรงงานสาวไหมต่อไป รังที่ผีเสื้อไหมเจาะออกแล้ว เส้นใยจะขาดใช้สาวเป็นเส้นไม่ได้
ผีเสื้อไหมบินไม่ได้ เพราะปีกเล็กไม่สมกับลำตัวที่ใหญ่จะไม่กินอาหารเลย ตัวผู้มีหน้าที่ผสมพันธุ์ ส่วนตัวเมียเมื่อได้ผสมพันธุ์แล้ว ก็จะวางไข่ แล้วก็ตายไปเมื่ออายุได้ประมาณ ๒-๓ วัน

หนอนไหม


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

หนอนไหมแต่ละตัวเมื่อโตเต็มที่แล้วก็จะขับของเหลวชนิดหนึ่งประกอบด้วยสารที่โปร่งแสง ไม่มีสี ๒ ชนิดด้วยกันจากต่อมไหม ออกมาทางต่อมน้ำลาย ๒ ต่อมที่อยู่คนละด้านขนานกันทางส่วนหัวของหนอนไหม ต่อมน้ำลายแต่ละต่อมมีชื่อเฉพาะคือ "aqueduct" หรือ "collector" ต่อมหนึ่งและ "spining" อีกต่อมหนึ่ง สำหรับต่อม aqueduct นั้นใหญ่กว่าต่อม spinning เมื่อหนอนจะชักใยมันจะขับสาของเหลวจากถุงในต่อม aqueduct ออกทาง spinning head หรือ spinneret ซึ่งเป็นช่องเล็ก ๆ ผ่านออกสู่ภายนอกที่ช่องใช้ขากรรไกร ของเหลวดังกล่าวเมื่อถูกอากาศจะแข็งตัวทันทีกลายเป็นสายใย ซึ่งเรียกว่า "สายไหม" เป็นที่น่าสังเกตว่าเส้นไหมที่ได้นั้นประกอบด้วยเส้นใยเล็ก ๆ สองเส้นรวมกันเรียกว่า bave ซึ่งแต่ละเส้นเรียกว่า brin สามารถแยกออกจากกันได้ ในรังไหมแต่ละรังขนาดของสายไหมก็แตกต่างกันไป กล่าวคือ ชั้นนอกสุดของรัง เส้นไหมละเอียดกว่าชั้นกลางซึ่งค่อนข้างหยาบ แต่ชั้นในสุดกลับละเอียดยิ่งกว่าชั้นนอกเสียอีก เส้นไหมที่ได้จากไหมที่เลี้ยงในประเทศจีน ขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นไหมชั้นนอกวัดได้ประมาณ ๐.๐๐๐๕๒ นิ้ว ส่วนชั้นในสุดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๐.๐๐๐๑๗ นิ้ว แต่กระนั้นก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นใยธรรมชาติชนิดอื่น ๆ เส้นไหมก็ยังมีขนาดใหญ่กว่า สำหรับน้ำหนักก็เช่นกัน ใยไหมหนักกว่าใยของโลหะที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากันเสียด้วยหนอนไหม แต่ละตัวชักใยได้ยาวไม่เท่ากัน มันสามารถชักใยที่สาวออกแล้วได้ยาวตั้งแต่ ๓๕๐ เมตร ถึง ๑,๒๐๐ เมตร ซึ่งแล้วแต่พันธุ์ไหม

หลักปฏิบัติที่สำคัญในการเลี้ยงไหมมีอะไรบ้าง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
๑. หมั่นรักษาความสะอาดในห้องเลี้ยงไหม และอุปกรณ์ เพราะไหมเป็นสัตว์ที่สะอาดมาก
๒. ห้ามสูบบุหรี่ในห้องเลี้ยงไหมโดยเด็ดขาด
๓. ไม่เผาสิ่งปฏิกูลหรือเศษขยะในบริเวณใกล้เคียงห้องเลี้ยงไหม ขณะที่มีไหมอยู่ในห้อง เพราะไหมไม่ชอบควันไฟหรือกลิ่นเหม็น
๔. ใบหม่อนต้องมีคุณภาพดี สะอาด และมีปริมาณเพียงพอ
๕. ให้อาหารตรงตามวัยของไหม หนอนไหมยิ่งโตก็ให้ใบหม่อนที่แก่ขึ้น
๖. ไม่ควรเลี้ยงไหมแน่นจนเกินไป เนื้อที่ ๘๕ x ๑๐๐ เซนติเมตร ควรเลี้ยงไหมวัยแก่ประมาณ ๕๐๐ ตัว
๗. ถ่ายมูลหรือกากใบหม่อนที่ตกค้างทับถมในกระด้งเลี้ยงอย่างน้อยวันละ ๑ ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่ไหมจะเข้านอนทุกครั้ง
๘. เมื่อไหมนอนควรเปิดหน้าต่างให้ลมโกรก อากาศแห้ง ไหมจะลอกคราบง่าย และไม่ควรให้ตัวไหมได้รับการกระทบกระเทือน
๙. อย่าให้อาหารขณะที่ไหมนอน
๑๐. อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงแล้วและยังไม่ใช้ ควรแยกไว้ต่างหาก ที่ใช้แล้วควรนำออกมาล้างแล้วผึ่งแดดเป็นระยะ ๆ แล้วจึงค่อยนำเข้าไปใช้ใหม่
๑๑. ควรเลี้ยงไหมเป็นรุ่น ๆ เพื่อให้คนเลี้ยงมีเวลาพักและทำความสะอาดโรงเลี้ยงและอุปกรณ์ซึ่งได้แก่ กล้องจุลทรรศน์และน้ำยาเคมีต่างๆ เป็นต้น
๑๒. ไม่ควรผลิตไข่ไหมเอง เพราะเสียค่าใช้จ่ายสูงในการตรวจโรคแพบริน (pebrin)
๑๓. ห้ามนำสารเคมีฆ่าแมลง และสารมีกลิ่นเข้าห้องเลี้ยงไหมโดยเด็ดขาด



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ | ย้อนกลับ | ดูต่อ... ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.