พันธุ์ไม้ที่มีพิษ แยกออกเป็นกี่พวก อะไรบ้าง
พันธุ์ไม้อะไรบ้าง ที่มีรูปลักษณะพิเศษและความเป็นอยู่อย่างพิสดาร
พันธุ์ไม้ป่าสวยงามในบ้านเรา มีอะไรบ้าง
พันธุ์ไม้ที่มีพิษ แยกออกเป็นกี่พวก อะไรบ้าง


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในป่าธรรมชาตินั้นมีพันธุ์ไม้หลายชนิดที่เป็นอันตรายขึ้นปะปนอยู่ พันธุ์ไม้ที่เป็นพิษนั้นแยกออกเป็นพวก ๆ ได้ดังนี้
  1. พวกที่ใบเป็นพิษ พันธุ์ไม้ชนิดนี้ตามใบจะมีขน เมื่อไปถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ได้แก่
      • ตำแย (Laportia bulbifera) ไม้ล้มลุก ใบขอบจักฟันเลื่อย ขึ้นตามป่าดิบ
      • หานไก่ (Laportea interrupta) ไม้ล้มลุกใบขอบจักลึก ขึ้นตามป่าดิบ
      • กะลังตังช้าง (Dendrocnide crenulata) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง 10-15 เมตร ใบขอบจัก ขึ้นตามป่าดิบชื้น
      • สามแก้ว (Dendrocnide stimulans) ไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูง 6-10 เมตร ก้านใบสีม่วง ใบขอบเรียบขึ้นตามป่าดิบชื้น
      • หานช้างร้อง (Dendrocnide basirostris) ไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 10-15 เมตร ใบขอบจัก ขึ้นตามป่าดิบแล้ง
      • หานกวาง (Cnesmone javanica) ไม้เถาเลื้อย ลำต้นเป็นขน ขึ้นตามป่าดิบแล้ง
  2. พวกที่เมล็ดเป็นพิษ พันธุ์ไม้พวกนี้ถ้าไปรับประทานเมล็ดข้าว จะทำให้เกิดอาการมึนเมา อาเจียน และถึงแก่ความตายได้ ได้แก่
      • แสลงใจ หรือ แสงเบื่อ (Strychnow mux-vomica) ไม้ต้นสูง 6-10 เมตร ดอกสีขาว ผลกลมสุกสีเหลือง ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้ง
      • ขมิ้นเครือ (Anamirta cocculus) ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบค่อนข้างกลม ก้านใบยาว ขึ้นตามป่าดิบแล้ง
      • ขี้กาแดง (Trichosanthes bracteata) ไม้เถาเลื้อยพันตามต้นไม้ต่าง ๆ ดอกสีขาว ผลกลมสุกสีแดง ขึ้นตามชายป่าดิบแล้ง
      • กระเบาใหญ่ (Hydnocarpus anthelminticus และ H. kurzii) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ขนาดใหญ่ ดอกสีขาว ผลสีน้ำตาล ขึ้นตามป่าดิบ
  3. พวกที่ผลมีขนเป็นพิษ ได้แก่
      • หมามุ่ย ไม้เถาในสกุลมิวคูนา (Mucuna) ดอกสีม่วงดำ ออกเป็นช่อห้อย ผลเป็นฟักและมีขนสีน้ำตาล เมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน ชอบขึ้นตามที่กว้างว่างเปล่าทั่วไป
      • ช้างแหก (Neesia altissimea) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ผลสีม่วงน้ำตาล ผิวมีหนามเป็นตุ่มและมี 5 พู คล้ายผลทุเรียน แก่จัดแยกออกเป็น 5 เสี่ยงภายในผลมีขนแข็งสีเหลือง เมื่อถูกผิวหนังทำให้เกิดอาการคั่น ขึ้นตามป่าดิบชื้น
  4. พวกที่มีน้ำยางเป็นพิษ ได้แก่
      • ตาตุ่มทะเล (Excoecaria agalloche) ไม้ยืนต้นผลัดใบ ดอกเล็กสีขาว ผลกลมเป็นสามพู น้ำยางสีขาว เข้าตาทำให้ตาบอด รับประทานทำให้ท้องร่วง ขึ้นตามป่าชายเลน
      • ตังตาบอด (Excoecaria oppositifolia) ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ดอกสีเขียว ๆ ขาว ๆ ผลกลมเป็น 3 พู ยางสีขาว เข้าตาทำให้ตาบอด ถูกเนื้ออ่อน ๆ ทำให้เกิดเป็นแผลเปื่อยได้
      • ตังกวม (Sapium insigne) ไม้ยืนต้น ผลัดใบสูง 15-20 เมตร เปลือกสีเทาแตกเป็นร่องชึก ดอกสีเขียว น้ำยางสีขาว เข้าตาทำให้ตาบอด
      • รักหลวง (Melanorrhoea usitata) ไม้ยืนต้นผลัดใบ ดอกสีขาว ผลมีปีกสีแดงสด น้ำยางใสถูกอากาศเปลี่ยนเป็นสีดำ ถูกผิวหนังทำให้เปื่อยพอง
      • แกนมอ (Rhus succedanea) ไม้ยืนต้น ผลัดใบ ดอกสีขาว ผลกลมสุกสีดำ ยางใสถูกอากาศเปลี่ยนเป็นสีดำ ถูกผิวหนังทำให้เปื่อยพอง ขึ้นตามป่าดิบเขา พันธุ์ไม้สกุลรุส (Rhus) นี้น้ำยางเป็นพิษทุกชนิด
พันธุ์ไม้อะไรบ้าง ที่มีรูปลักษณะพิเศษและความเป็นอยู่อย่างพิสดาร


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

มีพันธุ์ไม้ป่าที่มีรูปลักษณะพิเศษ มีลักษณะความเป็นอยู่อย่างพิสดาร แตกต่างไปจากพันธุ์ไม้อื่นๆ คือ
1. พันธุ์ไม้กินแมลง (insectivorous plants) พันธุ์ไม้กลุ่มนี้ถึงแม้ว่าจะได้อาหารจากการสังเคราะห์แสงก็ตาม แต่ไม่เพียงพอเพราะสภาพแวดล้อมไม่อำนวย เช่น เกิดในที่ดินทรายมีน้ำขังหรือมีปุ๋ยน้อยดังนั้นจึงต้องหาอาหารมาเพิ่ม โดยการเปลี่ยนรากหรือใบให้มีลักษณะพิเศษสำหรับดักจับแมลงมาย่อยดูดกินเป็นอาหาร เท่าที่พบในประเทศไทยมีด้วยกัน 3 สกุล คือ
1.1 หญ้าน้ำค้าง (Drosera) มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดคือ หญ้าน้ำค้าง หรือจอกบ่วาย หญ้าไปตะกาด และหญ้าไฟเดือนห้า ซึ่งต่างเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก พบขึ้นตามทุ่งโล่งที่ดินเป็นทราย มีน้ำขัง ดอกสีขาวหรือชมพู ตามใบมีขนยาว ๆ ที่ปลายพองเป็นตุ่มกลม ๆ ขับน้ำเมือกเหนียว ๆ ใส ๆ ดูคล้ายหยาดน้ำค้าง ใช้ดักจับแมลงที่บินมาตอมหรือไต่ขึ้นมา 1.2 หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) เป็นไม้เถาเลื้อยอาศัยปลายใบรัดพันไปกับต้นไม้อื่น ๆ และปลายใบของพันธุ์ไม้จำพวกนี้แปรสภาพยืดยาวออกเป็นก้านกลม แล้วพองออกเป็นรูปกระบอกมีลักษณะต่าง ๆ กัน กระบอกนี้มีฝาปิด เมื่อยังเจริญไม่เต็มที่ เมื่อเจริญเต็มที่จะเปิดออกเพื่อรับแมลงต่าง ๆ ให้ร่วงหล่นลงไปภายใน ที่ก้นกระเปาะมีน้ำย่อยอย่างอ่อนขังอยู่ เพื่อใช้ย่อยละลายวัตถุธาติในซากแมลง และดูดน้ำไปใช้เป็นอาหารหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของพันธุ์ไม้ พืชพวกนี้มีด้วยกัน 3 ชนิด คือ
  • เขนงนายพราน พบขึ้นตามป่าละเมาะที่มีดินปนทรายและน้ำขัง
  • หม้อแกงค่าง พบขึ้นตามป่าพรุ
  • หม้อแกงลิงหรือน้ำเต้าพระฤาษี พบขึ้นตามป่าทุ่งดินทรายในระดับสูง
1.3 สาหร่ายข้าวเหนียว (Utricularia) เป็นพืชขนาดเล็ก มีอยู่ด้วยกันมากชนิดขึ้นตามที่แฉะชื้นน้ำขังหรือตามบึง ใบออกเป็นกระจุกที่โคนต้นส่งช่อดอกขึ้นมาสูง ดอกสีขาวเหลือง ม่วงแดง หรือม่วงน้ำเงิน พันธุ์ไม้กลุ่มนี้มีกระเปาะเล็ก ๆ ตามรากมีช่องเปิดสำหรับตักไรน้ำกินเป็นอาหาร
2. กาฝาก (parasites) เป็นพืชที่อาศัยเกาะขึ้นกับพืชอื่น และแย่งอาหารจากพืชที่เกาะอยู่และบางชนิดก็แย่งอาหารจากพวกกาฝากด้วยกัน พืชพวกกาฝากจะมีรากชนิดหนึ่ง เรียกว่า รากเบียน (haustoria) ที่แทงทะลุเหลือกไม้เข้าไปถึงขั้นเยื่อสร้างความเจริญเติบโต (Cambium) ของพืชที่เกาะอาศัยอยู่ พืชกาฝากแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
2.1 พวกเบียนลำต้นเป็นพืชในวงศ์ลอแรนทาซิอี (Loranthaceae) ซึ่งมีหลายสกุล และมากมายหลายชนิด พบขึ้นทั่วไปตามต้นไม้ต่าง ๆ และมักเรียกชื่อตามต้นไม้ที่เกาะเบียนอยู่ เช่น กาฝาก มะม่วง กาฝากก่อตาหมู เป็นต้น 2.2 พวกเบียนราก มีหลายวงศ์ เช่น
  • วงศ์ขนุนดิน (Balanophoraceae) อาศัยเกาะกินรากต้นไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ขนุนดิน ลำต้นแยกแขนงสั้น ๆ ชิดกันเป็นกระปุกใหญ่สีน้ำตาล ผิวขรุขระ ส่วน โหราเท้าสุนัข ซึ่งใช้เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งนั้น ลำต้นแยกแขนงค่อนข้างห่างกัน
  • วงศ์ดอกดิน (Orobanchaceae) อาศัยเกาะกินอาหารจากรากไผ่
  • วงศ์บัวผุด (Rafflesiaceae) ได้แก่ กระโถน ฤาษี ดอกตูม เป็นก้อนกลม ๆ สีขาว เวลาบานจะเห็นภายในสีน้ำหมากประเหลือง กลิ่นไม่ชวนดม
3. พืชอาศัย (epiphytic plants) ได้แก่พืชชนิดต่าง ๆ ที่อาศัยพำนักอยู่ตามราก ลำต้น กิ่งและใบของต้นไม้ด้วยการใช้รากเกาะยึดอยู่ตามผิวของส่วนนั้น ๆ โดยที่ไม่ได้ส่งรากเบียนแทงทะลุเข้าไปแย่งอาหาร ดังเช่น กาฝาก พืชที่เกาะขึ้นอยู่ตามก้อนหินและผิวหินทั่ว ๆ ไปในป่านั้นก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย พืชอาศัยนี้มีอยู่มากมายหลายชนิดและพอจะจัดแยกออกได้เป็นพวก ๆ 5 พวก คือ
3.1 ฝอยลม (lichens) พืชพวกนี้มีลักษณะครึ่งสาหร่าย (algae) ครั่งเห็ด (fungi) พบขึ้นบนผิวเปลือกไม้ตามลำต้น และกิ่งของต้นไม้หรือตามก้อนหิน มีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันไป ชาวชนบทนิยมใช้แช่น้ำให้หญิงขณะทำคลอดดื่ม ทำให้คลอดบุตรง่าย 3.2 หญ้ามอสส์ (mosses) มีอยู่ทั่วไปในป่าดิบชื้น ทั้งในระดับต่ำและระดับสูง จะเห็นว่าพืชประเภทนี้ปกคลุมราก ลำต้น กิ่ง และใบของต้นไม้ หรือ ตามก้อนหินอยู่ทั่ว ๆไป 3.3 ผักกูด (ferns) จะขึ้นอยู่มากในป่าดิบชื้น และทำหน้าที่ทำนองเดียวกันกับหญ้ามอสส์และตะไคร่น้ำ ผักกูดบางชนิดมีทรวดทรงและใบงดงามจึงมีผู้นำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันหลายชนิด เช่น ข้าหลวงหลังลาย ชายผ้าสีดา และกูดหูควาก เป็นต้น ผักกูดบางชนิดชาวชนบทได้ใช้เป็น สมุนไพร เช่น ว่านงู หรือว่านนาคราช กล่าวกันว่าใช้แก้งูพิษได้ดี 3.4 กล้วยไม้ (orchids) มักชอบขึ้นในป่าที่มีภูมิอากาศแห้งในเวลากลางวัน และความชื้นสูงในเวลากลางคืน และจะพบว่ากล้วยไม้ส่วนใหญ่มักขึ้นในป่าเต็ง รัง ที่มีความร้อนจัดในตอนกลางวัน
กล้วยไม้ที่พบขึ้นตามต้นไม้ และก้อนหินที่มีดอกสวยงามนั้น ตัวอย่างเช่น
    • ฟ้ามุ่ย ดอกสีน้ำเงินขนาดใหญ่
    • สามปอยดง ดอกสีขาวอมเหลือง กลิ่นหอมและบานทน
    • ช้างกระ ดอกสีขาวมีประแดง กลิ่นหอมและบานทน
    • ช้างเผือก ดอกสีขาวสะอาด กลิ่นหอมและบานทน
    • เอื้องคำและเอื้องผึ้ง ดอกสีเหลือง
    • ผมผีพราย ดอกสีม่วงชมพู
3.5 ไทรเป็นพันธุ์ไม้ในสกุลมะเดื่อ (Ficus) ผลสุกเป็นอาหารหลักของนกชนิดต่าง ๆ เมื่อนกไปถ่ายมูลไว้ตามคบไม้ เมล็ดไทรก็จะงอกขึ้นเป็นต้นและส่งรากลงมาตามลำต้นไม้จนถึงพื้นดินได้อาหารในดินเพิ่มขึ้นก็จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งเรือนยอดขึ้นไปเหนือต้นไม้ที่อาศัยอยู่ ในขณะเดียวกันก็ใช้รากโอบพันลำต้นไว้เพื่อพยุงลำต้นให้สามารถทรงตัวอยู่ได้อย่างมั่นคง ในที่สุดต้นไม้นั้นจะตายเพราะไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ต้นไทรก็สามารถยืนต้นอยู่ได้ โดยอาศัยลำต้นตายนั้นเป็นแกน ไทรมีอยู่มากชนิด ที่พบมากคือ ไทรพัน ไทรทอง กร่างและไกร
พันธุ์ไม้ป่าสวยงามในบ้านเรา มีอะไรบ้าง


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

พันธุ์ไม้ป่าที่มีลักษณะสวยงามนั้นมีมากมายหลายชนิด ส่วนมากไม่ค่อยมีใครเอาใจใส่สนใจนำมาปลูก เพราะส่วนมากขึ้นอยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร ซึ่งน้อยคนที่จะมีโอกาสเข้าไปถึง ส่วนที่นำมาปลูกจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนั้น เป็นต้นว่า เข็ม ประดู่ หูกวาง สารภี บุนนาค และอินทนิลเป้นชนิดทีเกิดขึ้นในป่าที่อยู่ใกล้ ๆ ชุมชน
พันธุ์ไม้ป่าของไทยที่ควรสนใจรู้จัก เช่น
  • พอลีโกนัม แอฟฟินี (Polygonum affine) ชอบขึ้นเป็นหมู่ ดอกสีขาวหรือชมพู ชอบขึ้นตามที่ดินปนทรายในป่าดิบโปร่งในระดับสูง
  • ดาวเรืองป่า (Anisopappus chinensis) สูงประมาณ ๕๐ ซม. ดอกสีขาวตรงกลางเหลือง ชอบขึ้นตามที่ดินปนทราย
  • หญ้าข้าวก่ำ (Burmannia disticha) ลำต้นสั้นชิดดิน ส่งช่อดอกขึ้นมาสูงพ้นใบ ดอกสีม่วงเข้ม ชอบขึ้นตามที่ลุ่มน้ำขัง
  • เข็ม สกุล อิกซอรา (Ixora) ดอกสีขาว เหลือง แสด ดอกเป็นช่อแน่น บางชนิดมีกลิ่นหอม ชอบขึ้นตามป่าดิบทั่วๆไป
  • พวงไข่มุก (Lyonia foliosa) สูง ๑-๒ เมตร ดอกสีขาว ชอบขึ้นตามป่าเขาในระดับสูง
  • ครามป่า (Indigofera sutepensis) สูง ๑-๑.๕๐ เมตร ดอกสีชมพู ออกดอกตอนผลัดใบ ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ
  • นนทรี (Peltophorum pterocarpum) ผลัดใบ สูง ๑๕-๒๐ เมตร ดอกสีเหลือง ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบทางภาคใต้
  • ราชพฤกษ์ (Cassia Javanica) ไม่ผลัดใบ สูง ๑๐-๑๕ เมตร ดอกสีชมพู ชอบขึ้นตามป่าดิบแล้ง
  • คูนหรือชัยพฤกษ์ (Cassia Fistula) ผลัดใบ สูง ๑๕-๒๐ เมตร ดอกสีเหลืองช่อห้อยยาว ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้ง
  • เมี่ยงหลวง (Gordonia axillaris) ไม่ผลัดใบ สูง ๑๐-๑๕ เมตร ดอกสีขาว ดอกใหญ่ หอมอ่อน ชอบขึ้นตามป่าดิบเขาริมลำธาร
  • มณฑาดอย (Manglietia garrettii) ไม่ผลัดใบ สูง ๒๐-๒๕ เมตร ดอกสีม่วงแดง ดอกใหญ่ หอมอ่อน ชอบขึ้นตามป่าดิบเขา
หัวข้อก่อนหน้า