เฟิร์นที่ใช้แก้พิษงูคืออะไร
การขยายพันธุ์พืชโดยให้เมล็ด ส่วนใหญ่พืชที่ได้จะเป็นอย่างไร
การปลูกสวนป่ามีวิธีการปลูกอย่างไรเพื่อทำให้ได้พืชที่มีทรงต้นสูงและชะลูด
การเพาะเมล็ด มักจะใช้กับพืชชนิดใด
เฟิร์นที่ใช้แก้พิษงูคืออะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พืชที่เราต้องการขยายพันธุ์เพื่อให้พอกินพอใช้นี้ อาจจะแบ่งออกเป็นพวกใหญ่ๆ ได้ 3 พวก คือ
พวกที่ ๑ ได้แก่พืชจำพวกเฟิร์น ซึ่งมีส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์อย่างหนึ่งเรียกว่า สปอร์ (spores) ได้แก่เฟิร์นชนิดต่าง ๆ เช่น เฟิร์น "กู๊ดเกี๊ยะ" ซึ่งขึ้นอยู่มากมายบนพื้นที่ชื้นและเย็นทางภาคเหนือของประเทศ ใช้ยอดรับประทานเป็นผักชนิดหนึ่งหรือเฟิร์น "ลิเภา หรือ นิเภา" ซึ่งมีขึ้นทั่วไป ทั้งทางภาคใต้และภาคเหนือ ใช้เป็นวัสดุจักสานได้ดี เช่นใช้สานกระเป๋าถือของผู้หญิง เป็นต้น หรือเฟิร์น "ใบมะขาม" ใช้ปลูกระดับทั่วไป หรือใช้ใบจัดประดับประกอบดอกไม้ หรือ เฟิร์น "นาคราช" ใช้ต้นเป็นสมุนไพร ฝนเป็นยาแก้พิษงู เป็นต้น
พวกที่ ๒ ได้แก่พืชจำพวกสน เป็นพืชที่ไม่มีดอก แต่มีเมล็ด เมล็ดไม่มีฝักหุ้ม ได้แก่ สนฉัตคร สนแผง สนเกี๊ยะ สนหางสิงห์ และสนทรคายทอง เป็นต้น
พวกที่ ๓ ได้แก่พืชที่มีดอกและมีผลทั่วไป ซึ่งพืชในจำพวกนี้ยังแบ่งออกได้เป็น 2 พวก คือ
ก. พืชใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นพืชที่มีใบแคบเรียวเส้นใบย่อยมักขนานไปกับความยาวของใบ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น
>ข. พืชใบเลี้ยงคู่ เป็นพืชที่มีใบโตและแผ่กว้าง เส้นใบย่อยมีลักษณะเป็นตาข่าย เช่น มะม่วง ยางพารา ถั่วชนิดต่าง ๆ และส้ม เป็นต้น
การขยายพันธุ์พืชโดยให้เมล็ด ส่วนใหญ่พืชที่ได้จะเป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในพืชทั้งสามจำพวกนี้เราสามารถขยายพันธุ์ได้เป็น ๒ แบบ คือ
๑. แบบที่เกี่ยวข้องกับการผสมพันธุ์ เช่น ใช้ส่วนที่เป็นเมล็ดมาขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด เพราะเมล็ดจะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยการผสมพันธุ์ระหว่างเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ต้นพืชที่เกิดจากเมล็ดจะมีลักษณะไม่แน่นอน อาจจะเหมือนต้นพ่อแม่หรือไม่เหมือนก็ได้ และต้นที่เกิดขึ้นจากเมล็ดของต้นเดียวกันก็อาจจะเหมือนกัน หรือไม่เหมือนกันก็ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนใหญ่จะถือว่า "กลายพันธุ์" คือ ไม่เหมือนต้นแม่เดิม ซึ่งถ้าเราต้องการต้นพืชที่เราขยายให้เหมือนพันธุ์เดิมแล้วจะไม่ใช้วิธีเพาะเมล็ดทั้งนี้ นอกจากจะมีวิธีการที่จะรักษาไม่ให้มีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นเท่านั้น
๒. การขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากเมล็ด เช่น ใช้ต้นหรือกิ่งก้าน ใช้ใบ ใช้ราก หรือใช้เนื้อใน (nucellus) ของเมล็ด ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ได้เจริญมาจากส่วนที่ได้รับการผสมพันธุ์ และเราถือว่าต้นพืชที่ขยายมาจากส่วนต่าง ๆ เหล่านี้จะมีลักษณะเหมือนต้นเดิมทุกประการ หรืออาจกล่าวได้ว่า ไม่กลายพันธุ์ ดังนั้นถ้าเราจะปลูกต้นพืชไม่ให้กลายพันธุ์ เราจึงต้องหาวิธีการขยายโดยใช้ส่วนต่างๆ เหล่านี้
การปลูกสวนป่ามีวิธีการปลูกอย่างไรเพื่อทำให้ได้พืชที่มีทรงต้นสูงและชะลูด


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ดนี้ ได้นำไปใช้ในงานด้านการเกษตรหลายด้านด้วยกัน ซึ่งเราพอจะแบ่งออกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
๑. ใช้ในด้านการปลูกพืชและธัญพืช เช่น การปลูกข้าว ข้าวโพด ถั่วต่างๆ ละหุ่ง ฝ้าย งา ป่าน ปอ เป็นต้น เนื่องจากการปลูกพืชไร่และธัญพืชต้องทำในเนื้อที่มากๆ และต้องใช้ต้นพืชมาก ฉะนั้นการขยายพันธุ์ที่สะดวกก็คือขยายจากเมล็ด การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญซึ่งการปลูกพืชประเภทนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นพืชอายุสั้น 3-4 เดือนเป็นส่วนใหญ่
๒. ใช้ในด้านการปลูกสวนป่า การปลูกสร้างสวนป่า ต้องปลูกเป็นจำนวนมาก และต้องการต้นพืชที่มีรากแก้ว เพราะมีความแข็งแรงกว่าขยายได้มากและรวดเร็ว อีกทั้งสะดวกที่จะถอนย้ายไปปลูกในที่อื่น ดังเช่นการปลูกสร้างสวนสักที่สถานีวนกรรมของกรมป่าไม้ทำอยู่ในขณะนี้ โดยทีเมล็ดของพืชสวนป่ามักจะเก็บมาจากต้นที่เจริญอยู่ในกลุ่มตามธรรมชาติ ในท้องที่ ที่ได้คัดเลือกไว้แล้ว ฉะนั้นโอกาสการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้น ถือได้ว่ามีน้อยมากและมักจะไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในการปลูกสร้างสวนป่านั้น จะปลูกต้นพืชให้ชิดกัน เพื่อให้ทรงต้นตรงและชะลูด ต้นพืชจะแข่งกันเจริญไปในตัว ต้นใดที่มีความแข็งแรงน้อยกว่าก็จะถูกเบียดบังจากต้นที่โตกว่าจนไม่เจริญหรือตายไปในที่สุด ส่วนต้นที่แข็งแรงก็จะเจริญเติบโตต่อไป ฉะนั้นจึงเป็นการคัดเลือกต้นพืชไปในตัวด้วย
๓. ใช้ในด้านการขยายพันธุ์พืช โดยวิธีติดตาต่อกิ่ง โดยเฉพาะการขยายพันธุ์ไม้ยืนต้น ซึ่งต้องการต้นตอที่มีระบบรากที่หยั่งลึก ซึ่งสารมารถจะทนลมพายุและทนแล้วได้ดีกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่น เช่น การตอนกิ่ง หรือการตัดชำกิ่ง เป็นต้น ฉะนั้นต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์จากเมล็ดจึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นต้นตอสำหรับนำไปติดตาและต่อกิ่งแต่เนื่องจากการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ต้นพืชที่ได้อาจกลายพันธุ์ได้ จึงต้องคัดต้นที่มีลักษณะไม่ตรงตามพันธุ์ที่ต้องการออก เพื่อให้ได้ต้นตอที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์มากที่สุดไว้ เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป
๔. ใช้ในด้านการปลูกผักและไม้ดอกล้มลุกโดยปกติพืชอายุสั้นจำเป็นต้องใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่เจริญได้เร็ว และก็มีราคาถูกด้วย ในกรณีเช่นนี้ การใช้เมล็ดปลูกหรือขยายพันธุ์จึงเป็นการลงทุนที่ต่ำที่สุด และทำได้สะดวกรวดเร็ว ดังนั้นการใช้เมล็ดขยายพันธุ์ หรือปลูกพืชเหล่านี้จึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำได้ เช่น การปลูกผักบุ้ง คะน้า มะเขือเทศ แอสเทอร์ และบานชื่น เป็นต้น
๕. ใช้ในงานด้านการผสมพันธุ์พืช เนื่องจากความต้องการในเรื่องอาหารและของใช้ที่เป็นปัจจัยในการครองชีพของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ฉะนั้นพันธุ์พืชที่จะนำมากินมาใช้ก็ต้องมีการปรับปรุงตามไปด้วย การปรับปรุงพันธุ์พืชที่นำมากินมาใช้ให้เหมาะกับความต้องการนี้ก็ต้องอาศัยการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการเพาะเมล็ด โดยการผสมพันธุ์ต้นพืชที่มีลักษณะตามความต้องการแล้วเอาเมล็ดมาเพาะ จากนั้นจึงคัดเลือกต้นพืชที่มีลักษณะดีเด่นตามความต้องการไว้ใช้ในการปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อๆ ไป
การเพาะเมล็ด มักจะใช้กับพืชชนิดใด


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

วิธีการขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด
ในการขยายพันธุ์พืชหรือปลูกพืชโดยใช้เมล็ดโดยทั่วไปมักจัดทำกันอยู่ ๓ แบบ คือ
การปลูกพืช หรือเพาะเมล็ดโดยวิธีนี้ เป็นการเตรียมกล้าพืชเพื่อใช้ปลูกก่อนที่จะปลูกในแปลงหรือในกระถางถาวร โดยเพาะเมล็ดในเนื้อที่แคบๆ จนกระทั่งต้นพืชที่เพาะหรือที่เรียกว่า "กล้า" หรือ "เบี้ย" มีขนาดโตพอถึงถอนย้ายไปปลูก วิธีปลูกพืชโดยการเพาะเมล็ดก่อนนี้ เหมาะสำหรับเมล็ดพืชที่มีราคาแพง เนื่องจากการเพาะทำในเนื้อที่ไม่มากเมล็ดมีโอกาศสูญเสียน้อยเพราะสามารถดูแลได้ทั่วถึง วิธีการนี้มักจะใช้กับพืชสวนผัก หรือไม้ดอกล้มลุก รวมทั้งไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นที่เมล็ดมีขนาดเล็กหรือเจริญเติบโตช้า ได้แก่ การปลูกหรือเพาะเมล็ดพืชจำพวกมะเขือเทศ กะหล่ำดอก แอสเทอร์ พิทูเนีย ฝ้ายคำ ปาล์มขวด เป็นต้น ส่วนวิธีการเพาะเมล็ดนั้นอาจแบ่งออกเป็น ๒ แบบ ตามขนาดและความเหมาะสมในการปฎิบัติ คือ การเพาะเมล็ดในภาชนะเพาะและการเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ
๒. การเพาะหรือปลูกเมล็ดโดยตรงในแปลงปลูก
การปลูกพืชโดยหว่านเมล็ดโดยตรงในแปลงปลูก เป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชด้วยเมล็ดแบบหนึ่งซึ่งมักจะใช้กับการปลูกพืชไร่ และธัญพืชรวมทั้งการปลูกฝักเป็นการค้า โดยปกติแล้วการปลูกพืชโดยวิธีนี้เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะไม่ต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์มาก การปลูกพืชจำนวนมากๆ จึงมักจะใช้วิธีนี้ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและสะดวกจึงเป็นวิธีที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวไร่ชาวสวนทั่วไป เพราะต้นพืชจะเจริญติดต่อกันไปรวดเดียวโดยไม่ชะงักการเจริญเติบโต
การเพาะเมล็ดในภาชนะเดี่ยว หมายถึงการปลูกพืชโดยการเพาะเมล็ดก่อนเช่นเดียวกักบารเพาะเมล็ดในแปลงเพาะหรือในกระบะเพาะ แต่แทนที่จะเพาะรวม ๆ กันด้วยวิธีดังกล่าว กลับเพาะแยกกัน โดยให้แต่ละภาชนะที่เพาะมีต้นพืชที่เพาะเพียงต้นเดียว และเมื่อต้นพืชที่เพาะมีขนาดโตพอ จึงย้ายปลูกอีกทีหนึ่ง การปลูกพืชโดยวิธีนี้มักใช้กับพืชที่มีรากเจริญยาก เมื่อรากขาดหรือถูกทำลายก็จะมีผลทำให้การตั้งตัวของต้นพืชช้าไปด้วย ฉะนั้นในพืชอายุสั้นที่จำเป็นต้องเพาะเมล็ดก่อนที่จะปลูกในแปลง จึงต้องใช้วิธีนี้ ได้แก่ พืชจำพวกฟักแฟง แตงชนิดต่างๆ บวบ น้ำเต้า ถั่วชนิดต่าง ๆ ข้าวโพดรวมทั้งไม้ผลบางชนิดที่เมล็ดมีขนาดโต สามารถเพาะในภาชนะเดี่ยวได้ง่าย โดยเฉพาะพืชที่นิยมใช้ทำเป็นต้นตอ เช่น มะม่วง ขนุน มังคุด และทุเรียนเป็นต้น การเพาะเมล็ดตามวิธีนี้ เนื่องจากใช้วิธีการคล้าย ๆ กับการเพาะเมล็ดในภาชนะเพาะเพียง 1-2 ต้นเท่านั้น ฉะนั้นภาชนะที่ใช้จึงมีขนาดเล็ก เช่น อาจใช้ถุงพลาสติก กระบอกไม้ไผ่ หรือกระทงใบตองก็ได้ ดินปลูกก็ใช้ดินที่ใช้เพาะเมล็ดทั่ว ๆ ไป หรือถ้าเป็นการเพาะเมล็ดไม้ผล ขนาดของดินไม่จำเป็นต้องละเอียดเหมือนดินเพาะเมล็ดทั่ว ๆ ไปก็ได้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๕ หน้า ๑๙๐-๑๙๙

หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป