มันสำปะหลังมีความสำคัญกับประเทศไทยอย่างไร
มันสำปะหลังมีประวัติความเป็นมาอย่างไร
มันสำปะหลังในประเทศไทยมีประวัติความเป็นมาอย่างไร
ลักษณะพฤกษศาสตร์ของมันสำปะหลัง
มันสำปะหลังมีความสำคัญกับประเทศไทยอย่างไร

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ความสำคัญของมันสำปะหลังต่อประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม สินค้าออกของประเทศที่สำคัญจึงเป็นสินค้าทางด้านกสิกรรม สินค้าออกที่สำคัญของเราในอดีตก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น คือ ข้าว ยางพารา ดีบุก และไม้สัก แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมากสิกรได้ขยายพื้นที่ปลูกพืชไร่อื่นๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพด ปอแก้ว มันสำปะหลังและอ้อย ทำให้พืชทั้ง ๔ ชนิดดังกล่าวเป็นสินค้าออกที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามลำดับ สำหรับมันสำปะหลังนั้นประเทศไทยเริ่มส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นสินค้าออกตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ในอดีตปริมาณและมูลค่าการส่งออกไม่มากนัก แต่ก็เพิ่มมากขึ้นทุกปี ในระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นสินค้าออกี่สำคัญของประเทศอันดับ ๔-๖ เรื่อยมา จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ปริมาณและมูลค่าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งเป็นสินค้าออกได้เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นสินค้าออกสำคัญอันดับ ๒ ของประเทศรองจากข้าว

จากการสำรวจของกองเศรษฐกิจการเกษตรในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ มีครอบครัวกสิกรจำนวน ๑๖๕,๒๔๗ ครัวเรือนที่ปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วครอบครัวที่ปลูกมันสำปะหลังเป็นอาชีพซึ่งยังไมีรวมถึงคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ซึ่งมีอยู่ในประเทศนับพันโรงงานรวมทั้งพวกพ่อค้าคนกลางและผู้ทำการขนส่งที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ที่มีอาชีพเกี่ยวโยงกับมันสำปะหลัง
มันสำปะหลังมีประวัติความเป็นมาอย่างไร

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
มันสำปะหลัง เป็นพืชดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองในเขตร้อนของทวีปอเมริกา ตั้งแต่อเมริกากลาง คือ ตอนใต้ของประเทศเม็กซิโกลงไปถึงประเทศบราซิล ซึ่งเป็นพวกอเมริกันอินเดียน ชนเหล่านี้ปลูกมันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นอาหาร จากหลักฐานทางโบราณคดี มีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาเป็นรูปหัวมันสำปะหลังที่ประเทศเปรู เครื่องปั้นนี้มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปี แสดงว่ามนุษย์เรานั้นรู้จักปลูกมันสำปะหลังมากกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ในสมัยโบราณก่อนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส สำรวจพบทวีปอเมริกาในปี พ.ศ. ๒๐๓๕ มีการปลูกมันสำปะหลังอยู่เฉพาะในเขตร้อนของทวีปอเมริกาเท่านั้น ส่วนในทวีปแอฟริกาและเอเชียยังไม่มีมันสำปะหลังปลูกเพราะยังไม่มีการติดต่อกัน ต่อมาจึงมีผู้นำมันสำปะหลังจากทวีปอเมริกาไปยังทวีปแอฟริกาและเอเชียตามลำดับ

การนำมันสำปะหลังเข้าทวีปแอฟริกา
ประมาณกลางศตวรรษที่ ๑๖ ชาวโปรตุเกสได้นำมันสำปะหลังจากประเทศบราซิลในทวีปอเมริกาใต้เข้าสู่ทวีปแอฟริกา โดยใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารในเรือค้าทาส ซึ่งชาวโปรตุเกสนำไปจากทวีปแอฟริกา ในปัจจุบันมันสำปะหลังก็ยังคงเป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารในเรือค้าทาส ซึ่งชาวโปรตุเกสนำไปจากทวีปแอฟริกา ในปัจจุบันมันสำปะหลังก็ยังคงเป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารหลักที่สำคัญของชาวแอฟริกันอยู่ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ของ FAO และทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่มีการผลิตมันสำปะหลังมากที่สุด

การนำสำปะหลังเข้าทวีปเอเชีย
ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ชาวโปรตุเกส ดัชท์ และสเปน ได้นำมันสำปะหลังเข้ามายังประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ปัจจุบันประเทศที่ปลูกมันสำปะหลังมาคือ อินโดนีเซีย ไทย และอินเดีย ซึ่งผลิตได้มากเป็นอันดับ ๒, ๕ และ ๖ ของโลก

สำหรับประเทศอินโดนีเซียและประเทสอินเดียนั้นใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารหลักของพลเมืองเพราะผลิตข้าวไม่พอกับความต้องการ ส่วนประเทศไทยผลิตได้ ๗.๘ ล้านตันเป็นอันดับ ๕ ของโลก แต่ไทยเราผลิตข้าวสำหรับบริโภคและยังเหลือส่งเป็นสินค้าออกอีกด้วย การใช้มันสำปะหลังภายในประเทศจึงมีเพียงประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เหลือก็แปรรูปส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจำหน่ายมากที่สุดในโลก
มันสำปะหลังในประเทศไทยมีประวัติความเป็นมาอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่นอนว่า มีการนำมันสำปะหลังมาสู่ประเทศไทยเมื่อไร และอย่างไรแต่สันนิษฐานกันว่าคงมีผู้นำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียแห่งใดแห่งหนึ่ง เพราะคำว่า สำปะหลัง คล้ายกับคำในภาษาชวาตะวันตก ซึ่งเรียกมันสำปะหลังว่า มัสเปอ (Sampue) ซึ่งมีความหมายเหมือนคำ ยุนิคายู ในภาษามาเลย์ ซึ่งแปลว่า พืชที่มีรากขยายใหญ่

การปลูกมันสำปะหลังเป็นการค้าครั้งแรกในประเทศไทยนั้นปลูกในภาคใต้ โดยปลูกระหว่างแถวต้นยางพาราขนาดเล็ก และส่งผลิตผลที่ได้ไปจำหน่ายโรงงานทำแป้ง และโรงงานทำสาคูขนาดเล็กชั่วคราว แต่การปลูกมันสำปะหลังเป็นการค้าในภาคใต้นั้นค่อย ๆ หมดไป เพราะปลูกกันในระหว่างแถวยางพาราและพืชยืนต้นอื่น ๆ ปลูกได้ ๔-๕ ปี ต้นยางพาราก็โตคลุมพื้นที่หมดไม่สามารถปลูกมันสำปะหลังได้อีกต่อไป สำหรับการปลูกมันสำปะหลังเป็นการค่าแพร่หลายในปัจจุบันนี้ เริ่มมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพราะในระยะนั้นประเทศญี่ปุ่นขาดวัตถุดิบ และได้เริ่มสั่งซื้อแป้งมันสำปะหลังจากประเทศไทย เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ในขณะที่สภาพภูมิริมฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทย คือ จังหวัดชลบุรีและระยอง มีลักษณะเป็นเนินเขาลาดเอียง ดินเป็นดินทราย ไม่มีแม่น้ำใหญ่ที่จะทำการชลประทานได้ พื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะแก่การทำนาและพืชไร่ชนิดอื่นชาวบ้านจึงเริ่มปลูกมันสำปะหลังกัน ปรากฏว่าการปลูกมันสำปะหลังได้รับผลดี จนกลายเป็นอาชีพที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว นอกจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นลูกค้าประจำแล้ว ในเวลาต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศเพื่อบ้านของไทย ก็ได้สั่งแป้งมันสำปะหลังจากไทย จึงทำให้โรงงานแป้งมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นและทันสมัยขึ้น ควบคู่ไปกับพื้นที่ปลูกที่ขยายออกไปมากยิ่งขึ้น ซึ่งกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ทำให้มีการปลูกมันสำปะหลังเป็นการค้าในระยะแรก แต่อุตสาหกรรมแป้งเพื่อส่งออกมิได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เหมือนกับการส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์

การใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพื่อการเลี้ยงสัตว์เริ่มปริมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๙ สมัยนั้นมีชาวเยอรมันทดลองนำเอาขี้แป้ง ซึ่งเป็นผลิตผลพลอยได้จากการทำแป้งมันสำปะหลังไปใช้เลี้ยงสัตว์ได้ผลเป็นที่พอใจคุ้มกับราคา แต่ขี้แป้งซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำแป้งมันสำปะหลังมีไม่มากพอกับความต้องการของตลาดยุโรป จึงมีผู้ริเริ่มเอาหัวมันสำปะหลังสดมาหั่นเป็นชิ้น ๆ นำมาตากแห้งและบดด้วยหินบดข้าวเป็นมันป่น ปรากฏว่ามันป่นที่ได้จากการบดหัวมันสำปะหลังนี้ เป็นที่นิยมของโรงงานอาหารสัตว์ในยุโรป ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้มีผู้นำเอากากมันสำปะหลังที่ทิ้งจากโรงงานผลิตแป้ง มันสำปะหลังมาผสมปนรวมกันเรียกว่า กากมันป่น (wasts meal) ในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๔ เป็นสินค้าที่ขายดี ปรากฏว่ามีผู้ปลอมปนมันสำปะหลังป่นกันมากขึ้น โดยผสมกับดิน ทราย แกลบ ขี้เลื่อยมาบดปนลงไปบ้าง ผู้ซื้อในยุโรปจึงหันมาซื้อมันเส้นแทน มันเส้นทำได้โดยนำหัวมันสำปะหลังสดมาโม่เป็นชิ้น ๆ แล้วตากแดดให้แห้ง ระยะนั้นชาวชลบุรีได้คิดเครื่องทำมันเส้นขึ้นแล้ว การส่งมันเส้นออกจำหน่ายในยุโรปจึงดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๑ ได้มีบริษัทสั่งเครื่องอัดเม็ดมาจากต่างประเทศเพื่อทำมันสำปะหลังอัดเม็ด โดยใช้มันเส้นเข้าเครื่องอัดออกมาเป็นแท่งเหมือนแท่งชอล์ก เพื่อใช้ส่งออกขายแทนมันเส้นซึ่งมีน้ำหนักเบา เปลืองเนื้อที่บรรทุกในระวางเรือมาก เสียค่าขนส่งสูง และต่อมาวิศวกรไทยได้สร้างเครื่องอัดเม็ดเลียนแบบของต่างประเทศเป็นผลสำเร็จ และใช้ได้ดีทั้งราคาถูกว่าสั่งจากต่างประเทศ ปัจจุบันเครื่องอัดเม็ดในโรงงานมัสนำปะหลังอัดเม็ดส่วนใหญ่เป็นเครื่องอัดเม็ดที่ทำขึ้นในประเทศไทย

ความต้องการมันสำปะหลังอัดเม็ดในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังไม่พอกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังจึงได้แผ่ขยายไปยังส่วนอื่น ๆ ของประเทศอย่างรวดเร็ว ทั้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ แต่พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ขยายไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทยเพิ่มจาก ๔ แสน ไร่เศษในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นมากกว่า ๔ ล้านไร่ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙
ลักษณะพฤกษศาสตร์ของมันสำปะหลัง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

มันสำปะหลังมีชื่อเรียกทั่วไปในภาษาอังกฤษว่า แคสซาวา (Cassava) หรือทาพิโอกา (Tapioca) ประเทศแถบทวีปอเมริกาใต้ใช้ภาษาสเปนเรียกว่า ยูกา (Yuca) ภาษาโปรตุเกสในประเทศบราซิล เรียกว่า แมนดิโอกา (Mandioca) แถบประเทศในทวีปแอฟริกาที่พูดภาษาฝรั่งเศส เรียกว่า แมนิออก (Manioc) และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า แมนนิฮอท เอสคูเล็นตา แครนทซ์ (Manihot esculenta Crantz)
การจัดลำดับทางพฤกษศาสตร์ของมันสำปะหลัง มีดังนี้
วงศ์ (Family) Euphorbiaceae (ซึ่งรวมถึงยางพาราและละหุ่ง)
สกุล (Genus) Manihot
ชนิด (Species) esculenta

ลำต้นมีลักษณะคล้ายข้อ เพราะจากก้านใบซึ่งแก่ร่วงหล่นไป สีของลำต้นบริเวณใกล้ยอดจะมีสีเขียว ส่วนที่ต่ำลงมาจะมีสีแตกต่างกันไปตามลักษณะพันธุ์เช่น สีเงิน สีเหลือง สีน้ำตาล ใบมีก้านใบยาวติดกับลำต้น แผ่นใบเว้าเป็นแฉกมี ๓-๙ แฉก มันสำปะหลังมีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อเดียวกัน แต่อยู่แยกคนละดอก ดอกตัวผู้มีขนาดเล็กอยู่บริเวณส่วนปลายของช่อดอก ส่วนดอกตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าอยู่บริเวณส่วนโคนของช่อดอก ดอกตัวเมียจะบานก่อนดอกตัวผู้ประมาณ ๑ อาทิตย์ การผสมเกสรจึงเป็นการผสมข้ามระหว่างต้น
หลังจากปลูกแล้วประมาณ ๒ เดือนรากจะเริ่มสะสมแป้งและมีขนาดใหญ่ขึ้นตามอายุ เรียกว่า หัว จำนวนหัว รูปร่าง ขนาด และน้ำหนัก แตกต่างกันไปตามพันธุ์ พันธุ์พื้นเมืองที่ใช้ปลูกในประเทศไทย เมื่ออายุประมาณ ๑ ปี ยาวประมาณ ๒๗.๗-๔๓.๓ เซนติเมตร และกว้างประมาณ ๔.๖-๗.๘ เซนติเมตร ใต้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ดี และมันสำปะหลังมีอายุมากกว่า ๑ ปี บางพันธุ์อาจให้หัวหนักหลายสิบกิโลกรัม

ส่วนต่าง ๆ ของมันสำปะหลังมีกรดไฮโรไซยานิก (HCN) ซึ่งเป็นสารที่เป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์ประกอบอยู่ด้วย ใบและเปลือกมีสารนี้มากกว่าเนื้อสด และพันธุ์ต่าง ๆ ก็มีปริมาณสารนี้แตกต่างกันออกไป
ดังนั้นเวลาจะใช้เป็นอาหาร ควรใช้พันธุ์ห้านาทีเพราะมีกรดไฮโดรไซยานิกต่ำกว่า และก่อนจะบริโภคควรจะนำมันสำปะหลังมาปอกเปลือก หมัก เคี่ยว ย่าง ปิ้ง ต้ม ปริมาณกรดไฮโดรไซยานิกจะลดลงจนถึงปริมาณซึ่งร่างกายมนุษย์สามารถเปลี่ยนกรดไฮโดรไซยานิกนี้เป็นสารอื่นที่ไม่เป็นอันตรายได้ หัวมันสำปะหลังสดส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำ ๖๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ แป้ง ๒๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ และมีโปรตีนไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหัวมันสำปะหลังจึงเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานต่อร่างกายมนุษย์และสัตว์ที่ดี
หัวข้อก่อนหน้าหัวข้อถัดไป