ที่ปรึกษาราชการชาวต่างประเทศที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ไทยในด้านต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีใครบ้าง
ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ ๑
สงครามอินโดจีน
ที่ปรึกษาราชการชาวต่างประเทศที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ไทยในด้านต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีใครบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ที่ปรึกษาราชการชาวต่างประเทศที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ไทยในด้านต่างๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอาทิเช่น
เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลัง จัคแม็งส์) (Rolyn Jacquemins) ชาวเบลเยียม เป็นที่ปรึกษาราชการทั่วไป เชี่ยวชาญทางกฎหมายระหว่างประเทศ
นายเอ็ดเวิร์ด สโตรเบล (Edward Strobel) ชาวอเมริกัน ที่ปรึกษาราชการทั่วไป
พระยากัลยาณไมตรี (เจนส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด) (Jens Iverson Westengard) ชาวอเมริกัน ที่ปรึกษาราชการทั่วไป
นายเฮนรี อาลาบาสเตอร์ (Henry Alabaster) ชาวอังกฤษ เป็นที่ปรึกษากฎหมายพระยาชลยุทธโยธิน (อังเดร ดู เปลซิส เดอ ริเชอลิเออ) (Andre du plesis de Richelieu) ชาวเดนมาร์ก ได้ช่วยวางรากฐานกองทัพเรือไทย
พลตรีพระยาวาสุเทพ (จี เชา) (G. Schau) ชาวเดนมาร์ก ช่วยจัดระเบียบกรมตำรวจ
ศาสนาจารย์ เอส จี แมคฟาร์แลนด์ (S.G. Mcfarland) ชาวอเมริกัน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ
นายดับบลิว จี จอห์นสัน (W.G. Johnson) และนาย อี เอส สมิธ (E.s. Smith) ครูโรงเรียนสวนกุหลาบ
นายริชาร์ด จัคส์ เกิร์กแพตริก (Richard Jacques Kirkpatrick) ชาวเบลเยียมที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงยุติธรรม
พระยามหิธร (โตกีจิ มาซาโอะ Tokiji Masao) ชาวญี่ปุ่น ผู้ช่วยที่ปรึกษากระทรวงยุติธรรม
นายวิลเลียม อัลเฟรด คุณะติลเก (William Alfred Kunatelake) ชาวลังกา ช่วยงานกรมอัยการ ต่อมาได้เป็นเจ้ากรมอัยการ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอรรถการประสิทธิ์ ต้นสกุล คุณะดิลก
นายยอร์จ ปาดูซ์ (George Padoux) ชาวฝรั่งเศส ที่ปรึกษาในการร่างกฎหมายประธานกรรมการร่างกฎหมาย
นายเรอเน กียอง (Rene Guyon) ชาวฝรั่งเศส ที่ปรึกษาในกระทรวงยุติธรรมในปลายรัชกาล และรับราชการต่อมาอีกหลายสิบปี จนเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายพิชาญ บุลยง
นายเอช สเลด (H. Slade) ชาวอังกฤษ ช่วยงานในกรมป่าไม้ ต่อมาได้เป็นเจ้ากรมป่าไม้
นายเอฟ เอช ไจลล์ (F.H. Giles) ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร ต้นสกุล จิลลานนท์ อธิบดีกรมสรรพากรคนแรก นายดับบลิว เอ เกรแฮม (W.A. Graham) ชาวอังกฤษ นาย ซี ริเวตต์ คาร์นัค (C. Rivett Carnac) และนาย ดับบลิว เจ เอฟ วิลเลียมสัน (W.J.F. Williamson) ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง
นายเจ โฮมัน แฟน เดอ ไฮเด (J. Homan Van De Heide) ชาวฮอลันดา ที่ปรึกษาการชลทาน ผู้เป็นเจ้าของโครงการเขื่อนเจ้าพระยา หรือที่เรียกกันว่าในประวัติกระทรวงเกษตรฯ ว่า"สกึมชัยนาท"
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับนานาประเทศ ทั้งในเอเชียและยุโรป โดยการเสด็จเยือนประเทศต่างๆหลายครั้ง ได้เสด็จ สิงคโปร์ชวา (อินโดนีเซีย) มลายู อินเดีย พม่า ในตอนต้นรัชกาล ต่อมาก็ได้เสด็จประพาสยุโรปถึง ๒ ครั้ง คือเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ และ พ.ศ. ๒๔๕๐ นับว่าได้ผลดียิ่งทั้งในด้านทางการเมือง การเชื่อมสัมพันธไมตรี และในรัชกาลนี้ไทยได้ทำสัญญาทางไมตรีกับประเทศอื่น ๆ เพิ่มอีก มี รุสเซีย สเปน ออสเตรีย ฮังการี อิตาลี และ ญี่ปุ่น
ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ ๑


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขึ้นในยุโรปใน พ.ศ. ๒๔๕๗ นั้น ประเทศไทยยังคงยึดมั่นอยู่ในความเป็นกลาง แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสังเกตความเคลื่อนไหวของคู่สงครามอย่างใกล้ชิดการ สงครามได้รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ทรงเห็นว่าฝ่ายเยอรมนีเป็นฝ่ายรุกราน จึงทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ แล้วประกาศเรียกพลทหารอาสาสำหรับ กองบิน และกองยานยนต์ทหารบกเพื่อส่งไปช่วยสงครามยุโรป การส่งทหารไปรบครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์เพราะเท่ากับได้เรียนรู้วิชาการทางเทคนิคการรบและการช่างในสมรภูมิจริง ๆ เมื่อเสร็จสงครามสัมพันธมิตรเป็นฝ่าย ชนะ ประเทศไทยได้ส่งผู้แทนเข้าประชุม ณ พระราชวังแวร์ซายด้วย ผลพลอยได้จากการเข้าสงครามนี้ก็คือสัญญาต่าง ๆ ที่ไทยทำกับเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการีย่อมสิ้นสุดลงตั้งแต่ไทยประกาศสงครามกับประเทศ นั้น และไทยก็ได้พยายามขอเจรจาข้อแก้ไขสนธิสัญญาฉบับเก่าซึ่งทำไว้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส และชาติอื่น ๆ แต่ก็ประสบความยากลำบากอย่างมาก อาศัยที่ไทยได้ความช่วยเหลือจาก ดร. ฟรานซิส บี แซยร์ (Dr. Francis B. Sayre) ชาวอเมริกาซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาต่างประเทศ จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรีในที่สุดประเทศต่าง ๆ 13 ประเทศรวมทั้งอังกฤษตามสนธิสัญญา พ.ศ. ๒๔๖๘ และฝรั่ง เศสตามสนธิสัญญา พ.ศ. ๒๔๖๗ ตกลงยอมแก้ไขสัญญาโดยมีเงื่อนไขบางประการ เช่น จะยอมยกเลิกอำนาจศาลกงสุลเมื่อไทยมีประมวลกฎหมายครบถ้วน และยอมให้อิสรภาพในการเก็บภาษีอาการยกเว้นบางอย่างที่อังกฤษขอลดหย่อน ต่อไปอีก ๑๐ ปี เช่น ภาษีสินค้าฝ้าย เป็นเหล็ก
ไทยพยายามเร่งชำระประมวลกฎหมายต่าง ๆ ต่อมาจนแล้วเสร็จ และเปิดการเจรจาอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดประเทศต่าง ๆ ก็ยอมทำสัญญาใหม่กับไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ ไทยได้อิสรภาพทางอำนาจศาลและภาษีอากรคืนมาโดยสมบูรณ์
สงครามอินโดจีน

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ปัญหาเรื่องแม่น้ำโขงในฐานะเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศสซึ่งดำเนินมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ยังไม่สิ้นสุดลง ฝรั่งเศสไม่ตกลงเรื่องการใช้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๓ (ฝรั่งเศสเซ็นสัญญาสงบศึกกับเยอรมนีในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ และไทยทำสัญญาไม่รุกรานกับฝรั่งเศสเพียง ๑๐ วัน ก่อนฝรั่งเศสแพ้เยอรมนี) เครื่องบินฝรั่งเศสบินมาทิ้งระเบิดเมืองนครพนม การรบระหว่างฝรั่งเศสกับไทย จึงเริ่มขึ้น ซึ่งต่อมาเรียกกันว่าสงครามอินโดจีน ฝรั่งเศสโจมตีไทยทางอรัญประเทศด้วย ไทยยกทหารเข้าไปในอินโดจีนทางด้านเขมร ในที่สุดญี่ปุ่นเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย ต่างตกลงส่งผู้แทนไปประชุมที่กรุงโตเกียว จาก อนุสัญญาสันติภาพที่กรุงโตเกียว ไทยได้ดินแดนทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงข้ามหลวงพระบางคืน รวมทั้งทางใต้ตรงข้ามปากเซ คือ จัมปาศักดิ์ และดินแดนในเขมรที่เสียให้ฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๐ คืนมาด้วย
หัวข้อก่อนหน้าหัวข้อถัดไป