ผู้ให้กำเนิดพระพุทธศาสนา

[ขยายดูภาพใหญ่ ]
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดใน อินเดียก่อนพุทธศักราช 45 ปี (พุทธศักราชเริ่ม ตั้งแต่ปีซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จเข้า สู่ปรินิพพาน) นับวาเป็นศาสนาที่สำคัญที่ สุดของโลกศาสนาหนึ่ง มีผู้นับถือ หลายร้อยล้านคน โดยเฉพาะในประเทศต่าง ๆ ทาง เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียอาคเนย์ ผู้ ให้กำเนิดพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธเจ้า ซึ่ง เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนาง สิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้น สักกะซึ่งเวลานี้อยู่ในเขตประเทศ เนปาล ในสมัยที่พระองค์ยังไม่ได้ ออกบวช มีพระนามว่าสิทธัตถะ ในขณะที่ ยังทรงเป็นเด็กอยู่ก็ทรงศึกษา ศิลปวิทยาการต่าง ๆในสำนักต่าง ๆ หลายสำนัก ด้วยกันจนเป็นผู้มีความรู้ ความชำนาญ ในวิชาการต่าง ๆ หลายสาขา
นิกายใหญ่ ๒ นิกาย : มหายาน และ หีนยาน


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วประมาณ ๑๐๐ ปี พระพุทธศาสนาก็เริ่มมีการแตกแยกในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก็แตกแยกกันออกเป็นนิกายใหญ่ๆ ๒ นิกาย คือ มหายาน กับ หีนยาน
  • มหายาน "มหายาน" แปลว่า "ยานใหญ่" เป็นลัทธิของภิกษุฝ่ายเหนือของอินเดีย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มหาชน เลื่อมใสเสียก่อนแล้วจึงสอนให้ระงับดับกิเลส ทั้งยังได้แก้ไขคำสอนในพระพุทธศาสนาให้ผันแปรไปตามลำดับ ลัทธินี้ได้ เข้าไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ใน ทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนาม เป็นต้น
  • หีนยาน คำว่า "หีนยาน" เป็นคำที่ฝ่ายมหายานตั้งให้ แปลว่า "ยานเล็ก" เป็นลัทธิของภิกษุฝ่ายใต้ ที่สอนให้พระสงฆ์ปฏิบัติเพื่อดับกิเลส ของตนเองก่อน และห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขพระวินัยอย่างเด็ดขาด นิกายนี้มีผู้นับถือมากในประเทศศรีลังกา ไทย พม่า ลาว และกัมพูชา
วัด ในพุทธศาสนา


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในประเทศไทย เวลานี้มีวัดอยู่รวม ทั้งสิ้น 26,463 วัด ในจำนวนนี้เป็นวัด หลวง 167 วัด วัดราษฎร์ 26,256 วัด ทั้งนี้เป็นวัด มหานิกาย 25,152 วัด วัดธรรมยุตินิกาย 1,311 วัด วัดหลวงหมายถึง วัดที่พระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระบรม ราชินี สมเด็จพระยุพราชทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์ เป็นส่วนพระ องค์ หรือทรงในนามของผู้อื่น หรือวัด ที่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละออง ธุลีพระบาทสร้างหรือปฏิสังขรณ์ขึ้น และทรง รับไว้ในอุปถัมภ์บำรุงของแผ่นดิน ส่วน วัดราษฎร์เป็นวัดที่ประชาชนสร้าง ขึ้นตามกำลังศรัทธาและทุนทรัพย์ของตน
ในแต่ละวัดจะมีองค์ประกอบที่ สำคัญ ๆ คือ
    • กุฏิ สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุและสามเณร
    • โบสถ์ สำหรับเป็นที่ทำสังฆกรรม เช่น การบวชนาค เป็นต้น
    • บางวัดก็มี วิหาร ซึ่งสร้างในลักษณะเดียวกับโบสถ์
    • พระเจดีย์ หรือ พระปรางค์ สำหรับบรรจุพระบรมธาตุหรือพระธาตุอย่างอื่น ๆ
    • บางวัดก็มี ศาลาการเปรียญ สำหรับเป็นที่ประกอบการกุศลอื่น ๆ และเป็นที่สำหรับพระสงฆ์มาเทศนาสั่งสอนประชาชนตามวาระที่ จะกำหนดขึ้น
    • บางวัดก็มี หอระฆัง และ โรงเรียนพระปริยัติธรรม สำหรับเป็นที่ที่ภิกษุสามเณรจะศึกษาธรรมวินัยด้วย
แต่ทั้งนี้ก็มิได้ถือว่าจำเป็นจะต้องมี ที่นับว่าจำเป็นจริง ๆ ก็คือ กุฏิ กับ โบสถ์

การที่จะได้ชื่อว่าเป็นวัดที่ สมบูรณ์ได้นั้น มิใช่เพียงมีกุฏิ โบสถ์ วิหาร และ ศาลาการเปรียญเท่านั้น เพราะถ้ามี เพียงแค่นั้นก็จะไม่มีความหมาย อะไร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีองค์ประกอบ ทางด้านบุคคลด้วย นั่นคือ จะต้องมี ภิกษุ สามเณร ซึ่งเป็นองค์ ประกอบที่สำคัญซึ่งจะขาดเสียมิได้
วันสำคัญ ในทางพระพุทธศาสนา


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

วันสำคัญ ในทางพระพุทธศาสนา มีดังนี้
  • วันวิสาขบูชา ซึ่งถือว่าเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้าตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ) เดือน 6 ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองครั้งก็เลื่อนไปทำพิธีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7
  • วันอาสาฬหบูชา คือ วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก ซึ่งเรียกว่า ปฐมเทศนา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8
  • วันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถ้าหากปีใดมีเดือน 8 สองครั้งเข้าพรรษาในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง
  • วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษาแล้ว รุ่งขึ้นวันแรม 1 ค่ำ มักนิยมบำเพ็ญกุศลเรียกว่า "ตักบาตรเทโว" คือ ตัก บาตรเนื่องในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลกหลังจากที่เสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาอยู่พรรษาหนึ่งแล้ว
  • วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าหากปีใดมีเดือน 8 สองครั้งก็เลื่อนไปทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 วันนี้ถือว่า เป็นวัน "จาตุรงคสันนิบาต" คือมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่ 4 อย่าง คือ
    ก. วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือน 3 ข. เป็นวันที่พระอรหันต์ 1,250 องค์ มาประชุมกันที่เวฬุวนาราม เมืองราชคฤห์แคว้นมคธ ค. พระอรหันต์เหล่านั้นล้วนได้รับ เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เองทั้งสิ้น ง. พระอรหันต์เหล่านั้นมาประชุมพร้อมกันเองโดยมิได้มีการนัดหมาย
    พระพุทธเจ้าจึงทรงถือเหตุนี้ประทาน "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งเท่ากับเป็นการวาง "ธรรมนูญสงฆ์" ขึ้น คล้าย ๆ กับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นแม่บทของกฎหมาย ทั้งหลายฉะนั้นโอวาทปาติโมกข์นี้เปรียบเสมือนหัวใจพระพุทธศาสนา มี 3 ข้อ คือ
    1. งดเว้นจากการทำชั่วทั้งปวง 2. สร้างสมความดีให้เกิดขึ้น 3. ชำระจิตตนให้บริสุทธิ์
เทศกาลที่สำคัญ


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

เทศกาลที่สำคัญ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรงก็คือ การทอดกฐิน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาเพียง ๑ เดือน ระหว่างวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 การทอดกฐินนี้ คนไทยเรานิยมทำกันมาก ถือว่าได้อานิสงส์แรงเพราะทำให้เวลาจำกัด และมักทำเป็นพิธีรีตอง มโหฬารทีเดียว บางทีก็มีการแห่แหนประดับตกแต่งองค์กฐินพร้อมทั้งไทยธรรมที่เป็นของบริวาร ซึ่งจัดทำกันอย่างประณีตบรรจง บางทีก็มีฉลององค์กฐินไปทางอากาศอีกด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่จะนำผ้ากฐินไปทอดจะสะดวกทางใด ก็ไปทาง นั้น
นอกจากนั้น ก็มีเทศการที่ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยตรง แต่พุทธศาสนิกชนก็ได้บำเพ็ญกุศลกันตามแบบพระพุทธศาสนา เทศกาล เหล่านี้ ได้แก่
  • วันตรุษ ตรงกับวันสิ้นเดือน 4 เป็นพิธีแสดงความยินดีที่ได้มีชีวิตผ่านพ้นมาด้วยดีในรอบปีหนึ่ง ๆ เรียกว่าเป็น การ "ส่งปีเก่า"
  • วันสงกรานต์ ตรงกับวันที่ 13-14-15 เมษายนของทุกปี วันที่ 13 เป็นวันที่พระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า สงกรานต์ วันที่ 14 เป็น วันเนา และวันที่ 15 เป็นวันเถลิงศก ถือว่าเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่
  • วันสารท ตรงกับวันสิ้นเดือน 10 นับว่าเป็นวันนักขัตฤกษ์ที่คนไทยเรานิยมทำกันมากเพราะถือว่าเป็นสมัยที่จะได้ทำ บุญในเมื่อวันเดือนได้ล่วงมาได้ถึงรอบปี อันแสดงถึงความไม่ประมาทของชีวิต เพราะปลายปีก็ทำพิธีตรุษ ต้นปีก็ทำ พิธีสงกรานต์ ดังนั้นกลางปีจึงควรทำพิธีสารท
หลักธรรมที่สำคัญ


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าได้เทศนาสั่งสอนประชาชนหลังจากตรัสรู้แล้วเป็นเวลาถึง ๔๕ ปี โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าได้เทศนาสั่ง สอนประชาชนหลังจากตรัสรู้แล้วเป็นเวลาถึง 45 ปี พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์จึงมีมากมาย รวมเรียกว่า พระไตรปิฎก อัน ประกอบด้วย พระวินัย พระสูตร และ พระอภิธรรม เป็นหนังสือภาษาบาลี 45 เล่ม และแปลเป็นภาษาไทยออกมาได้ 80 เล่ม ขนาดใหญ่ หลักธรรมที่ ควรทราบบางเรื่องที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมาก เช่น
  • ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร หรือ ปฐมเทศนา ในสูตรนี้พระองค์ทรงแสดงอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ 1 เหตุให้เกิดทุกข์ 1 การดับทุกข์ 1 และ ทางที่จะเดินไปสู่ความทุกข์ 1 ซึ่งทางที่จะดำเนินไปสู่ความดับทุกข์นี้ เรียกกันว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง
  • อนัตตลักขณสูตร ในสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่าง ๆ คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะต้องมี การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปได้ ทั้งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริง ๆ เลย เป็นการสมมติขึ้นมา เท่านั้นเองเพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถบังคับให้มันอยู่ในอำนาจของเราได้
  • กาลามสูตร แสดงให้เห็นความเป็นนักเสรีประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงสอนให้คนใช้ความคิดด้วยเหตุผลโดย รอบคอบเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ พระองค์ทรงสอนว่า จงอย่าได้เชื่อเพียงโดยการอ้างตำรา หรือเพราะครูอาจารย์สอนไว้อย่างนั้น หรือเพราะคำพูดนั้นตรงกับความเห็นของเรา หรือเพราะผู้นั้นเป็นบุคคลที่ควรเชื่อหรือโดยการคาดคะเนหรือนึกเดาเอา หรือโด ย การใช้เหตุผลตามหลักตรรกศาสตร์
หัวข้อก่อนหน้าหัวข้อถัดไป