บริเวณศูนย์กลางของไต้ฝุ่น หรือ "ตา" ของไต้ฝุ่นจะมีอากาศแบบใด
อะไรคือน้ำฟ้าบ้าง
ในการทำฝนเทียมใช้ซิลเวอร์ไอโอไดด์ซึ่งทำหน้าที่อะไร
ในการใช้สัญญลักษณ์ต่างๆ กันในการเขียนแผนที่อากาศมีประโยชน์หรือไม่อย่างไร

บริเวณศูนย์กลางของไต้ฝุ่น หรือ "ตา" ของไต้ฝุ่นจะมีอากาศแบบใด


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ต่อไปนี้ เราอาจจะอธิบายลักษณะและคุณสมบัติต่าง ๆ ของไต้ฝุ่นได้เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
๑. พายุไต้ฝุ่น คือพายุโซนร้อน ซึ่งเกิดในมหาสมุทรหรือทะเลในโซนร้อนและมีลมพัดรอบศูนย์กลางอย่างน้อยด้วยความเร็ว ๑๑๘ กิโลเมตรต่อชั่วโมง (อาจจะถึง ๓๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)
๒. พายุไต้ เป็นบริเวณความกดต่ำ ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางเป็นร้อยๆ กิโลเมตรจนถึงประมาณ ๑,๖๐๐ กิโลเมตร หรือกว่านั้น และมีอายุอยู่ได้หลายๆ วัน ลมของพายุนี้พัดรอบ ๆ ศูนย์กลางและลอยตัวขึ้นคล้ายบันไดวน
๓. คุณสมบัติที่สำคัญและน่าสนใจอย่างหนึ่งของพายุนี้ก็คือ ที่บริเวณศูนย์กลางของพายุเราเรียกว่า "ตา" ของไต้ฝุ่น ตาเป็นบริเวณเล็กๆ ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐ ถึง ๕๐ กิโลเมตร ในบริเวณตาของไต้ฝุ่นจะมีอากาศค่อนข้างดี ลมพัดค่อนข้างเบา
๔. พายุไต้ฝุ่น มีพลังงานมากมายมหาศาล ในวันหนึ่งสามารถผลิตพลังงานได้เท่ากับลูกระเบิดไฮโดรเจนขนาด ๑ ล้านตันของ ที เอ็น ที ได้มากว่า ๑๐,๐๐๐ ลูก ไต้ฝุ่นได้รับพลังงานมหึมาจากพลังงานความร้อนแฝง ซึ่งไอน้ำในทะเลกลั่นตัวเป็นน้ำ
๕. ในละติจูดต่ำๆ ไต้ฝุ่นจะเคลื่อนตัวตามกระแสลมส่วนใหญ่จากทิศตะวันออกมาทางทิศตะวันตก และค่อยโค้งขึ้นไปทางละติจูดสูง แล้วเวียนโค้งกลับไปทางทิศตะวันออกอีก
๖. เมื่อไต้ฝุ่นเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นดิน ภูเขา หรือมวลอากาศเย็นทำให้พลังงานของไต้ฝุ่นค่อยๆ สลายตัวลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพายุโซนร้อนหรือดีเปรสชั่น
๗. อันตรายจากพายุไต้ฝุ่น มีหลายอย่าง เช่น ฝนตกหนัก ลมแรง พายุฟ้าคะนอง คลื่นจัด และอุทกภัย (ซึ่งมักจะทำให้มีผู้คนเสียชีวิตได้มาก) ฝนอาจจะตกได้กว่า ๑,๘๐๐ มิลลิเมตรในระยะเวลา ๒๔ ชั่วโมง พายุโซนร้อนซึ่งพัดเข้าแหลมตะลุมพุกจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕ ทำให้คนเสียชีวิตประมาณ ๑,๐๐๐ คน และสูญเสียทรัพย์สมบัติหลายร้อยล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุเนื่องจากน้ำทะเลท่วม
๘. เราสามารถจะกำหนดที่อยู่ของพายุไต้ฝุ่นได้ โดยการวัดความกด ตรวจดูลักษณะอากาศ ทิศ และความเร็วลม การหาที่อยู่ของไต้ฝุ่นอาจสำรวจได้จากเครื่องมือหลายอย่าง
๙. ในปัจจุบันนี้ โดยที่ระบบโทรคมนาคมของการสื่อสารมวลชนดีขึ้นมาก ประชาชนสามารถจะทราบคำเตือนเรื่องพายุไต้ฝุ่นได้อย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ประชาชนควรระมัดระวังในเมื่อได้รับคำเตือนเรื่องพายุร้ายแรงและอันตรายจากพายุไต้ฝุ่น เรือในทะเลควรจะหลบหนีออกไปจากบริเวณไต้ฝุ่น

อะไรคือน้ำฟ้าบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การเกิดฝน
ปัจจุบันนี้นักอุตุนิยมวิทยาสามารถศึกษาและทราบถึงเรื่องการเกิดฝนได้ดีขึ้นกว่าก่อนๆ มาก เราทราบว่าอุนภาคของไอน้ำขนาดต่างๆ กันในก้อนเมฆ เมื่อมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถลอยตัวอยู่ในก้อนเมฆได้ ก็จะตกมาเป็นฝน และบางครั้งฝนตกแผ่เป็นบริเวณกว้างถึงร้อย ๆ กิโลเมตรก็มี อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่มีนักอุตุนิยมวิทยาคนใดเข้าใจการเกิดของฝนได้อย่างสมบูรณ์
ฝนที่ตกลงมายังพื้นดินได้นั้นจะต้องมีเมฆเกิดในท้องฟ้าก่อน เมฆมีอยู่หลายชนิด (ดูเรื่องเมฆ) และมีบางชนิดเท่านั้นที่มีฝนตก เราได้กล่าวไว้ในเรื่องการเกิดของเมฆว่าไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นเมฆก็ต่อเมื่อมีอนุภาคกลั่นตัวเล็กๆ(condensation nuclei) อยู่เป็นจำนวนมากเพียงพอ และไอน้ำจะเกาะตัวบนอนุภาคเหล่านั้นรวมกันทำให้เห็นเป็นเมฆ เมฆจะกลั้นตัวเป็นน้ำฝนได้ก็ต้องมีอนุภาคแข็งตัว (freezing nuclei) หรือเม็ดน้ำขนาดใหญ่ซึ่งจะดึงเม็ดน้ำขนาดเล็กมารวมตัวกันจนเกิดเป็นเม็ดฝน
สภาวะของน้ำที่ตกลงมาจากท้องฟ้านั้น อาจจะเป็นลักษณะ หิมะ ฝน ละอองหรือลูกเห็บ ซึ่งเราเรียกสิ่งเหล่านี้รวมว่าเป็น น้ำฟ้า (precipitation) การที่น้ำฟ้าจะตกลงมาเป็นฝนหรือหิมะนั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศว่า ร้อนเย็นแค่ไหน ลักษณะของหิมะหรือผลึกน้ำแข็งเล็กๆ แต่ละอันจะมีรูปร่างต่างๆ กัน แต่มีลักษณะที่คล้ายกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ หิมะ หรือผลึกน้ำแข็งส่วนมากจะเป็นรูป ๖ เหลื่อมทั้งสิ้น
เราได้เคยกล่าวไว้ก่อนแล้วว่าเมื่ออากาศเย็นลง ไอน้ำในบรรยากาศจะเกิดการกลั่นตัว (condensation) เมฆหรือหมอก เมฆหรือ หมอก คือ เม็ดน้ำเล็กๆ ซึ่งมีไอน้ำรวมตัวกันเกาะอยู่บนอนุภาคดูดน้ำ (hygroscopic particles) เช่น อนุภาคเกลือ เป็นต้น เราเรียกว่าอนุภาคชนิดนี้ว่า อนุภาคกลั่นตัว อนุภาคกลั่นตัวนี้มีในธรรมชาติและมีความสำคัญในการช่วยให้ไอน้ำกลั่นตัวเป็นเมฆหรือหมอกง่ายขึ้น ถ้าไม่มีอนุภาคกลั่นตัว ไอน้ำจะเปลี่ยนเป็นหมอกหรือเมฆได้ยากมาก

ในการทำฝนเทียมใช้ซิลเวอร์ไอโอไดด์ซึ่งทำหน้าที่อะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การทำฝนเทียม
ความพยายามในการทำฝนเทียมนั้น ได้เริ่มกันมานานแล้ว ทั้งชาวอินเดียนแดงและชาวไทยมีวิธีขอฝนต่างๆ นาน เช่น แห่นางแมวเป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่เคยพิสูจน์ว่าได้ผลในทางวิทยาศาสตร์เลยการทำฝนเทียมในปัจจุบันได้อาศัยเทคนิคจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ว่ากรรมวิธีของฝนธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉะนั้นในการทำฝนเทียมนักวิทยาศาสตร์จึงได้พยายามเลียนแบบธรรมชาติโดยทำจากเมฆซึ่งมีลักษณะเหมาะสมพอจะเกิดฝนได้ การทำฝนเทียมในปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธี
ก. การทำฝนเทียมในเขตอบอุ่นซึ่งมีเมฆที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ๐ ํ ซ.
การทำฝนเทียมในเมฆชนิดนี้ เขาใช้โปรยหรือหว่าน ด้วยเม็ดน้ำแข็งแห้งเล็กๆ (dry ice) หรือซิลเวอร์ ไอ โอ ไดด์ (silver iodide) ตามธรรมดาเม็ดน้ำแข็งแห้งเม็ดเล็ก ๆ ซึ่งมีอุณหภูมิ -๗๘ ํ ซ. จะสามารถทำให้เมฆกลายเป็นผลึกน้ำแข็งและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและตกลงมา ส่วนผงซิลเวอร์ไอโอไดด์นั้นทำหน้าที่เป็นนิวเคลียสของการเกิดผลึกน้ำแข็ง ผลึกน้ำแข็งที่เกิดขึ้นนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็วและตกลงมาเป็นหิมะหรือฝน การหว่านเม็ดน้ำแข็งแห้งหรือผงซิลเวอร์ไอโอไดด์นั้น อาศัยหลักของการเกิดฝนตามกรรมวิธีของเบอร์เจอรอน-ฟินดีเซน และใช้สำหรับทำฝนเทียมในเมฆซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า ๐ ํ ซ. แต่ทว่าปฏิกิริยาของน้ำแข็งแห้งหรือผงซิลเวอร์ไอโอไดด์ทำหน้าที่ต่างกัน
ข. การทำฝนเทียมในเขตร้อนซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า ๐ ํ ซ.
การทำฝนเทียมจากเมฆซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า ๐ ํ ซ. หรือเรียกว่าเมฆอุ่นนี้มีหลายแห่งที่เขาใช้โปรยด้วยเม็ดน้ำธรรมดาหรือน้ำเกลือ เพื่อที่จะให้เม็ดของน้ำหรือน้ำเกลือทำหน้าที่เป็นเม็ดเมฆขนาดใหญ่กว่าเม็ดเมฆที่เป็นอยู่ และเมื่อเม็ดของเมฆมีขนาดต่าง ๆ กันก็จำทำให้เกิดการรวมตัวกันโดยการชนกันตามกรรมวิธีรวมตัวกันและชนกัน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ในการใช้สัญญลักษณ์ต่างๆ กันในการเขียนแผนที่อากาศมีประโยชน์หรือไม่อย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

แผ่นที่อากาศ
แผนที่อากาศหน่วยอุตินิยมวิทยาได้จัดขึ้น เป็นแผนที่ซึ่งแสดงการสรุปข้อมูลของปรากฏการณ์อากาศที่เกิดขึ้น ส่วนมากแผ่นที่จะแสดงผลของการวิเคราะห์ข้อมูลของอากาศตามเวลาทุกๆ วัน ที่กำหนดไว้ เช่น เวลา ๐๐,๐๖,๑๒ และ ๑๘ นาฬิกา ของเวลากรีนิชสากล แผนที่อากาศย่อมมีตั้งแต่ระดับผิวพื้นไปจนระดับสูง ๆ เช่น
  • ระดับผิวพื้น (หรือระดับทะเล)
  • ระดับความกดอากาศเท่ากับ 850 มิลลิบาร์ (ประมาณ 1.3 กิโลเมตร)
  • ระดับความกดอากาศเท่ากับ 700 มิลลิบาร์ (ประมาณ 3 กิโลเมตร)
  • ระดับความกดอากาศเท่ากับ 500 มิลลิบาร์ (ประมาณ 6 กิโลเมตร)
  • ระดับความกดอากาศเท่ากับ 300 มิลลิบาร์ (ประมาณ 10 กิโลเมตร)
ตามธรรมดา แผนที่ระดับผิวพื้นจะมีรายงานข้อมูลของลม ทิศ และอัตราเร็วของลม ความกดอากาศ อุณหภูมิของอากาศ อุณหภูมิของจุดน้ำค้าง ทัศนวิสัย ลักษณะอากาศที่เห็นอยู่ (เช่น ฝน หมอก ฯลฯ) จำนวน ชนิดของเมฆและความสูงของฐานเมฆ การเปลี่ยนของความกดในคาบ ๓ ชั่วโมง และปริมาณของน้ำฟ้าในระยะ ๖ ชั่วโมงที่แล้วมาเป็นต้น
การเขียนแผนที่จะต้องใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ต่างๆ กัน ตามที่ตกลงกันระหว่างชาติ การใช้สัญลักษณ์มีประโยชน์โดยสามารถรวบรวมข้อมูลได้หลายอย่างในเนื้อที่เล็กๆ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้ได้มากที่สุด และคลุมบริเวณได้มากที่สุดเมื่อเขียนรายงานแล้ว นักอุตุนิยมวิทยาจะต้องวิเคราะห์แผนที่อากาศต่อไป ในการวิเคราะห์แผนที่อากาศนั้น จะต้องเขียนเส้นไอโซบาร์หรือเส้นความกดเท่า เขียนบริเวณความกดอากาศสูงและต่ำ เขียนแนวปะทะบริเวณพายุและเขียนบริเวณที่มีน้ำฟ้าและปรากฏการณ์อื่นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะแปลความหมายของข้อมูลอากาศว่าลักษณะอากาศต่างๆ อย่างไรจากการวิเคราะห์แผนที่อากาศ นักอุตุนิยมจะได้ทำการพยากรณ์อากาศและออกข่าวพยากรณ์อากาศ เพื่อนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ
ในสมัยนี้ ความก้าวหน้าทางเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์มีมากขึ้น และความรู้ทางทฤษฎีได้เพิ่มขึ้นด้วย นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้าในเรื่องการพยากรณ์อากาศโดยทางคำนวณขึ้นด้วย (numerical weather prediction) ผลของการพยากรณ์โดยการคำนวณนี้มีความแม่นยำดีและยังจะมีความก้าวหน้าต่อไปอีกมากในอนาคต



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนหลัง ]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.