วัชพืชมีการป้องกันอย่างไร
วัชพืชสามารถกำจัดด้วยวิธีใด
ข้อระมัดระวังในการใช้สารกำจัดวัชพืชมีอะไรบ้าง

วัชพืชมีการป้องกันอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในเรื่องวัชพืชรุกรานพืชปลูกนั้น ควรปฏิบัติควบคู่กันไปทั้งด้านการป้องกันและการกำจัด หากมีการป้องกันที่ดีแล้วการกำจัดจะลดลง
การป้องกัน
๑. ควรใช้เมล็ดพืชปลูกที่ปราศจากเมล็ดวัชพืชปน ปัจจุบันแทบทุกประเทศมีกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานพันธุ์พืช กฎหมายนี้ตราขึ้น เพื่อช่วยกสิกรให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่ถูกต้องตามความประสงค์ มีความงอกดีและเมล็ดนั้นมีเมล็ดวัชพืชปนอยู่เป็นจำนวนน้อย ซึ่งไม่ทำความเสียหายให้พืชปลูก นอกจากนี้ ยังให้ผลทางอ้อม คือ กสิกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชจำหน่าย จำเป็นต้องดูแลไร่นาของตนให้สะอาดปราศจากวัชพืช เพื่อให้ผลิตผลมีคุณภาพดีถูกต้องตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด สำหรับในประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติพันธุ์พืชในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ และพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ป้องกันโรคศัตรูพืชและวัชพืชไม่ให้ระบาดเข้ามาในประเทศกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ จะเป็นเครื่องป้องกันการระบาดของวัชพืชเป็นอย่างดี
๒. ควรระมัดระวังการใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสดอย่าใช้ปุ๋ยคอกที่ยังใหม่ มิได้ถูกหมักไว้ให้นานพอสมควรแก่เวลา การหมักจะทำลายการงอกของเมล็ดวัชพืชได้ ส่วนปุ๋ยพืชสดควรใช้ขณะพืชนั้นยังไม่มีเมล็ด
๓. ดินที่ใช้ควรปราศจากเมล็ด เหง้า หรือหัววัชพืช เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรควรสะอาดไม่มีส่วนต่าง ๆ ของวัชพืช หรือเมล็ดวัชพืชติดอยู่
๔. หมั่นดูแลแปลงเพาะปลูก ควรถอนวัชพืชเมื่อยังเป็นต้นอ่อน เพราะรากหยั่งดินยังไม่ลึก ง่ายต่อการถอนและไม่มีการแพร่กระจาย เพราะยังไม่มีเมล็ด
๕. การเลือกเวลาปลูกเป็นการป้องกันวิธีหนึ่งเมล็ดวัชพืชมักอยู่ตามหน้าดินหรือระดับตื้นๆ เมื่อได้ฝนต้นฤดูการเพาะปลูกพืช เมล็ดเหล่านั้นจะงอกเรา ควรเก็บวัชพืชออกเสียก่อน แล้วจึงปลูกพืชที่ต้องการ แม้การปลูกพืชจะล่าออกไป แต่ก็ช่วยให้ปริมาณวัชพืชลดลง

วัชพืชสามารถกำจัดด้วยวิธีใด


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เมื่อวัชพืชเป็นศัตรูพืชปลูก จำเป็นต้องมีการกำจัด เพื่อให้ปริมาณวัชพืชลดลงหรือหมดไป และเพื่อให้การกำจัดหรือควบคุมนั้นมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักและทราบลักษณะทางพฤกษศาสตร์หรือวงชีพของวัชพืชนั้นๆ เสียก่อน เช่น วัชพืชที่มีหัวและไม่มีหัวต้องเลือกใช้วิธีการกำจัดหรือใช้ยาต่างกัน พืชใบแคบซึ่งส่วนใหญ่ หมายถึง หญ้าและกก นอกนั้นเป็นพืชใบกว้าง วัชพืชมีการสนองตอบต่อยากำจัดวัชพืชต่างกันด้วย เช่น สารเคมีพวกกรดซัลฟิวริก (sulphuric acid) จะกำจัดพืชใบกว้างชนิดที่เป็นไม้ล้มลุกอายุสั้นได้ ทั้งนี้เพราะว่าตาหรือยอกอ่อนไม่มีใบหุ้ม สารเคมีจะถูกตา ทำให้ตาหรือยอดอ่อนเสียไป ไม่เจริญเติบโต ส่วนพวกหญ้าและกกซึ่งเป็นพืชใบแคบ ยอดอ่อนหรือตาถูกหุ้มด้วยกาบใบหลายชั้น สารเคมีเข้าถึงตาหรือยอดอ่อนได้ยาก หรือไม่ได้ จึงทำให้การกำจัดวัชพืชเหล่านี้ไม่ได้ผลดีนอกจากนี้แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมและขนาดเนื้อที่ที่ทำการเพราะปลูกด้วย การกำจัดวัชพืชมีหลายวิธีดังนี้
๑. การกำจัดวัชพืชด้วยวิธีเขตกรรม เป็นวิธีการสมัยโบราณ ซึ่งชาวไร่ชาวสวนทั่วๆ ปฏิบัติ แต่วิธีการเหล่านี้ยังเป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพวิธีนี้มีหลายอย่าง ได้แก่
๑) การถอน ชาวสวนมักดายหญ้าต้นสูง ๆ ออกหรือที่เรียกว่า ทำรุ่น โดยใช้มีด จอบ หรือเสียม หากต้นเล็กใช้การถอนออก ซึ่งเหมาะสำหรับสวนที่มีเนื้อที่น้อย ๆ และวัชพืชนั้นเพิ่งเริ่มงอก รากหยั่งดินยังไม่ลึก ถ้าเป็นวัชพืชที่มีอายุข้ามปี การใช้มือถอนจะทำให้รากขาด ถึงทิ้งไว้รากจะงอกขึ้นมาใหม่ การถอนวัชพืชควรรดน้ำให้ดินแฉะเสียก่อน ทำให้ถอนง่ายขึ้น เช่น แห้วหมูที่ขึ้นแซมในสนามหญ้า หากถอนเมื่อดินแข็ง ต้นมักขาด หัวยังคงอยู่ในดิน สามารถงอกใหม่ได้ ควรรดน้ำเสียก่อน เวลาถอนหัวแห้วหมูจะได้ติดมาด้วย การใช้มือถอนควรทำก่อนที่วัชพืชออกดอก
๒) การขุดโดยใช้มีด จอบ และเสียม เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือของกสิกร ใช้ถางขุดทำลายวัชพืช ทำได้ตั้งแต่ไร่ขนาดเล็กถึงไร่ขนาดใหญ่ แต่ต้องมีแรงงานพอที่จะทำการขุดหรือถาง การใช้จอบหรือเสียม รากของวัชพืชจะถูกขุดขึ้นมาด้วย และถ้าตากดินทิ้งไว้รากจะแห้งตาย เช่น แห้วหมู ส่วนการใช้จอบหรือเสียมหรือมีดถากถางหญ้านั้น เป็นเพียงตัดต้นวัชพืชเฉพาะส่วนที่อยู่บนดินเท่านั้น ส่วนที่อยู่ใต้ดินยังคงอยู่ จะแตกเป็นต้นใหม่อีกเมื่อได้รับความชื้น ดังนั้น ควรขุดหรือถางพื้นดิน แล้วเก็บวัชพืชทิ้ง ซึ่งเป็นวิธีทำลายวัชพืช และเป็นการพรวนดินให้แก่พืชปลูกอีกด้วย
๓) การใช้เครื่องมือทุ่นแรงในการเกษตร เช่น การใช้รถแทรกเตอร์ไถหรือพรวนดิน ก่อนลงมือปลูกพืช นอกจากเป็นการเตรียมดินแล้ว ยังทำให้จำนวนวัชพืชลดลงได้มาก เช่น หญ้าขจรจบ ถ้ามีการไถพรวนดินสัก ๒-๓ ครั้ง ก่อนลงมือปลูกข้าวโพด เมล็ดหญ้าขจรจบจะงอกน้อยกว่าไถพรวนเพียงครั้งเดียวรากวัชพืชบางชนิดหยั่งดินลึก การไถพรวนตื้นไม่สามารถกำจัดได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของดินถ้าดินแห้งไถพรวนได้ตื้น ถ้าดินชื้นไถพรวนได้ลึกสามารถไถได้ลึก ๘-๑๐ นิ้ว จากผลการเพาะเมล็ดหญ้าขจรจบในความลึกต่าง ๆ กัน ปรากฏว่า ถ้าเพาะที่ผิวดิน จะงอกประมาณ ร้อยละ ๘๐ หากเพาะลึก ๔ นิ้วแล้ว เมล็ดจะงอกน้อยประมาณร้อยละ ๘ เมล็ดพืชนั้นหากฝังดินยิ่งลึกมาก ความสามารถงอกยิ่งลดลง
๔) การใช้เครื่องตัดหญ้าหรือกรรไกรตัดหญ้าเป็นการทำให้วัชพืชต้นเตี้ยลง ยอดใบถูกทำลาย ไม่เจริญดีเท่าทีควร หมั่นตัดอย่าให้วัชพืชเจริญเป็นต้นสูง มิฉะนั้นแล้ววัชพืชจะผลิตดอกออกผล ช่วยแพร่กระจายพันธุ์อีกด้วย
๕) การใช้น้ำขังให้ท่วมแปลง เป็นวิธีการกำจัดวัชพืชอีกวิธีหนึ่ง โดยการปล่อยน้ำให้ท่วมพื้นที่เป็นระยะเวลา ๑-๒ เดิน ซึ่งควรเป็นระยะเวลาว่างจากการเพาะปลูกพืชผลในฤดูแล้ง ข้อสำคัญต้องให้น้ำนั้นท่วมถึงยอดต้นวัชพืช ก่อนขังน้ำควรมีการไถพรวนดินเสียก่อน เป็นการทำลายต้นและเมล็ดวัชพืช หากวัชพืชเป็นไม้น้ำเมื่อระบายน้ำออกจากแปลงต้นจะแห้งตาย
๖) การใช้ความร้อนหรือเผา ควรร้อนที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อพืชได้ อยู่ระหว่าง ๔๕-๕๕ องศาเซลเซียส ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเนื้อเยื่อหรือชนิดของพืชเพราะความร้อนไปทำให้โปรโตพลาสซึมตกตะกอนเอนไซม์ไม่ทำงาน การกำจัดวัชพืชโดยใช้เปลวไฟหรือเผานี้ นิยมใช้กำจัดวัชพืชริมถนน ริมคลองคันคูชลประทาน ที่รกร้าง หรือในไร่หลังเก็บเกี่ยวแล้วการใช้เปลวไฟกำจัดวัชพืชในพืชไร่หลายชนิดได้ผลแต่ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิของเปลวไฟ สามารถวัชพืชได้ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อพืชปลูก
อนึ่งการเผาตอซังพืชปลูก นอกจากจะเป็นการกำจัดพืชแล้ว ยังทำให้แปลงปลูกสะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแมลงซึ่งเป็นศัตรูพืชปลูก
๗) การให้ร่ม อาจจะใช้ฟาง แกลบ หรือกระดาษคลุมดิน เพื่อป้องกันมิให้ต้นวัชพืชได้รับแสงและจะตายไปในที่สุด ในต่างประเทศได้ใช้กระดาษคลุมดินแปลงอ้อยและสับปะรดกันมาก ปัจจุบันดัดแปลงเป็นแผ่นพลาสติกสีดำใช้คลุมดินเพื่อป้องกันวัชพืช ในประเทศไทยใช้ฟางข้าวและแกลบคลุมดิน นอกจากจะรักษาความชื้นของดินแล้ว ยังเป็นการกำจัดวัชพืชอีกด้วย โดยมากพวกแห้วหมูหรือกกสามารถงอกทะลุฟางข้างคลุมดินได้บ้าง ซึ่งเราก็สามารถถอนออกได้ง่าย เพราะดินไม่แห้งแข็ง
๒. การกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิต วิธีการนี้ได้จากประสบการณ์จากธรรมชาติ กล่าวคือ ต้นไม้ถูกรบกวนทำลายโดยศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ พืช สัตว์ แมลง และเชื้อโรค แต่มิใช่เป็นวิธีการที่สามารถกำจัดวัชพืชให้หมดสิ้นไป เพียงลดปริมาณลงเท่านั้นการกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิตจะได้ผลดี สำหรับวัชพืชชนิดเดียวที่ขึ้นหนาแน่นในพื้นที่มาก ๆ เช่น ในออสเตรเลียใช้แมลงกำจัดกระบองเพชร แมลงที่ปล่อยให้กัดกินต้นกระบองเพชร นำมาจากประเทศอาร์เจนตินา โดยเลี้ยงขยายพันธุ์ให้ได้จำนวนมากแล้วจึงปล่อยในทุ่งกระบองเพชร แต่การจำนำแมลงหรือศัตรูชนิดใดเข้าประเทศเพื่อกำจัดวัชพืช ต้องคำนึงว่าศัตรูนั้น จะไม่ทำลายพืชเศรษฐกิจหรือพืชปลูกอเมริกาใช้สัตว์น้ำชนิดหนึ่ง เรียกว่า มานาที กำจัดผักตบชวาและวัชพืชน้ำอื่น ๆ สัตว์ชนิดนี้กินพืชเป็นอาหาร และเลี้ยงปลาที่กินพืชเป็นอาหาร ในบ่อมีวัชพืชน้ำขึ้นหนาแน่น
ประเทศญี่ปุ่นได้มีการศึกษาค้นคว้าใช้กั้งน้ำจืด (tadpole shrimps) กำจัดวัชพืชในนาข้าว กั้งน้ำจืดจะใช้เท้ากวาดให้เมล็ดวัชพืชที่กำลังงอกลอยน้ำ รากไม่สามารถหยั่งดิน จึงไม่เจริญเติบโต ปัจจุบันอเมริกาเลี้ยงเชื้อราชนิดหนึ่งเป็นการค้า ราชนิดนี้สามารถกำจัดวัชพืชจำพวกโสนคางคก โดยรานี้ทำให้วัชพืชดังกล่าวเป็นโรค ในฮาวายใช้ราที่ทำให้เกิดโรคใบเหี่ยวกำจัดวัชพืชจำพวกชุมเห็ดหรือขี้เหล็ก การปล่อยวัวควายกินหญ้าในสวนมะพร้าวหรือสวนยางก็เป็นการกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิตวิธีหนึ่ง
การกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิต มิได้หมายถึงการใช้สัตว์ แมลง หรือเชื้อโรคเท่านั้น ยังรวมไปถึงพืชด้วย โดยเลือกปลูกพืชที่เติบโตเร็วกว่าวัชพืชหรือที่เรียกว่า พืชคลุมดิน นิยมใช้พืชตระกูลถั่ว ซึ่งมีใบใหญ่เจริญเติบโตเร็ว และเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน เช่น เซนโทรซีมา (centrosema pubescens) หรือ ปลูกพืชเศรษฐกิจสลับชนิดกัน เช่น ปลูกข้าวสลับกับการปลูกถั่ว การกระทำดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณและทำให้การกำจัดวัชพืชสะดวกได้ผลดีขึ้น
๓. การกำจัดโดยใช้สารกำจัดวัชพืช เป็นวิธีการแพร่หลายมากในปัจจุบัน เพราะเป็นการกำจัดวัชพืชที่ได้ผล ยิ่งที่ทำการเพาะปลูกมาก ๆ การใช้แรงงานคนนั้นช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ สิ้นเปลืองมากกว่าใช้สารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่ค่าแรงแพงและหายากจะเป็นปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง วิธีกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมีเริ่มตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๔๔๐ และต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้มีการนำเอาสารเคมีทูโฟดี (dicchlorophenoxy acetic acid) มาใช้ ปรากฏว่า ในอัตราส่วนต่าง ๆ ไม่ค่อยเป็นอันตรายต่อหญ้า แต่จะทำให้พืชใบกว้างไม่เจริญเติบโตหรือตายได้ ดังนั้น จึงนิยมใช้สารเคมีชนิดนี้กำจัดวัชพืชในแปลงปลูกข้าว ข้าวโพดและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ การที่สารกำจัดวัชพืชสามารถทำลายวัชพืชและไม่ทำลายพืชปลูก เรียกว่า สารชนิดนั้นมีความสามารถในการเลือกทำลาย (selectivity of herbicides) ส่วนสารที่ทำลายทั้งวัชพืชและพืชปลูก เรียกว่า สารชนิดนั้นไม่เลือกทำลาย (non selective herbicide) จากนั้นได้มีการคิดค้นหาสารเคมีอื่น ๆ หรือใช้สารเคมีหลายชนิดผสมกัน เพื่อใช้กำจัดวัชพืชใบแคบหรือกำจัดพืชยืนต้น จนกระทั่งปัจจุบันการกำจัดวัชพืชมีหลายชนิด แต่ละชนิดเป็นอันตรายต่อพืช คนและสัตว์ ซึ่งอันตรายที่ได้รับจะมากแค่ไหนย่อมขึ้นอยู่กับความมารกน้อยหรือความเข้มข้นของสารเคมีนั้น ๆ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
สารกำจัดวัชพืช แบ่งออกตามลักษณะการทำลายเป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
๑) ชนิดถูกต้นตาย หลังจากที่ใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นลงบนต้นวัชพืชแล้ว สารจะไม่เคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของลำต้น แต่จะไปทำลายส่วนที่เป็นสีเขียว ทำให้ขาดการปรุงอาหาร ต้นวัชพืชจะค่อย ๆ เหลืองและแห้งตายในที่สุด ยาพวกนี้ได้แก่ โซเดียมอาร์ซีไนต์ และโซเดียมคลอเรต ใช้ฉีดหลังจากที่วัชพืชงอกเป็นต้นโตหนาแน่นแล้ว แต่ยังไม่ได้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เหมาะสำหรับวัชพืชที่มีอายุเพียงปีเดียว เช่น หญ้ายาง หญ้าขจรจบ
๒) ชนิดดูดซึมไปทั่วต้นวัชพืช สารกำจัดวัชพืชชนิดนี้ใช้กับต้นไม้หรือไม้พุ่ม หรือพวกพืชข้ามปีเพราะหลังจากที่ฉีดยาแล้ว ตัวยาจะซึมไปตามท่อน้ำท่ออาหารของต้นพืช ยาบางชนิดอาจทำลายเนื้อเยื่อบริเวณท่ออาหาร บางชนิดอาจรบกวนระบบการทำงานของขบวนการภายในของพืชเช่น การหายใจ การสังเคราะห์แสง และการแบ่งเซลล์ที่ปลายรากและปลายยอด ตัวอย่างชนิดนี้ เช่น ทูโฟดี ดาลาพอ
๓) การพ่นลงดินเพื่อป้องกันการงอกและเมล็ดวัชพืช อาจใช้แปลงพืชปลูก หรือที่ใดก็ได้ที่ไม่ต้องการให้วัชพืชขึ้น ในขณะที่พ่นยา ดินควรจะชื้นหรือควรให้ได้รับน้ำฝนในระยะสองสามวันหลังจากนั้นถ้าไม่มีฝนควรเคล้ายาลงดินตื้น ๆ ไว้ก่อน ยาชนิดนี้จะทำลายเมล็ดวัชพืชขณะกำลังงอก โดยเข้าทางรากหรือส่วนของต้นใต้ดิน เช่น ยาอะทราซีน ไดยูรอน
การกำจัดวัชพืช แต่ละวิธีที่ได้กล่าวมาแล้ว บางครั้งก็ไม่สามารถกำจัดได้ จำเป็นต้องใช้หลาย ๆ วิธีประกอบกัน เพื่อทำให้วัชพืชหมดไปหรือลดลง ซึ่งเรียกว่า การกำจัดโดยวิธีผสมผสาน (integrated control) เช่น สถานีประมง บึงบรเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ใช้วิธีกำจัดวัชพืชน้ำ โดยใช้สารกำจัดวัชพืชร่วมกับการใช้เครื่องจักกว้าน หรือลากวัชพืชขึ้น และใช้แรงคนกวาดขนวัชพืชขึ้นจากน้ำอีกด้วย

ข้อระมัดระวังในการใช้สารกำจัดวัชพืชมีอะไรบ้าง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ก. ต้องเลือกใช้ยาให้ตรงตามชนิดของพืชปลูกซึ่งจะทราบได้จากสลากของาชนิดนั้น ถ้าใช้ยาไม่ถูกต้อง อาจทำให้พืชปลูกตายหรือต้นแคระแกร็น
ข. ต้องระมัดระวังการปลิวและละอองยา (spray drift) บางชนิด เช่น ทูโฟดี ที่อยู่ในรูปของเอสเทอร์ (ester) สามารถปลิวไปได้ไกลหลายกิโลเมตร เมื่อพ่นยาในขณะที่มีอากาศร้อนและลมแรง ถ้าพืชที่อ่อนแอต่อยาชนิดนี้ได้รับละอองยา ก็จะเป็นอันตรายจึงไม่ควรพ่นยากำจัดวัชพืชในขณะที่มีลมแรง และไม่ควรพ่นยาบางชนิดในขณะที่มีอากาศร้อน
ค. ต้องระมัดระวังในเรื่องผลตกค้างของยาบางชนิดในดิน เช่น ใช้กับข้าวโพด หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้ว เราไม่สามารถจะปลูกพืชบางชนิด เช่น ถั่วเหลืองได้ เพราะยังมีพิษของยาที่ใช้กับข้าวโพดตกค้างอยู่ การเลือกชนิดของสารกำจัดวัชพืชและอัตราของยา รวมทั้งชนิดของพืชที่จะปลูกในฤดูต่อมาต้องมีความสัมพันธ์กัน
ง. เครื่องฉีดที่ใช้ฉีดสารกำจัดวัชพืช ควรจะแยกออกจากเครื่องที่ใช้ฉีดยาฆ่าแมลง เพราะยากำจัดวัชพืชเพียงเล็กน้อยที่ติดอยู่ที่เครื่อง สามารถจะทำอันตรายต่อพืชปลูกที่อ่อนแอต่อสารชนิดนั้นได้ หลังจากฉีดสารกำจัดวัชพืชแล้ว ควรล้างเครื่องฉีดยาด้วยแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ (ammonium hydroxide) อัตรา ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ของปริมาตร แช่ทิ้งไว้ ๑ คือ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

ดูเพิ่มเติม เรื่อง ข้าวฝ้าย และยางพารา



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ | ย้อนกลับ ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.