การเข้าสู่ตำแหน่งของรัฐมนตรี


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ซึ่งใช้บังคับมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีไว้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ เช่น จำนวนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีน้อยลง เหลือไม่เกิน ๓๖ คน ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้มีรัฐมนตรีได้ไม่เกิน ๔๙ คน
การเสนอชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หรือการเข้าสู่ตำแหน่งของรัฐมนตรี มีขั้นตอนและกระบวนการต่างๆมากขึ้น และ ชัดเจนขึ้น ในขณะที่การเสนอชื่อบุคคลเพื่อ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๓๔ จะอยู่ในดุลพินิจของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาิปไตย แม้แต่คุณสมบัติของรัฐมนตรี การควบคุมและการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน แม้กระทั่งการพ้นจากตำแหน่งของรัฐมนตรีก็แตกต่างไปจากเดิมเป็นอันมาก ดังจะอธิบายต่อไปนี้
การจะเป็นรัฐมนตรีได้นั้น ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตาม ที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ และลงนาม รับผิดชอบเรียกว่า ลงนามรับสนองพระบรม- ราชโองการ ส่วนการจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรถวาย คำแนะนำและลงนามรับสนองพระบรม-ราชโองการ สำหรับขั้นตอนในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีตามลำดับดังนี้
๑. มีการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะต้องจัดขึ้น ในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
๒. คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ ผลการเลือกตั้ง
๓. พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา
๔. พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญทั่วไปครั้งแรก
๕. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
๖. พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งประธาน สภาผู้แทนราษฎร
๗. ประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกตามข้อ ๔ การเสนอชื่อผู้ควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรรับรอง (๑ ใน ๕ ของจำนวน ๕๐๐ คน เท่ากับ ๑๐๐ คน) มติเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรต้องกระทำโดยการลงคะแนนอย่างเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (๒๕๑ คน) แต่ถ้าคะแนนเสียงยังไม่ได้มากกว่ากึ่งหนึ่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเรียกประชุมได้อีกจนกว่าจะได้มติเช่นว่านั้น แต่ถ้าพ้นกำหนด ๓๐ วันแล้ว ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำชื่อบุคคลผู้ได้คะแนนเสียงสูงสุดขึ้นกราบบังคมทูลภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แม้บุคคลนั้นจะได้คะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งก็ตาม ในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
๘. พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
๙. นายกรัฐมนตรีคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี แล้วนำความกราบบังคมทูล นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
๑๐. พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งรัฐมนตรี
๑๑. นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
๑๒. คณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษาเพื่อร่างนโยบาย
๑๓. คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่ตามข้อ ๑๑
๑๔. คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินได้
หัวข้อก่อนหน้าหัวข้อถัดไป