พันธุ์ไม้ที่มีปัญหาเรื่องชื่อ
กาหลง จัน โยทะกา
หงอนไก่ มะลิวัลย์ ยมโดย

กาหลง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พันธุ์ไม้ชื่อกาหลงในวรรณคดีไทยได้กล่าวถึงแตกต่างกันไปเป็น ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นไม้ดอกหอม และอีกชนิดหนึ่ง ดอกไม่มีกลิ่น และมักจะกล่าวถึงพร้อมๆ กันกับชงโคเสมอเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ทรงพระนิพนธ์ไว้ใน บทเห่เรือ ตอนหนึ่ง ดังนี้
เต็งแต้วแก้วกาหลง
บานบุษบงส่งกลิ่นอาย
หอมอยู่ไม่รู้หาย
คล้ายกลิ่นผ้าเจ้าตาตรู


นอกจากนั้น กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงพระนิพนธ์ไว้ใน พระสมุทร ในทำนองเดียวกันดังนี้
กุหลาบกาหลงลำเจียกนั้น
ระคนกันเอาไว้ทำบุหงา
เสาวรสุคนธ์มณฑา
ถวายเทวาช้านี้เอย


แสดงให้เห็นว่า กาหลงชนิดนี้เป็นต้นไม้ที่มีดอกหอม และคงจะหอมมากจนใช้ทำบุหงาได้ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นแก้วกาหลง หรือกระเบาน้ำ (Hydnocarpus anthelminthicus Pierre) หรือที่คนไทยส่วนใหญ่เรียกกันว่า กระเบา

แก้วกาหลงเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ พบตามป่าดิบใกล้ริมน้ำทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นไม้ใบดกทรงพุ่มสวย ดอกเล็กสีนวลแกมเขียว หรือสีนวลแกมชมพู ออกดอกตามซอกใบระหว่างเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ดอกแยกเพศ และแยกต้น ต้นเพศเมีย ดอกไม่มีกลิ่น มักเรียกว่า กระเบา ส่วนต้นเพศผู้ดอกมีกลิ่นหอมมากเรียกว่า แก้วกาหลง ผลกลม เปลือกแข็ง มีขนสีน้ำตาลแกมแดง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘ - ๑๐ ซม. ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดเหล่านี้มีเนื้อนุ่มหุ้มอยู่ มีรสหวานมัน รับประทานได้ ตำรายาไทยใช้น้ำมันที่บีบจากเมล็ด รักษาโรคเรื้อนและโรคผิวหนัง ซึ่งสรรพคุณดังกล่าวนี้ มีรายงานวิจัยรับรองว่า ใช้รักษาโรคได้จริง

พันธุ์ไม้อีกชนิดหนึ่งคือ กาหลง (Bauhinia acuminata Linn.) เป็นไม้พื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวงศ์เดียวกันกับชงโคและหางนกยูง ลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ใบคล้ายชงโค แผ่นใบกลมและปลายเว้าลึกตรงกลางจนดูคล้ายใบแฝด สีเขียวเข้ม หรือเขียวแกมเทา ดอกสีขาว ๕ กลีบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕ - ๖ ซม. ออกเป็นช่อ ๒ - ๓ ดอก ที่ปลายกิ่ง ฝักแบน ในแต่ละฝักจะมีเมล็ด ๕ - ๘ เมล็ดขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งตอน กาหลงออกดอกตลอดทั้งปี พบขึ้นและปลูกประดับทั่วไป ชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกกันคือ เสี้ยวดอกขาว เสี้ยวน้อย หรือส้มเสี้ยว

ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างกาหลงชนิดนี้กับแก้วกาหลงคือ ดอกไม่มีกลิ่นหอม เมื่อปลูกประดับ จุดเด่นจึงอยู่ที่ดอกใหญ่สีขาวที่ประดับอยู่บนทรงพุ่ม ดังนั้น ในบทวรรณคดีบางบทที่กล่าวถึงกาหลงโดยที่ไม่เน้นเรื่องกลิ่นหอม จึงน่าจะหมายถึงกาหลงชนิดที่สองนี้
จัน


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พันธุ์ไม้ในวรรณคดีที่ชื่อออกเสียงว่า จันนั้นมีการเขียนอยู่ ๒ แบบ แบบหนึ่งคือ จัน ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้คำจำกัดความว่าหมายถึง พันธุ์ไม้พวก Diospyros อีกแบบหนึ่งคือ จันทน์ ซึ่งหมายถึง พันธุ์ไม้ที่มีกลิ่นหอม เช่น จันทน์แดง จันทน์ชะมด

จัน (Diospyros deccandra Lour.) จัน หรือจันอิน จันขาว จันลูกหอม เป็นไม้ต้นขนาดกลาง วงศ์เดียวกับมะพลับและมะเกลือ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ เรือนยอดกลมหรือคล้ายรูปกรวย ใบดกแน่น ดอกขนาดเล็กสีขาว หรือเหลืองอ่อน ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกกันคนละต้น ผลกลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๓ - ๕ ซม. เมื่อสุกมีสีเหลืองเนื้อนุ่ม รสหวาน และมีกลิ่นหอม รับประทานได้ผลของจันมีแตกต่างกันเป็น ๒ แบบ แบบหนึ่งผลกลมแป้น มีรอยบุ๋มด้านล่างตรงกลาง เรียกกันว่า ลูกจัน อีกแบบหนึ่งผลกลมหนาคล้ายทรงกลม และไม่มีรอยบุ๋ม เรียกกันว่า ลูกอิน ปัจจุบันมักเรียกชื่อโดยรวมทั้งสองแบบไว้ด้วยกันว่า จันอิน หรือ อินจัน ซึ่งถ้าอ่านจากวรรณคดีจะพบว่า ชื่อนี้สุนทรภู่เคยใช้มาแล้วตั้งแต่ประพันธ์เรื่อง สิงหไกรภพ ดังนี้
หอมระรื่นชื่นชายแต่สายหยุด
สงสารนุชนึกถึงสวนให้หวยโหย
หอมจันทน์อินกลิ่นโศกลมโบกโบย
ทั้งยมโดยดอกดวงเป็นพวงงาม


ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้คำอธิบายที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ ชนิดลูกกลมแป้นตรงกลางบุ๋ม ไม่มีเมล็ด เรียกว่า ลูกจันอิน ชนิดลูกกลมรีมีเมล็ดเรียกว่า ลูกจันโอ

จันเป็นไม้เนื้อแข็ง และมีสรรพคุณทางสมุนไพร ตำรายาไทยใช้เนื้อไม้ต้มเป็นยาบำรุงประสาท แก้ปอดและตับพิการ และแก้ร้อนใน เคยปลูกกันตามวัดและในชนบท ปัจจุบันพบได้น้อย
โยทะกา


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พันธุ์ไม้ในวงศ์เดียวกับกาหลง และหาง นกยูง ตามความเข้าใจของคนทั่วไป โยทะกาหมายถึงพันธุ์ไม้ ๒ ชนิดคือ โยทะกาดอกเหลือง หรือชงโคดอกเหลือง และโยทะกาหรือเถาไฟ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า โยทะกาเลื้อย

โยทะกาดอกเหลือง หรือชงโคดอกเหลือง (Bauhinia tomentosa Linn.) เป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศ ดอกสีเหลืองมี ๕ กลีบ เหลื่อมซ้อนกัน คล้ายดวงโคมห้อยระย้าใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกและใบมีกลิ่นฉุน กลีบดอกร่วงง่าย มีปลูกประดับในเมืองไทยมาก่อน พ.ศ. ๒๔๘๓ พระยาวินิจวนันดรได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือไม้ประดับบางชนิดของไทยว่า "เป็นไม้พุ่มสูงราว ๒ - ๒.๕ เมตร ดอกใหญ่ ๖ - ๑๐ ซม. สีเหลืองอ่อน กลีบบนมีสีเลือดหมูแก่ที่โคนกลีบ เมื่อดอกโรยกลายเป็นสีกุหลาบอ่อน ออกเป็นช่อน้อยดอก ดูเหมือนจะเป็นไม้ของอินเดีย เรียกว่า ชงโค" ไม้พุ่มชนิดนี้เป็นไม้ปลูก ไม่พบขึ้นตามในป่า ดังนั้น โยทะกาที่กล่าวถึงในวรรณคดีคงจะไม่ใช่ชนิดนี้

ส่วนโยทะกา หรือเถาไฟ หรือโยทะกาเลื้อย (Bauhinia integrifolia Roxb.) เป็นไม้เลื้อย มีถิ่นกำเนิดในภาคใต้ของไทย และแหลมมลายู พบตามป่าดิบทางภาคใต้ มีใบเดี่ยวค่อนข้างกลม ปลายเว้าตรงกลางลึกบ้างตื้นบ้าง แต่โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อใหญ่ตรงซอกใบ สีเหลืองปนส้มและสีส้มแดงปะปนกันอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเล็ก ไม่มีกลิ่น เส้นผ่านศูนย์กลางดอกเพียง ๑.๕ - ๒ ซม. โยทะกาชนิดนี้ออกดอกระหว่างเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ โยทะกาที่กล่าวถึงในวรรณคดีน่าจะเป็นชนิดนี้ เพราะพบในป่าและมีคำบรรยายให้เห็นว่า ช่อดอกออกระย้าอยู่สูงมากจนต้องสอยจึงจะถึง ดังพระราชนิพนธ์เรื่อง อิเหนา ตอนหนึ่ง
สายหยุดโยทะการะย้าน้อย
อนุชาพลางค่อยสอยถวาย
พระทรงตรัสชวนพระน้องชาย
มาชมไม้ให้สบายด้วยพี่ยา
หงอนไก่ (Celosia argentea Linn.)


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

คนไทยรู้จักหงอนไก่ว่า เป็นพืชล้มลุกต่างถิ่น มีดอกสีสดใส รูปร่างคล้ายหงอนไก่จริงๆ ปลูกประดับตามบ้านทั่วไป บางครั้งมีการตัดดอกไปรวมกับใบเตย และดอกสร้อยทอง มัดรวมกันเป็นกำเล็กๆ ขายตามร้านดอกไม้ สำหรับใช้บูชาพระ

หงอนไก่ที่เป็นไม้พื้นเมืองของไทยก็มีเช่นกัน พบอยู่ตามริมทางที่รกร้างว่างเปล่าและในป่า โดยเฉพาะทางภาคกลาง ภาคเหนือเรียกกันว่า หงอนไก่ไทย หงอนไก่ดง หรือดอกถ้วย ช่อดอก เป็นหางยาวแหลม สีชมพู ต้นสูง ๐.๕๐ - ๑.๐๐ เมตร ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา มีสรรพคุณทางสมุนไพร แต่ไม่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

ส่วนหงอนไก่ฝรั่ง (Celosia argentea Linn. var. cristata Ktze) เป็นไม้ล้มลุกฤดูเดียว ปลูกง่ายเจริญเติบโตเร็ว ลำต้นอวบและใบค่อนข้างนิ่ม ดอกเป็นช่อใหญ่ที่ยอด ลักษณะช่อแผ่แบน ขอบ หยักเว้าและย่นคล้ายหงอนของไก่ มีหลายสี เช่น แดงเข้ม แดงแสด และเหลือง ส่วนมากพบแต่สีแดงเข้ม ดอกไม่มีกลิ่น เมล็ดเล็กๆสีดำมัน ไม่มีหลักฐานว่านำเข้ามาเมืองไทยในสมัยใด แต่สันนิษฐานว่า น่าจะมีปลูกตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว เพราะในวรรณคดีหลายเรื่องและหลายบทกล่าวถึงในลักษณะของดอกไม้ที่ปลูกประดับ และมีสีแดงสดใส

พันธุ์ไม้ไทยอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อหงอนไก่ หรือ หงอนไก่ทะเล (Heritiera littoralis Dry) อยู่ในวงศ์เดียวกับต้นสำโรง และหัสคุณเทศ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ขึ้นตามป่าชายเลนที่น้ำทะเลท่วมถึง ดอกเล็กเป็นช่อสีชมพูอมม่วง ออกที่ปลายกิ่ง ผลรูปร่างคล้ายหัวของไก่ตัวผู้ที่มีหงอนข้างบน สีเหลืองหรือสีแสด

ด้วยข้อมูลดังกล่าวเหล่านี้ จึงทำให้สรุปข้อสันนิษฐานได้ว่า หงอนไก่ในวรรณคดีนั้นหมายถึง หงอนไก่ฝรั่ง ไม่ใช่หงอนไก่ทะเล หรือหงอนไก่ไทย
มะลิวัลย์ (Jasminum spp.)


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

คำว่า มะลิวัลย์ หมายถึง มะลิที่เป็นไม้เถาเลื้อย เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของไทย มักพบทั่วไปตามป่าตามเขา เมื่อดอกบานจะส่งกลิ่นหอม ตลบอบอวลไปทั่ว บางชนิดดอกดกมาก เมื่อดอกบานจะเห็นดอกขาวพราวไปหมดทั้งบริเวณ ดังบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ เรื่อง อิเหนา ตอนหนึ่งบรรยายถึงมะลิวัลย์ไว้อย่างไพเราะยิ่ง
มะลิวัลย์พันพุ่มคัดค้าว
ระดูดอกออกขาวทั้งราวป่า
บ้างเลื้อยเลี้ยวเกี่ยวกิ่งเหมือนชิงช้า
ลมพาพัดแกว่งดังแกล้งไกว


มะลิวัลย์ชนิดนี้น่าจะหมายถึง มะลิไส้ไก่ มะลิย่าน หรือมะลิเขี้ยวงูเล็ก ซึ่งพบทั่วไปเกือบทุกภาค ดอกเล็กกว่ามะลิลา หรือใกล้เคียงกัน แต่กลีบแคบเรียวแหลมกว่า และกลิ่นหอมแรงกว่า มาก เวลาออกดอกจะออกเป็นช่อเล็กๆ ทั้งตรงซอกใบและปลายกิ่งแขนงสั้นๆ ทำให้เห็นแต่ดอกขาวๆ เต็มทั้งลำต้น ซึ่งเกาะเกี่ยวพาดพันตาม ต้นไม้อื่นๆ

มะลิเลื้อยอีกชนิดหนึ่งที่พบมาก เป็นมะลิดอกเล็กๆ ขนาดเดียวกับมะลิไส้ไก่ แต่ดอกไม่ดกเท่า เรียกกันว่า มะลิป่า พบแม้แต่ตามเกาะ ในป่าละเมาะ ริมทะเล และบริเวณที่น้ำกร่อย

ในหนังสือพรรณไม้ประเทศไทยที่กรมป่าไม้ จัดพิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๒๓ กล่าวถึงพันธุ์ไม้ป่าของไทยที่มีชื่อว่า มะลิวัลย์ ๓ ชนิด ในจำนวนนี้ที่พบได้บ้างมีเพียงชนิดเดียว เป็นชนิดที่นำมาปลูกเป็นไม้ประดับด้วย คือ มะลิวัลย์ (Jasminum adenophyllum Wall.) ซึ่งเป็นไม้เลื้อย ลำเถาเล็กเกลี้ยง ใบเดี่ยว รูปรี ปลายแหลม ออกเป็นคู่ตรงกันข้าม ดอกเป็นช่อเล็กเพียง ๑ - ๒ ดอก ตรงซอกใบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๒ - ๓ ซม. กลีบแคบและเรียวแหลม ดอกมีกลิ่นหอมแต่ร่วงเร็ว ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง หรือปักชำกิ่ง ปลูกตามซุ้ม หรือพันรั้วก็ได้ มะลิวัลย์ชนิดนี้มีลำเถายาวและเลื้อยพันได้เป็นระยะทางไกลๆ แต่ดอกไม่ดก จึงไม่เป็นที่สะดุดตาเหมือนมะลิป่าชนิดอื่นๆ
ยมโดย


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พันธุ์ไม้ชื่อแปลกๆ ชนิดนี้มีกล่าวถึงในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น ใน นิราศเมืองเพชร ของสุนทรภู่ กล่าวไว้ว่า
เหล่าลั่นทมยมโดยร่วงโรยกลิ่น
ระรวยรินรินรื่นชื่นนาา
โบสถ์วิหารลานวัดทัศนา
ล้วนศิลาและสะอาดด้วยยกกวาดเตียน


วรรณคดีหลายเรื่องได้กล่าวถึงยมโดยในความหมายของไม้ต้นในป่าที่มีดอกหอมมาก แต่พันธุ์ไม้เมืองไทยที่ชื่อ ยมโดย และยมโดยเกล็ดหอยอยู่ในกลุ่มช้องนางคลี่ เป็นพืชอิงอาศัยขนาดเล็ก ไม่มีดอก และไม่มีกลิ่นหอม จึงไม่น่า จะเป็นชนิดที่กล่าวถึงในวรรณคดีไทย ส่วนไม้ต้นในป่าที่มีดอกหอม และมีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า "ยม" มีอยู่หลายชนิด เช่น ยมหอม ยมหิน และยมมะกอก แต่ไม่มีชนิดใดที่ชื่อ ยมโดย