ชนิดของการละเล่นพื้นเมืองของไทยมีอะไรบ้าง (ต่อ)

ลิเกป่า วงดนตรี ว่าว
วิ่งเปี้ยว วิ่งวัวคน สะบ้า
แสกเต้นสาก หนังตะลุง หมอลำอีสาน
เหยา
ลิเกป่า

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ลิเกป่าเป็นการละเล่นพื้นเมืองภาคใต้ที่หาดูได้ยากแล้ว มีลักษณะการแสดงคล้ายกับโนรา แต่บทร้องคล้ายลำตัด มีการออกแขกเป็นแขกขาวและแขกแดง ออกมาเต้นและร้อง แล้วจึงเริ่มแสดง เรื่องที่แสดงจะนำมาจากวรรณกรรมเรื่องเก่า หรือนิทานพื้นเมือง ไม่กำหนดการแต่งกายอย่างเช่นโนรา เน้นเฉพาะพระเอกเท่านั้นที่จะต้องแต่งกายอย่างสวยงาม เนื่องจากเป็นการเล่นที่มิได้เป็นแบบแผนนัก จึงหมดความนิยมในเวลาต่อมา
วงดนตรี


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ดนตรีพื้นเมือง เป็นสิ่งสำคัญในการประกอบกิจกรรมอันเป็นพิธีทางความเชื่อและความศรัทธาต่อบุญกุศล อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความมีมนต์ขลัง เสียงดนตรีช่วยสร้างบรรยากาศให้กิจกรรมนั้นๆ ดังเช่น งานบุญของวัด เมื่อได้ยินเสียงดนตรีก็จะเกิดควมอิ่มเอิบในบุญกุศล ดนตรีในกระบวนแห่แสดงถึงอำนาจบารมี ดนตรีในงานศพทำให้เกิดความลึกลับ ความอาลัยอาวรณ์ การฟ้อนดาบและตีกลองสะบัดชัย เสียงดนตรีทำให้เกิดความฮึกเหิม ปลุกเร้าความรู้สึกดนตรีเป็นเครื่องสร้างอารมณ์ สร้างความยิ่งใหญ่ และความอลังการ ทุกๆ ภาคของประเทศจึงมีเครื่องดนตรี อันเป็นศิลปะพื้นเมืองที่ช่วยเสริมให้การละเล่นมีความสมบูรณ์ โดยเฉพาะเครื่องดนตรีของภาคเหนือจะมีลักษณะพิเศษ คือ
วงสะล้อซอซึง เป็นเครื่องสาย เครื่องเป่า คือขลุ่ย เครื่องตีคือกลอง ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง และกรับ
วงปี่ชุม ประกอบด้วยวงปี่ ๓ลักษณะ
- ปี่ชุมสาม ใช้ปี่ ๓ เลา คือ ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่สร้อย
- ปี่ชุมสี่ ใช้ปี่ ๔ เลา คือ ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่สร้อย และปี่ตัด
- ปี่ชุมห้า ใช้ปี่ ๕ เลา คือ ปี่แม่ ปี่กลาง ๒ เลา ปี่สร้อย และปี่ตัด
วงซอน่าน ซอน่านเป็นการขับซอของชาวล้านนา เล่นกันในจังหวัดแพร่ น่าน พะเยา ลำปาง
วงเต่งเถิ้ง เป็นวงปี่พาทย์
วงกลอง ประกอบด้วยกลองชนิดต่างๆ คือ กลองตึ่งนง กลองอืด กลองมองเชิง กลองสะบัดชัย กลองปูเจ่ และกลองสิ้งหม่อง
ว่าว

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
การทำว่าวเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คือ ผู้ทำจะต้องมีความชำนาญในการเหลาไม้ การขึ้นโครง และผูกล่อง เพื่อให้ว่าวโฉบเฉี่ยวไปมาตามทิศทางลม และตามความชำนาญของผู้เล่น การแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้า มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และสืบมาจนถึงปัจจุบัน ว่าวแต่ละตัวจะมีอาวุธประจำตัว เช่น ว่าวจุฬามีจำปาเป็นอาวุธ ว่าวปักเป้ามีเหนียงเป็นอาวุธ ในการแข่งขันชิงชัยกลางเวหา ผู้เล่นต้องบังคับว่าวให้โฉบเฉี่ยวท่ามกลางกระแสลม และใช้ไหวพริบหลอกล่อให้ฝ่ายตรงข้ามหลงกล โดยใช้อาวุธเข้าเกี่ยวพันคู่ต่อสู้ให้เสียเชิงถูกลากเข้าอีกแดนได้
วิ่งเปี้ยว
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เล่นได้ทุกโอกาส ใช้คนยืนหรืออาจใช้เสาเป็นหลัก ทั้งสองฝ่ายออกวิ่งอ้อมเสาคนละด้าน พร้อมกันเป็นวง ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งต้องเร่งฝีเท้าหนีห่าง แต่ก็ต้องวิ่งไล่หลังฝ่ายตรงข้ามไปพร้อมกัน เมื่อผลัดเปลี่ยนกันวิ่งไล่จะใช้ผ้าแตะหลังหรือแตะก้น การเล่นจะผลัดกันหนีผลัดกันไล่
วิ่งวัวคน
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เป็นการวิ่งเล่นกันหลังสิ้นหน้านา ใช้คันนาเป็นแนวเขตแบ่งฝ่าย ไม่จำกัดระยะทาง ปลายทางมีเสาธงชัยปลิวไสวเห็นแต่ไกล การเล่นจะคัดคนอาสาเปรียบเป็นวัวที่จะแข่ง โดยคู่แข่งต่างพุ่งตัวออกวิ่งอย่างรวดเร็ว หัวพุ่งตะบึงไปยังจุดหมายจะต้องคว้าธงชัยให้ได้ก่อนคู่แข่งจึงจะชนะ ธงชัยเป็นสัญญาณบอกถึงชัยชนะในกีฬาวิ่งวัวคน คู่แข่งขันต่างมุ่งมั่นกวดฝีเท้าเพื่อชิงธง
สะบ้า
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายมอญ มักเล่นกันในเทศกาลสงกรานต์ตกเย็นฝ่ายชายก็แต่งกายและชักชวนเพื่อนพ้องไปทอยสะบ้าที่บ่อนสะบ้า แบ่งเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิง นั่งเรียงกันโดยตั้งลูกสะบ้าไว้ด้านหน้า ให้ทอยท่าต่างๆ เมื่อเล่นจนครบบท ฝ่ายแพ้ถูกปรับให้ร้องเพลง ร่ายรำกลางวงสะบ้าเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ลูกสะบ้ามักทำด้วยไม้แข็งกลึงเป็นวงกลมตัน หนาประมาณ ๑๕ ซม. ลูกสะบ้าของฝ่ายชายมักจะใหญ่กว่าของฝ่ายหญิง สมัยก่อนลูกสะบ้าของฝ่ายหญิงทำด้วยงาช้าง เงิน หรือทองเหลือง เพื่อแสดงถึงฐานะ
แสกเต้นสาก

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวภูไท และชาวแสก ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครพนม วิธีการเล่นเช่นเดียวกับการเล่นกระโดดสาก และรำลาวกระทบไม้ โดยใช้สากซ้อมมือเป็นตัวกระทบผู้เล่นมีทั้งหญิงและชาย ตั้งแต่ ๓-๕ คู่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ
หนังตะลุง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
หนังตะลุงเป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวปักษ์ใต้ มีทั้งบทพากย์และบทเจรจา ซึ่งเป็นกลอนสด เดิมจะเล่นเรื่องรามเกียรติเป็นแบบแผน ปัจจุบันนายหนังจะเลือกวรรณคดีเรื่องอื่น และเรื่องตามสมัยนิยม ความสำคัญอยู่ที่การจะต้องสร้างตัวหนังสำหรับเชิดให้ครบตามความจำเป็นของท้องเรื่องผู้พากย์เรียกว่า นายหนัง ผู้บรรเลงเรียกว่า ผู้ตีเครื่องครบ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลูกคู่ ประกอบด้วยปี่ชวา กลองโหม่ง ทับ และฉิ่ง แสดงบนโรงยกพื้นสี่เหลี่ยมสูง ๒ เมตร กั้นฝา ๓ ด้าน ด้านหน้าขึงผ้าขาวไว้สำหรับตัวหนังที่จะออกเชิด ก่อนเล่นจะมีโหมโรง นำตัวหนังรูปปราสาทปักหน้าจอแล้วเอารูปฤาษีออกเชิด ตามด้วยพระอิศวรโคออกรูปหน้าบท แล้วนำตัวตลกออกมาบอกเรื่องที่จะแสดง การแสดงจะเล่นตั้งแต่หัวค่ำจนเกือบสว่าง
หมอลำอีสาน


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

หมอลำ แบ่งออกได้เป็น ๔ ประเภทคือ หมอลำผีฟ้า หมอลำพื้น หมอลำกลอน และหมอลำหมู่
หมอลำผีฟ้า หมายถึง หมอลำที่ติดต่อกับผีฟ้า ความมุ่งหมายของการร้องรำผีฟ้าก็เพื่อรักษาคนป่วย แล้วเชิญชวนคนป่วยให้ลุกขึ้นมาร่วมร้องรำทำเพลงกับคณะหมอลำ ถ้าคนป่วยอาการหนักอาจจะไม่ลุกก็ได้ ไม่ได้เจตนาลำเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ฟัง แต่มุ่งสร้างความบันเทิงให้แก่ คนป่วยเป็นสำคัญ

กลอนลำของหมอลำผีฟ้าและเพลงแคนเป็น "กลอนผญา" เหมือนกับกลอนเกี้ยวระหว่างหนุ่มสาว ร้องรำได้ก็ต่อเมื่อผีฟ้ามาเข้าสิง เฉพาะบทเชิญพญาแถนลงมาเยี่ยมคนป่วย ทำนองลำและทำนองแคน เรียกกันว่า "ลำทางยาว" คือ ลำแบบมีเสียงเอื้อนยาวสะอึกสะอื้นนั่นเอง ทำนองแคน ในทางปฏิบัติจะเป็น "ลาย"

หมอลำพื้น หมายถึง "หมอลำนิทาน" คือ หมอที่เล่านิทานด้วยการลำ (ขับร้อง) คำที่เก่าแก่พอๆ กันกับ "ลำพื้น" ก็คือ "เว้าพื้น" ซึ่งตรงกับว่า "เล่าเรื่อง" หมอลำพื้นจะเป็นหมอลำคนเดียว และมีหมอแคนเป่าคลอเสียงประสานไปด้วย

หมอลำกลอน คือหมอลำที่ลำโดยใช้กลอน ถ้าจะให้ใกล้เคียงกับความหมายก็น่าจะเป็น "หมอลำโต้กลอน" มากกว่า เพราะเป็นการลำแข่งขันโต้ตอบกันด้วยกลอนลำ แบ่งได้เป็น ๓ ประเภทคือ หมอลำกั๊บแก๊บ หมอลำกลอน(ธรรมดา) และหมอลำชิงชู้

หมอลำกั๊บแก๊บ หรือหมอลำกรับ หมอลำ (คนเดียว) จะลำเป็นทำนองลำกลอน

หมอลำกลอน เป็นหมอลำคู่ ชาย-ชาย หรือชาย-หญิง ปัจจุบันจะมีเฉพาะคู่ชาย-หญิง เท่านั้น สมัยก่อนจะเน้นในทางแข่งวิชาความรู้กันเป็นหลัก ปัจจุบันนิยมการลำเกี้ยวกันเป็นการสนุกสนานเพลิดเพลิน ต้องใช้ศิลปะสูงยิ่งกว่าหมอลำประเภทใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งการฝึกฝนอบรม ความขยันหมั่นเพียร ตลอดจนคุณค่าของบทกลอน

ทำนองลำมีอยู่สองทำนองคือ ทำนองลำทางสั้น กับทำนองลำทางยาว ปัจจุบันมีทำนองลำเต้ยเพิ่มเข้าเป็นตอน ทำนองลำทางสั้นเนื้อเต็มไม่มีเอื้อนมีจังหวะสม่ำเสมอ ทำนองลำทางยาวหรือบางทีเรียกว่า ลำล่อง หรือลำอ่านหนังสือ เป็นทำนองลำแบบเอื้อนเสียงยาวสะอึกสะอื้นแสดงอารมณ์โศก ส่วนลำเต้ยเป็นการลำแบบเนื้อเต็ม มีจังหวะคึกคัก มีชีวิตชีวา แสดงอารมณ์รักและอ่อนหวาน มักจะแสดงตลอดทั้งคืน ประมาณสามทุ่มจนถึงสว่างทำนองลำเต้ย หมายถึง เพลงสั้นๆ ที่ใช้ลำเกี้ยวกันและมีจังหวะคึกคักมีชีวิตชีวา ซึ่งมีทั้งหมด ๔ ทำนองคือ เต้ยโขง เต้ยพม่า เต้ยธรรมดา และเต้ยหัวโนนตาล

หมอลำชิงชู้ เป็นหมอลำประเภทหนึ่งที่มีหมอลำฝ่ายชาย ๓ คน ฝ่ายหญิง ๑ คน เป็นการลำประชันแข่งขันระหว่างฝ่ายชายเพื่อเอาชนะใจฝ่ายหญิงสมมติฝ่ายชายทั้งสามให้เป็นข้าราชการ พ่อค้า และชาวนา บางทีเรียกหมอลำนี้ว่า หมอลำสามเกลอ หรือหมอลำสามสิงห์ชิงนาง

หมอลำหมู่ คือ หมอลำที่มีผู้แสดงหลายคน โดยแสดงเป็นเรื่องราวแสดงละคร หรือลิเก โดยนำเอานิทานพื้นเมืองมาทำบทใหม่ เช่น เรื่องนางแตงอ่อน ท้าวสีทน ขุนลู (บูลู) - นางอั้ว ผาแดง - นางไอ่ ท้าวการะเกด และท้าวก่ำกาดำ เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ หมอลำหมู่ กับหมอลำเพลิน ลำหมู่ธรรมดามักจะเน้นเรื่องความจริงจัง ความเป็นอนุรักษ์นิยม มีทำนองโศก แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย ส่วนลำเพลินจะเน้นความสนุกสนานเพลิดเพลินและความเป็นอิสรนิยมเป็นสำคัญ แต่งตัวแบบสมัยนิยม คือ นุ่งกระโปรงสั้น อวดรูปทรง
เหยา


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พิธีการอ้อนวอนผีด้วยการร่ายรำ เป็นการเสี่ยงทายให้ผีแจ้งความประสงค์ เพื่อแก้ไขเคราะห์การเจ็บไข้ได้ป่วยของคนในครอบครัว เป็นประเพณีของชาวผู้ไทยที่มีความเชื่อและนับถือผีมาแต่โบราณ เรียกว่า ประเพณีการเหยา วิทยาลัยนาฏศิลปจังหวัดกาฬสินธุ์ กรมศิลปากร ได้ประยุกต์เป็นท่ารำใหม่โดยอิงลักษณะการร้องและรำจากประเพณีเดิม โดยใช้เครื่องดนตรี แคน โปงลาง พิณ เบส โหวด กลอง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ และเกราะ การร่ายรำมีทั้งจังหวะช้าและเร็ว การแต่งกายสวมเสื้อคอกลมและแขนยาว นุ่งผ้ามัดหมี่ ห่มแพรวา
ดูเพิ่มเติมเรื่อง ตุ๊กตาไทย และการละเล่นของไทย เล่ม ๑๓