โครงสร้างของประโยคเป็นอย่างไร
การวิเคราะห์ "ข้อความ"

โครงสร้างของประโยคเป็นอย่างไร

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ในระดับประโยค นักภาษาศาสตร์ศึกษาถึงโครงสร้างของวลีและประโยค ซึ่งเกิดจากการที่นำคำมาเรียงต่อกันเป็นลำดับ จากซ้ายไปขวา ถ้าเราพิจารณาประโยคต่อไปนี้ก็จะเห็นได้ว่า การนำคำมาเรียงกันเป็นประโยคนั้นมีกฎเกณฑ์ กล่าวคือ มิใช่คำใดจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ได้ และถ้าไม่เรียงตามกฎเกณฑ์ก็จะไม่เป็นประโยค เช่น
/ แจ๋วใส่เสื้อสีเขียวตัวนี้ทุกวันพุธ
/ ทุกวันพุธ แจ๋วใส่เสื้อสีเขียวตัวนี้
/ เสื้อสีเขียวตัวนี้ แจ๋วใส่ทุกวันพุธ
X แจ๋วตัวนี้ เสื้อทุกใส่สีเขียววันพุธ
X ทุกแจ๋ว เสื้อวันพุธใส่สีเขียวนี้ตัว
X วันพุธทุกสีเขียวใส่ตัวนี้เสื้อแจ๋ว
X เสื้อแจ๋วนี้ทุกวันพุธตัวสีเขียวใส่
ถ้าวิเคราะห์รายละเอียดต่อไปอีกก็จะเห็นว่า ถ้าไม่เรียงคำตามกฎเกณฑ์จะได้สิ่งที่ไม่เป็นประโยค ไม่สื่อความ มากกว่าสิ่งที่เป็นประโยค และสื่อความได้ และเมื่อพิจารณาจากข้อมูล ประโยคที่ถูกต้อง นักภาษาศาสตร์ก็ตั้งสมมติฐานว่าคำในภาษานั้นแตกต่างกัน แยกได้เป็นประเภทต่างๆ (นาม สรรพนาม กริยา...) แต่ละประเภทมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกัน และคำที่อยู่ในประโยคเดียวกันมีความสัมพันธ์มากน้อยไม่เท่ากัน เป็นต้นว่า "สีเขียว" สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "เสื้อ" มากกว่าสัมพันธ์กับคำว่า "ใส่" "ทุก" สัมพันธ์กับ "วันพุธ" มากกว่าคำอื่น
ในประโยค ซึ่งแสดงว่าคำในประโยคเดียวกันเกาะกันเป็นกลุ่มๆ ตามความสัมพันธ์หรือที่เรียกกันว่า "วลี" และกลุ่มคำเหล่านี้ก็แยกเป็นประเภทต่างๆ ได้เช่นเดียวกับคำ (นามวลี กริยาวลี บุพบทวลี...) ในแง่ของความสัมพันธ์ของคำและกลุ่มคำในประโยค เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์เหล่านี้มิได้อยู่ในระดับเดียวกัน (จากซ้ายขวา) ทั้งหมด แต่สูงต่ำลดหลั่นกัน ดังเช่น นักภาษาศาสตร์ใช้วิธีแยกแยะคำในประโยคออกมาเป็นกลุ่มในลักษณะนี้ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของกลุ่มคำ และระดับของความสัมพันธ์ว่าอยู่ระดับเดียวกันหรือไม่ แง่ของการเรียงคำ นักภาษาศาสตร์ได้ศึกษาประโยคในภาษาต่างๆ และสรุปว่า การเรียงคำในประโยคของภาษาต่างๆ ในโลก มี ๒ แบบใหญ่ๆ คือ การวางคำกริยาไว้หน้ากรรม และการวางคำกริยาไว้หลังกรรม หรือ กริยา+กรรม และ กรรม+กริยา ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม ภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปวางคำกริยาไว้หน้ากรรม ส่วนภาษาพม่า ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฮินดี โดยทั่วไปวางกรรมไว้หน้ากริยาหรือกริยาไว้ท้ายประโยค เช่น ภาษาพม่า เรียงคำดังนี้ "อูถิ่น-ซองจดหมาย-ซื้อ" "เขา-ตลาด-ไป" และการเรียงคำ ๒ แบบนี้ผูกพันกับการเรียงคำอื่นๆ ด้วย เป็นต้นว่า คำวิเศษณ์อยู่หน้าหรือหลังคำนาม คำบุพบทอยู่หน้าหรือหลังคำนาม คำเปรียบเทียบอยู่หน้าหรือหลังคำเปรียบ เช่น ภาษาไทยวางคำเปรียบเทียบไว้หลังคำวิเศษณ์ เช่น ใหญ่กว่า ดีกว่า แต่ภาษาพม่าเรียงคำเป็น กว่าใหญ่กว่าดี หรือภาษาอังกฤษเรียงคำขยายไว้หน้าคำนาม เช่น ใหญ่ บ้าน ดีเด็ก แต่ภาษาไทยเรียงแบบตรงข้าม เช่น บ้านใหญ่ เด็กดี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาษาทุกภาษาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และสภาพแวดล้อมประกอบกับผู้พูดภาษาต่างกันมีโอกาสได้หยิบยืมภาษาของกัน และกันด้วย จึงทำให้ภาษาโดยทั่วไปมีลักษณะผสม คือ ภาษาหนึ่งอาจวางกรรมไว้หน้ากริยา แต่อาจวางคำขยายไว้หลังคำนามก็ได้ เช่น ภาษาไทยอาจเรียงประโยคแบบ "ประธาน-กรรม-กริยา" คือ มันน่ะ ข้าวกินแล้ว

การวิเคราะห์ "ข้อความ"


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในระดับข้อความ นักภาษาศาสตร์ศึกษาวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างประโยคเพื่อพิจารณาว่า อะไรเป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่าประโยคต่างๆ นั้นสื่อความเรื่องเดียวกันอยู่ เมื่อพิจารณากลุ่มประโยค ๒ กลุ่มต่อไปนี้ จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันในแง่ของความเป็น "เรื่อง" หรือ "ข้อความ"
๑. สมศรีเป็นนักเรียนตัวอย่างของโรงเรียนนี้ เธอเป็นเด็กฉลาด และมีความขยันหมั่นเพียร เธอมาโรงเรียนแต่เช้าทุกวัน เมื่อมาถึงเธอจะนั่งอ่านหนังสือ ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนไปแล้ว หรือไม่เธอก็อ่านล่วงหน้าไปก่อนที่อาจารย์จะสอน
๒. สมศรีเป็นนักเรียนตัวอย่างของโรงเรียนนี้ สุนัขสองตัววิ่งไล่กันในสนาม ประตูเปิดเวลาแปดนาฬิกา ถ้าฝนตกรถจะติด ที่นี่อาหารราคาไม่แพง มีคนมาสมัครเป็นจำนวนมาก ผู้หญิงคนนั้นสอนภาษาไทย เด็กๆ มาแต่เช้า
ประโยคในกลุ่มที่ ๑ มีความสัมพันธ์กัน สื่อความต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน
ประโยคในกลุ่มที่ ๒ ไม่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ถึงแม้จะมีหลายประโยคก็ไม่ได้สื่อความเป็นเรื่อง หรือเป็นข้อความ
นักภาษาศาสตร์กล่าวว่า สิ่งที่บอกให้รู้ว่าประโยคต่างๆ มีความสัมพันธ์กันและสื่อข้อความเป็นเรื่องเดียวกัน ประการหนึ่งคือ การอ้างอิงถึงกันและกัน ซึ่งส่วนมากแล้วประโยคที่ตามหลังมักจะอ้างอิงถึงประโยคที่นำมาก่อน ดังในประโยคกลุ่มที่ ๑ คำว่า "เธอ" ในประโยคที่ตามมาล้วนอ้างอิงถึง "สมศรี" ในประโยคแรกทั้งสิ้น "เธอ" ทำให้ผู้อ่าน (ผู้รับสาร) ทราบได้ว่าข้อความในประโยคต่างๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "สมศรี" คำว่า "โรงเรียน" ก็มีใช้ ๒ ครั้งเป็นการย้ำบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "โรงเรียน" นอกจากนี้คำว่า "นักเรียน" "โรงเรียน" "หนังสือ" "อาจารย์" "อ่าน" "สอน" ก็ล้วนเป็นคำที่มีความสัมพันธ์กันในแง่ที่ว่าเป็นกลุ่มคำที่มักใช้ในบริบทของการเรียนการสอนในโรงเรียน และที่สำคัญมีคำเชื่อมความ "และ" "หรือไม่" บอกให้รู้ว่าข้อความในประโยคต่างๆ เหล่านี้เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน
ส่วนประโยคในกลุ่มที่ ๒ ไม่มีคำสรรพนามที่จะใช้อ้างอิงถึงคำนาม ในประโยคที่นำมาและไม่มีคำเชื่อมความระหว่างประโยค ทั้งคำศัพท์ที่ใช้ก็ไม่มีความสัมพันธ์กัน ประโยคทั้งหมดจึงไม่มีข้อความที่เกี่ยวเนื่องกัน และไม่สามารถสื่อความเป็นเรื่องได้
แรกทีเดียว "ภาษาศาสตร์" เป็นการศึกษาวิเคราะห์ถึงธรรมชาติ และองค์ประกอบต่างๆ ของภาษาดังได้กล่าวมาแล้วนี้ แต่ต่อมานักภาษาศาสตร์ ได้ขยายวงการศึกษาออกไป เนื่องจากนักภาษาศาสตร์สังเกตเห็นว่า คนในสังคมเดียวกันใช้ภาษาต่างกัน และคนๆ เดียวกันก็ใช้ภาษามากมายหลายแบบหลายลีลา แตกต่างกันไปตามบริบท และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร ในที่สุดการศึกษาถึงความแตกต่างของภาษาในสังคมเดียวกันก็ได้กลาย เป็นภาษาศาสตร์แขนงใหม่ที่เรียกว่า ภาษาศาสตร์เชิงสังคม (Sociolinguistics) ส่วนการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษานั้นมีมานานแล้ว แต่ภายหลังเมื่อเกิดมีทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ขึ้น ผู้ที่ศึกษาถึงวิวัฒนาการของภาษาก็ได้นำทฤษฎีภาษาศาสตร์ไปใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลง และเรียกการศึกษาแขนงนี้ ว่าภาษาศาสตร์เชิงประวัติ (Historical linguistics) การศึกษาถึงพัฒนาการการเรียนรู้ภาษาของเด็กและการเรียนภาษาที่สอง ในปัจจุบันนับ เป็นส่วนหนึ่งของภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยา (Psycholinguistics) ภาษาศาสตร์แขนงต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีวิธีการศึกษา วิเคราะห์ภาษาและการตั้งคำถามที่แตกต่างกันไป วิธีการศึกษาวิเคราะห์ภาษาในด้านเสียง คำ ประโยค และข้อความ ของนักภาษาศาสตร์ที่ยกตัวอย่างมานี้ก็แตกต่างไปจากวิธีการของนักภาษากลุ่มอื่น เช่น อาจารย์ภาษาไทย ทั้งนี้เป็นเพราะนักภาษาศาสตร์ตั้งคำถามที่แตกต่างไป โดยทั่วไปนักภาษาศาสตร์มักศึกษาวิเคราะห์ภาษาเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า "มนุษย์เรียนรู้ภาษาได้อย่างไร?" "มนุษย์ใช้และเข้าใจภาษาอย่างไร?" ต่างจากอาจารย์ภาษาไทยซึ่งมักจะถามว่า "ใช้ภาษาอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสม?" จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า นักภาษาศาสตร์ (linguist) คือผู้ที่ศึกษาและวิเคราะห์ภาษาอย่างเป็นระบบ โดยใช้ทฤษฎีทางภาษา ผู้ที่เป็นนักภาษาศาสตร์จึงเป็นผู้ที่รู้ทฤษฎีทางภาษา และสามารถวิเคราะห์ภาษาใดๆ ก็ได้โดยไม่ต้องเป็นผู้ที่สามารถพูดภาษานั้นๆ ได้ และนักภาษาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่รู้หลายภาษา ต่างจากผู้ที่สามารถพูดได้หลายๆ ภาษา (polyglot) ซึ่งอาจไม่รู้ทฤษฎีภาษา และไม่สามารถวิเคราะห์ภาษาตามแนวของภาษาศาสตร์ได้

ดูเพิ่มเติมเรื่อง ภาษาและอักษรไทย เล่ม ๑๘



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนกลับ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.