ลักษณะของเสียงในภาษาต่างๆ เป็นอย่างไร
ส่วนประกอบของ "คำ" มีอะไรบ้าง

ลักษณะของเสียงในภาษาต่างๆ เป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

นักภาษาศาสตร์แบ่งแยกเด็กขาดระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน เนื่องจากนักภาษาศาสตร์มองว่า มนุษย์ปกติทุกคนย่อมใช้ภาษาได้ นักภาษาศาสตร์จึงถือว่า คำว่า "ภาษา" ในเบื้องต้นหมายถึง "ภาษาพูด" เท่านั้น ไม่รวมถึงภาษาเขียน เพราะมนุษย์สามารถพูดภาษาเป็นทุกคน แต่ภาษาเขียนนั้นบางสังคมก็ไม่มีใช้ เมื่อเป็นภาษาพูด "เสียง" ย่อมเป็นปัจจัยพื้นฐานของภาษา นักภาษาได้ศึกษาถึงธรรมชาติของเสียงและลักษณะของเสียงที่มีใช้อยู่ในภาษาต่างๆ ผลการศึกษาวิเคราะห์นี้รวมกันเป็นองค์ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเสียงในด้านต่างๆ ที่เรียกว่า สัทศาสตร์ (Phonetics) และนักสัทศาสตร์ (phonetician) ได้คิดสัญลักษณ์แทนเสียงสากลขึ้นจำนวนหนึ่งเพื่อใช้บันทึกเสียงในภาษาต่างๆ ในโลก เรียกว่า สัทอักษร (phonetic symbols) อักษรแทนเสียงนี้สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะการออกเสียง และอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียง นักสัทศาสตร์กล่าวว่า อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียง นักสัทศาสตร์กล่าวว่า อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงนั้นเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่หลักอย่างอื่นอยู่แล้ว เป็นต้นว่า อวัยวะสำหรับระบบหายใจ อวัยวะสำหรับระบบการกิน และเสียงที่เราใช้พูดภาษาต่างๆ เกือบทั้งหมดเกิดจากลมหายใจออก นั่นคือ ขณะที่เราพูดนั้น เราหายใจออก เมื่ออากาศออกหมด ผู้พูดก็ต้องหยุดพูดและหายใจเอาอากาศเข้าไปใหม่
นักสัทศาสตร์แบ่งเสียงออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ๒ ประเภท คือ เสียงพยัญชนะ และสระ ส่วนเสียงวรรณยุกต์ที่มีใช้ในภาษาไทยนั้นนับเป็นเสียงเฉพาะพิเศษที่มีใช้อยู่ในบางภาษา แต่เสียงพยัญชนะและเสียงสระนั้น มีใช้ในทุกภาษา เนื่องจากเสียงเกิดจากลมหายใจออก เราจึงถือว่า "ปอด" เป็นต้นกำเนิดของเสียง และกระบวนการออกเสียงเริ่มขึ้นเมื่ออากาศออกจากปอดไปผ่านเส้นเสียง ถ้าเส้นเสียงสั่นก็จะเป็นเสียงประเภทหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากเสียงที่ผ่านเส้นเสียงแล้วไม่มีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้น จากนั้นเสียงจะผ่านเข้าช่องคอ และถ้าเสียงออกจากตัวผู้พูดทางจมูก (คือปากปิด) ก็นับเป็นเสียงนาสิก (nasal) ซึ่งต่างจากเสียงที่ออกทางปาก (oral) นอกจากนี้ "ลิ้น" นับเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงต่างๆ เมื่อสิ้นสัมผัสเพดานในจุดต่างๆ ช่องปากก็จะเกิดเป็นห้องเสียงรูปต่างๆ ซึ่งทำให้เสียงที่เกิดต่างกันไป เช่น ถ้าลิ้นสัมผัสเพดานส่วนหน้า เสียงที่ออกจากปาก (เช่น น,ด,ล) ก็จะมีลักษณะที่ต่างจากเสียงที่โคนลิ้นปิดกั้นอยู่ที่เพดานอ่อน (เช่น ก,ข,ค) เสียงที่เกิดจากฟันบนขบริมฝีปากล่าง (เช่น ฝ,ฟ) และเมื่อริมฝีปากบนและล่างแตะกัน ก็เกิดเป็นเสียงที่ต่างออกไปอีก (เช่น บ,พ) สรุปก็คือ นอกจากเส้นเสียงที่ทำให้เกิดเสียงในเบื้องต้นแล้ว ยังมี ลิ้น ฟัน ริมฝีปาก และเพดานที่มีส่วนทำให้เกิดเสียงลักษณะต่างๆ กัน และจากการใช้อวัยวะดังกล่าวนี้
มนุษย์เราสามารถทำเสียงต่างๆ ได้มากมายนับเป็นร้อยๆ เสียง แต่ที่ปรากฏอยู่ไม่มีภาษาใดใช้เสียงเกิน ๗๐ เสียง และเป็นเสียงที่มนุษย์นำมาใช้เป็นภาษาอย่างมีระบบ มีกฎเกณฑ์ กล่าวคือ แต่ละภาษามีกฎเกณฑ์และข้อจำกัดในการใช้เสียง เป็นต้นว่า เสียง "ส" ในภาษาไทยมีใช้เฉพาะตำแหน่งต้นพยางค์ ตำแหน่งท้ายพยางค์ หรือตำแหน่งตัวสะกด ไม่ใช้หรือไม่ออกเสียงนี้ (ในคำว่า "โอกา" เราไม่ได้ออกเสียง "ส" ออกเป็นเสียงแม่ "กด") หรือเสียงพยัญชนะไทยจะเกิดร่วมกันเป็นเสียงควบกล้ำได้ไม่เกิน ๒ เสียง ในตำแหน่งต้นพยางค์ (เช่น พระ ปลาย) และในตำแหน่งท้ายพยางค์หรือเสียงสะกด ภาษาไทยไม่ใช้เสียงควบกล้ำเลยต่างจากภาษาอังกฤษ ซึ่งในตำแหน่งต้นพยางค์มีเสียงควบกล้ำได้ ๓ เสียงและในตำแหน่งท้ายพยางค์อาจมีมากกว่า ๓ เสียง เช่น strong (มีเสียงควบกล้ำ ๓ เสียง) texts ออกเสียงสะกด ๔ เสียง คือ -ksts (x ออกเป็น ๒ เสียง คือ k และ s) การศึกษาถึงลักษณะเสียงที่มีอยู่ในภาษาหนึ่งๆ และลักษณะพยางค์และกฎเกณฑ์ว่าเสียงใดเกิดเมื่อใด นับเป็นการศึกษาถึงระบบเสียง (phonology) ของภาษานั้น

ส่วนประกอบของ "คำ" มีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในระดับคำ นักภาษาศาสตร์ศึกษาถึงธรรมชาติของคำในแง่ของโครงสร้างความหมาย และกระบวนการการสร้างคำใหม่ในภาษา สำหรับนักภาษาศาสตร์คำประกอบขึ้นด้วยส่วนแยกย่อยที่เรียกว่า "หน่วยคำ" (morpheme) คำๆ หนึ่งอาจประกอบขึ้นด้วยหน่วยคำเพียง ๑ หน่วย หรือหลายหน่วยก็ได้ "หน่วยคำ" ต่างจากพยางค์ตรงที่หน่วยคำอาจประกอบขึ้นด้วยเสียงเพียง ๑ เสียง หรือมากกว่าก็ได้ และมักมีความหมายหรือหน้าที่ด้วย เช่น ฝัน จมูก สภาวะ ต่าง เป็นคำที่ประกอบขึ้นด้วย ๑ หน่วยคำเท่านั้น เราไม่แยก "จะ" และ "มูก" ออกเป็น ๒ หน่วยคำ หรือแยก "สภาวะ" เป็น ๓ หน่วยคำ เพราะเมื่อแยกแล้วแต่ละหน่วยจะไม่มีหน้าที่หรือความหมายในตัวเอง ส่วนคำว่า "อคติ" "นักเรียน" "ภาษาศาสตร์" ล้วนประกอบขึ้นด้วย ๒ หน่วยคำ คือ อ + คติ, นัก + เรียน, ภาษา + ศาสตร์ แต่ละหน่วยมีทั้งรูปและความหมาย การวิเคราะห์คำในลักษณะนี้ใช้ได้ไม่ดีนักกับภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาคำโดด แต่ใช้วิเคราะห์ภาษาที่ใช้วิภัตติปัจจัย เช่น ภาษาอังกฤษได้ดีกว่า ดัง "s" ใน Hewalks home. นับเป็น ๑ หน่วยคำ เพราะ "s" มีความหมายว่า "เป็นเอกพจน์" เป็นบุรุษที่ ๓" "เป็นปัจจุบันกาล" หรือ happiness มี ๒ หน่วยคำคือ happy และ ness "-ness" มีความหมายแสดงความ "เป็นคำนาม" หน่วยคำประเภทเดียวกันกับ "-ness" เช่น "-ly" "-tion" นี้ เมื่อใช้เติมลงท้ายคำๆ หนึ่งแล้วจะได้คำใหม่ซึ่งต่างประเภทไป ในภาษาอังกฤษยังมีหน่วยคำอีกประเภทหนึ่งที่ใช้เติมลงหน้าคำ และเมื่อเติมแล้วไม่ทำให้คำเปลี่ยนประเภทไป เพียงแต่ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป เช่น im- มีความหมายว่า "ไม่" ใช้เติมหน้าคำ ทำให้คำใหม่มีความหมายตรงกันข้ามกับคำเดิม เช่น mature, balance ถ้าเติมหน่วยคำ "im-" แล้วได้คำใหม่เป็น immature, imbalance
นักภาษาศาสตร์ได้ใช้ความคิดเกี่ยวกับขอบเขต (รูป) และความหมายของหน่วยคำในทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนี้ จำแนกภาษาในโลกออกเป็น ๔ ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะโครงสร้างของคำ คือ ภาษาคำโดด (isolating languages) ภาษาคำติด (agglutinating languages) ภาษาวิภัตติปัจจัย (inflectional languages) และภาษาคำควบมากพยางค์ (polysynthetic languaes)
คำในภาษาคำโดดมักเป็นคำที่มีหน่วยคำเดียว มีโครงสร้างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ในภาษาประเภทนี้หน่วยคำมักเป็นคำด้วย หน่วยคำและคำจึงไม่ต่างกัน เราสามารถชี้บอกถึงขอบเขตของหน่วยคำหรือคำได้ง่าย เพราะคำในภาษาประเภทนี้มักไม่เปลี่ยนรูปเมื่อนำไปรวมกับคำอื่นๆ เพื่อประสมเป็นคำใหม่ หรือเป็นประโยค เช่น คำว่า "ลม" กับ "พัด" เมื่อประสมเป็น "พัดลม" รูปคำก็ยังคงเดิม หรือในประโยค "ลมพัดแรง" คำทั้ง ๒ ดังกล่าวก็ยังคงรูปเดิม แสดงว่าคำข้างเคียงไม่มีอิทธิพลต่อเสียงหรือรูปของกันและกันเลย อาจกล่าวได้ว่า ในแง่ของรูป แต่ละคำ "ต่างคำต่างอยู่" ไม่ปะปนกัน ภาษาไทยเราจัดว่าเป็นภาษาคำโดด และภาษาจีนต่างๆ ทั้งจีนกลาง จีนกวางตุ้ง จีนแต้จิ๋ว ฯลฯ ก็จัดเป็นภาษาคำโดดด้วย
ภาษาคำติดนั้นมีโครงสร้างคำที่ซับซ้อนมากขึ้น คือ คำในภาษามักประกอบขึ้นด้วยหลายหน่วยคำ แต่ละหน่วยคำมีความหมายและขอบเขตที่ชัดเจน เราจึงสามารถแยกคำออกเป็นหน่วยคำต่างๆ ได้โดยไม่ยากนัก แต่รูปของหน่วยคำอาจเปลี่ยนไปได้บ้างตามอิทธิพลของหน่วยคำที่อยู่ติดกัน ดังตัวอย่างจากภาษาเตอร์กิช aldim "ฉันเอาไป " verdim "ฉันให้" ถ้าเราแยกเป็นหน่วยคำ ก็จะได้ ๔ หน่วยคือ "al" "เอาไป" dim "ฉัน" ver "ให้" dim "ฉัน" จะเห็นว่า "ฉัน" มี ๒ รูป คือ dim และ dium และ aldim นับเป็น ๑ คำ verdim ก็นับเป็น ๑ คำ เพราะสระของคำ ในภาษาเตอร์กิชต้องเป็นสระหน้าเหมือนกัน หรือเป็นสระหลังเหมือนกัน dim และ dim ความจริงเป็นหน่วยคำเดียวกันมีความหมายว่า "ฉัน" แต่ เมื่ออยู่ติดกับหน่วยคำอื่นในคำๆ เดียวกัน ก็ต้องเปลี่ยนเสียงสระให้เข้ากัน ในภาษาเตอร์กิช a และ i นับเป็นสระหลัง i และ d นับเป็นสระหน้า หน่วยคำว่า "ฉัน" จึงมีรูปเป็น "dim" เมื่ออยู่กับหน่วยคำที่ใช้สระหน้า เช่น ใน verdim และ "ฉัน" มีรูปเป็น "dim" เมื่ออยู่กับหน่วยคำที่ใช้สระหลัง เช่น ใน aldim
คำในภาษาวิภัตติปัจจัยนั้น มักประกอบขึ้นหลายหน่วยคำและมีโครงสร้างซับซ้อน แต่ละหน่วยมีขอบเขตที่ไม่ชัดเจน เราไม่สามารถแยกหน่วยคำได้ง่ายๆ เหมือนในภาษา ๒ ประเภทที่กล่าวมาแล้ว ที่สำคัญหน่วยคำแต่ละหน่วยยังมีความหมายได้หลายอย่างด้วย ดังตัวอย่างจากภาษาละติน
๑.
Amicus
bonus
puellae
beatae
placet
เพื่อน
ดี
เด็กหญิง
สุขใจ
เอาใจ
"เพื่อนดี เอาใจเด็กหญิงผู้สุขใจ"
๒.
Puella
beata
amicis
bonis
placet
เด็กหญิง
สุขใจ
เพื่อน
ดี
เอาใจ
"เด็กหญิงผู้สุขใจ เอาใจเพื่อนที่ดี"
จากตัวอย่างข้างบนนี้ เห็นได้ว่า แม้เราจะทราบความหมายของแต่ละคำ แต่เราไม่สามารถแยกหน่วยคำแต่ละหน่วยออกมาได้ง่ายๆ เพราะรูปของคำเปลี่ยนไปตามหน้าที่ในประโยค คำว่า "เพื่อน" และ "เด็กหญิง" เมื่อทำหน้าที่เป็น "ประธาน" ของประโยค มีรูปที่ต่างไปจากเมื่อทำหน้าที่ เป็น "กรรม" ในทำนองเดียวกัน คำว่า "ดี" "สุขใจ" ก็มีรูปต่างกันไป เมื่อขยายคำที่ทำหน้าที่เป็น "ประธาน" และเป็น "กรรม" ของประโยค และคำกริยา placet "เอาใจ" นอกจากความหมายประจำแล้วยังมีความหมายว่าเป็น "บุรุษที่ ๓" และ "ปัจจุบันกาล" ด้วย ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ก็จัดว่าเป็นภาษาวิภัตติปัจจัยด้วย
ในระดับคำ นักภาษาศาสตร์แบ่งความหมายออกเป็น ๒ ประเภท คือ ความหมายทางไวยากรณ์และความหมายอ้างอิง ความหมายทางไวยากรณ์เกิดจากความสัมพันธ์เชื่อมโยงในตัวภาษาเอง ไม่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอก เช่น ความหมายของคำว่า "อาจ" "แต่" "และ" "หรือ" ไม่เกี่ยวโยงถึงโลกรอบๆ ตัว "อาจ" เป็นความหมายซึ่งแสดงถึงความไม่แน่นอน "แต่" แสดงถึงความขัดแย้ง "และ" แสดงถึงการเพิ่มเติม "หรือ" แสดงถึงการให้เลือก ฯลฯ ส่วนความหมายอ้างอิง เป็นความหมายที่เกี่ยวข้องกับโลกรอบๆ ตัว เช่น คำว่า "น้ำ ต้นไม้ บ้าน ความรัก ไกล ชอบ" ล้วนมีความหมายที่เราอ้างอิงถึงได้ในสังคมโลก คำประเภทมีความหมายแบบอ้างอิงเป็นคำส่วนใหญ่ของภาษาที่มีจำนวนมาก เราไม่อาจนับได้ครบถ้วน ส่วนคำที่มีความหมายทางไวยากรณ์นั้นมีจำนวนน้อย เราสามารถนับจำนวนได้ เป็นต้นว่า คำบุพบท คำสันธาน ในแต่ละภาษาจะมีจำนวนไม่มาก
ความหมายของคำในกลุ่มที่มีความหมายแบบอ้างอิงมีหลายแบบ แตกต่างกันไป คำบางคำมีความหมายกว้างและครอบคลุมรวมถึงความหมายของคำอื่นๆ ด้วย เป็นต้นว่า คำ "สัตว์" รวมความหมายของคำว่า "นก" "สุนัข" "ม้า" ไว้ด้วย คำบางคำมีความหมายที่เป็นรูปธรรมเฉพาะเจาะจงมาก และเราสามารถชี้ถึงสิ่งที่อ้างอิงได้ทันที เช่น ชื่อเฉพาะ แต่ความหมายของคำบางคำก็เป็นนามธรรมมาก เราไม่สามารถชี้ไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ เช่น "ความดี" "ความอดทน" นอกจากนี้ความหมายของคำต่างๆ ยังมีความสัมพันธ์กันแบบ เกาะกลุ่มด้วย เช่น ความหมายของ "วันจันทร์" ย่อมสัมพันธ์กับ วันอาทิตย์ วันอังคาร และวันอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน คำบอกชื่อเดือน ชื่อสี และคำลำดับญาติ เช่น พ่อ แม่ ลูก หลาน ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ก็เช่นเดียวกัน นักภาษาศาสตร์ศึกษาถึงธรรมชาติของการเกาะกลุ่มกันของคำในภาษาไว้ว่ามี ๔ ประเภทใหญ่ คือ
๑. การเกาะกลุ่มของคำในลักษณะเดียวกัน เช่น วันจันทร์-วันอาทิตย์ สีแดง-สีดำ-สีขาว ฯลฯ คำที่มีความหมายตรงข้ามกันก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เช่น สูง-ต่ำ อ้วน-ผอม
๒. การเกาะกลุ่มของคำที่นำมาใช้ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน เช่น พริก-มะนาว-น้ำปลา ขนมปัง-สังขยา-เนย ฝนตก-รถติด
๓. การเกาะกลุ่มของคำที่มีความหมายกว้างกว่ากับคำที่มีความหมาย แคบกว่า เช่น สัตว์-สุนัข อาหาร-แป้ง-ข้าว
๔. การเกาะกลุ่มของคำที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น รับประทาน-ทาน-กิน
มีนักภาษาศาสตร์ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ความหมายที่เรียกว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Componential analysis) เพื่อศึกษาถึงความเหมือนและความต่างของกลุ่มคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น บ้านทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ตึกแถว เป็นกลุ่มคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน
ในการวิเคราะห์ความหมายแบบนี้ "ลักษณะทางความหมาย" ของคำแยกเป็นส่วนๆ ดังตัวอย่างข้างบนนี้ คำทั้ง ๔ มีความหมายเหมือนกัน ๒ ประการ คือ "เป็นที่อยู่อาศัย" และ "เป็นหน่วยทางการก่อสร้าง" ส่วนลักษณะความหมายอื่นๆ เป็นความแตกต่างของแต่ละคำ



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ดูต่อ...]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.