ในชนบทของประเทศไทย บ้านเรือนของชาวไร่ชาวนามักจะปลูกเป็นแบบใต้ถุนสูง เพื่อใช้ที่ว่างทำกิจกรรมต่างๆ ของคนในครอบครัว เช่น สานกระบุง ตะกร้า และทอผ้า แทบทุกบ้านจะมีหูกทอผ้าวางอยู่

"ว่างจากไร่นา หญิงทอผ้า ชายตีหลัก"

เมื่อว่างจากการทำนา ผู้หญิงชาวพื้นเมืองก็จะทอผ้า ส่วนผู้ชายก็จะตีเหล็ก และยังช่วยจัดหา และเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ในการทอผ้าให้ด้วย

ตามหมู่บ้านต่างๆ ส่วนมากจะนิยมทอผ้าฝ้าย ชาวไร่ชาวนาจะปลูกฝ้าย ในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน ประมาณ ๖ เดือน ฝ้ายจะแก่ ชาวบ้านจะเก็บฝ้ายทั้งเมล็ด นำปุยฝ้ายขาวๆ มาผึ่งแดดไว้ แล้วนำไปหั่น ปั่น และย้อม เพื่อนำไปทอเป็นผ้าต่อไป

นอกจากผ้าฝ้าย ยังมีผ้าอีกอย่างหนึ่งที่นิยมทอกันคือ ผ้าไหม ซึ่งต้องเริ่มจากการปลูกต้นหม่อน และเลี้ยงไหม

ต้นหม่อนเป็นอาหารของตัวไหม

ตัวไหมเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งคล้ายตัวหนอน

ชาวบ้านเลี้ยงตัวไหม ใส่กระด้ง วางตามระเบียงบ้าน และคอยหั่นใบหม่อนเป็นฝอย โปรยให้ตัวไหมกิน

ตัวไหมกินใบหม่อนจนตัวอ้วน พอตัวแก่ มันจะชักใยหุ้มตัวมันเอง ชาวบ้านจะนำรังไหมไปต้ม และสาวเอาเส้นไหมให้ยาวติดต่อเป็นเส้นเดียวกัน ต่อจากนั้นจะนำไปฟอกหรือย้อมสีต่างๆ ตามต้องการ
คนโบราณรู้จักนำส่วนต่างๆ ของพืชหลายชนิด เช่น เปลือกไม้ แก่น ดอก ผล ใบ ราก และเมล็ด มาต้มเคี่ยวเป็นสีต่างๆ เช่น สีเหลืองได้มา จากขมิ้นชัน สีส้มปนแดงจากดอกกรรณิการ์ สีม่วงจากลูกหว้า เป็นต้น 
ใยพืชหลายชนิดก็นำมาทอเป็นผ้าได้ ได้แก่ กล้วย สับปะรด ป่าน ปอ ฯลฯ

สัตว์หลายชนิด เช่น แกะ สุนัขจิ้งจอก ก็นำขนมาทำเป็นผ้าได้ เหมาะสำหรับประเทศที่มีอากาศหนาว

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีอากาศร้อน เรานิยมใช้ผ้าฝ้าย และผ้าไหม มากกว่าผ้าชนิดอื่น

ผ้าไหมไทยมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลก

นอกจากเนื้อผ้าที่ละเอียด นุ่ม มีสีสันสะดุดตาแล้ว ยังมีลวดลายสวยงาม มีทั้งลายแบบเรขาคณิต ลายต้นไม้ ดอกไม้ และลายสัตว์ สอดสีสลับได้อย่างน่าชมทีเดียว

ศิลปะการทอผ้าสวยงามเหล่านี้ เกิดจากปัญญา ความคิด และฝีมือของชาวไร่ชาวนาไทย สืบทอดกันมาหลายร้อยปีทีเดียว

ท่านเคยรู้สึกภาคภูมิใจบ้างไหม เมื่อเห็นผ้าไทยลายสวย สี สดใส วางขาย หรือจัดแสดงตามเมืองต่างๆ ทั่วโลก
หัวข้อถัดไป