ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร วีระสตรีแห่งเมืองถลาง
ท้าวสุรนารีวีรสตรีเมืองนครราชสีมา
ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร วีระสตรีแห่งเมืองถลาง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นับจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแห่งใหม่ ณ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๕ นอกจากจะต้องทรงสร้างบ้านสร้างเมืองให้เหมือนกับเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี เพื่อบำรุงขวัญอาณาประชาราษฎร์แล้วยังต้องทรงเตรียมการสำหรับป้องกันภัยจากข้าศึกศัตรูภายนอก อันมีพม่าเป็นสำคัญอีกด้านหนึ่งด้วย

การณ์ก็เป็นไปอย่างที่ทรงคาดคิด เพราะหลังจากสร้างพระนครได้เพียง ๓ ปี เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภชในปีพุทธศักราช ๒๓๒๘ พม่าก็ยกทัพใหญ่เข้ามาถึง ๙ ทัพ โดยกำหนดให้ทัพต่างๆ เข้าตีหัวเมืองทั้งหัวเมืองฝ่ายเหนือ หัวเมืองปักษ์ใต้ฝั่งตะวันตก และเข้าตีกรุงเทพฯ ซึ่งพระเจ้าปดุงกำหนดให้ตีพระนครให้แตกพ่ายเพื่อจะได้มีพระเกียรติยศเลื่องลือเหมือนดังที่พระเจ้าบุเรงนองแห่งกรุงหงสาวดีเคยตีได้กรุงศรีอยุธยา

ศึกเก้าทัพนี้เองที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยจารึกวีรกรรมของสตรีสองพี่น้องแห่งเมืองถลาง ซึ่งได้นำชาวเมืองต่อสู้กองทัพพม่าปกป้องบ้านเมืองให้รอดพ้นจากการถูกยึดครองอย่างองอาจกล้าหาญจนข้าศึกต้องถอยทัพกลับไป เมื่อความทราบ ถึงพระเนตรพระกรรณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเป็นท้าวเทพกระษัตรี และท้าวศรีสุนทร เพื่อเป็นบำเหน็จความชอบและประกาศเกียรติคุณในความกล้าหาญ เรื่องราววีรกรรมของสองวีรสตรีแห่งเมืองถลาง ในครั้งนั้นเป็นความภาคภูมิใจ ที่จารึกในความทรงจำของชาวเมือง และของชาวไทยทั้งชาติตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

อนึ่ง เพื่อให้การศึกษาประวัติชีวิตของบุคคลซึ่งได้รับการยกย่องขึ้นเป็นวีรบุรุษวีรสตรีของชาติ มีความเป็นเหตุเป็นผลที่ศึกษาและเข้าใจได้ มิใช่เป็นแต่เพียงคำสรรเสริญอย่างไร้หลักฐาน จึงขอนำข้อมูลประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราวชีวิตและเหตุการณ์ของ ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร มาเสนอไว้ดังต่อไปนี้

ท้าวเทพกระษัตรี มีนามเดิมว่า "จัน" ส่วนท้าวศรีสุนทร มีนามเดิมว่า "มุก" เป็นบุตรีของเจ้าเมืองถลาง มีชื่อเรียกตามถิ่นที่ตั้งของเมืองถลางสมัยนั้นซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านตะเคียนว่า จอมร้างบ้านตะเคียน มารดามีเชื้อสายเจ้าเมืองไทรบุรี จันและมุกมีน้องสาวน้องชายร่วมบิดามารดาอีก ๓ คน คือ หมา อาด และเรือง

ท้าวเทพกระษัตรีหรือจัน เกิดในสมัยกรุงศรีอยุธยาราวปีพุทธศักราช ๒๒๘๐ เมื่อเจริญวัยเป็นสาวได้สมรสครั้งแรกกับหม่อมศรีภักดี บุตรจอมนายกองเมืองนครศรีธรรมราช และเมื่อหม่อมศรีภักดีถึงแก่กรรม ได้กลับมาเมืองถลาง ได้สมรสใหม่กับพระพิมลอดีตเจ้าเมืองกระชุมพร มีบุตรชายหญิงรวม ๕ คน คือ ปราง เทียน ทอง จุ้ย และเนียม พระพิมลสามีของท่าน เคยออกไปเป็นเจ้าเมืองพัทลุงระยะหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นเจ้าเมืองถลางต่อจากพระยาถลาง ซึ่งเป็นน้องชายท้าวเทพกระษัตรี

ส่วนท้าวศรีสุนทรหรือมุก ไม่พบหลักฐานรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว บ้างว่าสมรสกับอาจ เป็นพระปลัด แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน และบ้างก็ว่าท่านน่าจะมิได้สมรส ดังนั้นในส่วนของรายละเอียดหลักฐานที่ปรากฏ จึงเป็นเรื่องราวของท้าวเทพกระษัตรีเสียเป็นส่วนใหญ่

สำหรับเหตุการณ์วีรกรรมของท่านทั้งสองตามที่มีบันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ มีความดังนี้

"...ฝ่ายกองทัพพม่าซึ่งพระเจ้าอังวะให้ยกลงไปตีหัวเมืองไทยฝ่ายตะวันตกตามชายทะเลนั้นก็ยกกองทัพบกเรือลงไปพร้อมกันอยู่ ณ เมืองมะริด แต่เดือนอ้าย ปีมะเส็ง สัปตศก (พ.ศ.๒๓๒๘) แกงวุ่นแมงยี่ แม่ทัพใหญ่จึงให้ยี่วุ่น เป็นนายทัพถือพล ๓,๐๐๐ กับนายทัพนายกองทั้งปวงยกทัพเรือลงไปทางทะเลไปตีเมืองถลาง แล้วให้เนมโยคุงนรัดเป็นทัพหน้ากับนายทัพนายกองทั้งปวงถือพล ๒,๕๐๐ ยกทัพบกมาทางเมืองกระบุรี เมืองระนอง เข้าตีเมืองชุมพร ตัวแกงวุ่นแมงยี่แม่ทัพใหญ่ถือพล ๔,๕๐๐ ยกหนุนมาทั้ง ๒ ทัพ เป็นคน ๗,๐๐๐...

"...ฝ่ายยี่วุ่นแม่ทัพเรือพม่าก็ยกทัพเรือลงไปตีเมืองตะกั่วป่าตะกั่วทุ่งแตก แล้วยกไปถึงเกาะถลาง ให้พลทหารขึ้นบกเข้าตั้งค่ายล้อมเมืองถลางไว้เป็นหลายค่าย และเมื่อกองทัพพม่าไปถึงเมืองนั้น พระยาถลางถึงแก่กรรมเสียก่อนแล้ว ยังหาได้ตั้งเจ้าเมืองใหม่ไม่ และจันภรรยาพระยาถลางกับน้องหญิงคนหนึ่งชื่อมุก คิดอ่านกับกรมการทั้งปวงเกณฑ์ไพร่พลตั้งค่ายใหญ่สองค่าย ป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ และตัวภรรยาพระยาถลางกับน้องผู้หญิงนั้น องอาจกล้าหาญมิได้เกรงกลัวย่อท้อต่อข้าศึก เกณฑ์กรมการกับพลทหารทั้งชายหญิงออกระดมยิงปืนใหญ่น้อยนอกค่ายสู้รบกับพม่าทุกวัน ทัพพม่าจะหักเอาเมืองมิได้ แต่สู้รบกันอยู่ประมาณเดือนเศษ พม่าขัดเสบียงอาหารจะหักเอาเมืองมิได้ ก็เลิกทัพลงเรือกลับไป..."

จากศึกถลางครั้งนี้แม้บ้านเมืองจะรอดจากการยึดครองของพม่าไปได้ แต่ก็มีสภาพบอบช้ำจากภัยสงครามอย่างมาก ท่านผู้หญิงจันต้องรับภาระกองกู้สถานการณ์ทุกด้าน ตั้งแต่การจัดหาข้าวปลาอาหารสำหรับชาวเมือง ไปจนถึงการฟื้นฟูการประกอบอาชีพ การทำมาหากินซึ่งมีการทำเหมืองแร่ดีบุกเป็นสำคัญ ท้าวเทพกระษัตรีหรือท่านผู้หญิงจันในฐานะภริยาเจ้าเมืองถลาง ได้มีหนังสือไปถึงพระยาราชกปิตัน หรือฟรานซิสไลท์ เจ้าเมืองปีนังแจ้งข่าวเรื่องศึกพม่าและขอความอนุเคราะห็เรื่องเสบียงอาหารของชาวเมืองที่กำลังขาดแคลนดังนี้

"หนังสือท่านผู้หญิงจำเมรินมายังท่านพญาราชกปิตันเหล็กก็ให้แจ้งด้วยมีหนังสือฝากให้แก่นายเรือตะหน้าวถือมาเถิงเป็นใจความว่า เมื่อท่านอยู่ ณ เมืองบังลา รู้ข่าวไปว่า พม่ายกมาตีเมืองถลาง จะได้เมืองถลางประการใด แลตูข้าลูกเต้าทั้งปวงจะได้ไปด้วยหรือประการใดมิแจ้ง ต่อท่านมาถึงเมืองไซ รู้ไปว่าเมืองถลางไม่เสียแก่พม่า แลตูข้าลูกเต้าทั้งปวงอยู่ดีกินดี ค่อยวางใจลงในหนังสือ มีเนื้อความเป็นหลายประการนั้นขอบใจเป็นหนักหนา พระคุณท่านหาที่สุดมิได้ แลอยู่ทุกวันนี้ ณ เมืองถลาง พม่าตีบ้านเมืองเป็นจลาจลอดข้าวปลาอาหารเป็นหนักหนา ตูข้ายกมาตั้งทำดีบุกอยู่ ณ ตะปำ ได้ดีบุกบ้างเล็กน้อย เอาซื้อข้าวแพง ได้เท่าใด เอาซื้อสิ้นเท่านั้น...

อนึ่ง ตูข้าได้จัดดีบุกสิบภารา เป็นส่วนเจ้าลิบแปดภารา ส่วนตูข้าสองภารา จัดให้มาแก่ท่านและเจ้าลิบนั้นได้แต่งให้จีนเฉียวพี่ชาย และตูข้าได้แต่งนายแช่มจินเสมียนอิ่ว คุมเอาดีบุกไปถึงท่านให้ช่วยจัดซื้อข้าวให้ อนึ่ง ถ้าข้าว ณ เกาะปุเหล้าปีนังขัดสน ขอท่านได้ช่วยแต่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปช่วยจัดซื้อข้าว ณ เมืองไซ ถ้าได้ข้าวแล้วนั้นขอท่านได้ช่วยแต่งสุหลุปกำปั่นเอามาส่งให้ทัน ณ เดือนสิบเอ็ด เห็นว่าจะได้รอดชื่อเห็นหน้าท่านสืบไป..."

จากหลักฐานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าในฐานะเป็นภริยาเจ้าเมืองท้าวเทพกระษัตรีต้องรับภาระช่วยเหลือหน้าที่ราชการของสามีทั้งในการปกครอง การติดต่อซื้อขายกับพ่อค้าชาวต่างชาติ ทั้งในยามปกติและในยามที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะขาดแคลนเสบียงอาหาร ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกสงคราม ทั้งนี้เพื่อช่วยในการฟื้นฟูและบรรเทาความอดอยากของราษฎรด้วยการเร่งรัดให้ชาวเมืองช่วยกันผลิตดีบุกเพื่อนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกับข้าว และอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อเตรียมการป้องกันการรุกรานจากข้าศึกที่อาจจะเข้ามารุกรานอีก

ท้าวเทพกระษัตรีหรือท่านผู้หญิงจันนั้น เป็นสตรีที่มีความชาญฉลาดมีไหวพริบ และมีความกล้าเกินกว่าสตรีทั่วไปในยุคสมัยเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่พยายามรักษาสิทธิและเกียรติยศชื่อเสียงในฐานะทายาทของตระกูลเจ้าเมืองถลางไว้อย่างเต็มความสามารถ เมื่อทางกรุงเทพฯ ได้แต่งตั้งเจ้าพระยาสุรินทราชา (จันทร์ จันทโรจวงศ์) ให้มาเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองถลางและหัวเมืองในภาคใต้อีก ๘ หัวเมือง ท้าวเทพกระษัตรี ซึ่งหมายมั่นว่าจะให้บุตรชายขึ้นเป็นเจ้าเมือง แต่พลาดโอกาส จึงพาบุตรธิดา คือ พระยาทุกขราษฎร์เทียน จุ้ย เนียม และทอง เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ดังมีหลักฐานในหนังสือของท่าน และบุตรชายมีไปถึงพระราชกปิตันพรรณนาเหตุการณ์และการเตรียมการเพื่อเข้าไปเฝ้า ณ กรุงเทพมหานคร ดังนี้

"...หนังสือข้าพเจ้าท่านผู้หญิงปราณีบัติมายังโตกพญาท่านด้วย ณ เดือนแปดข้างแรมนี้ ข้าพเจ้าจะเข้าไปกรุงเป็นแน่ แต่จะมาทางเมืองตรัง ถ้าข้าพเจ้ามาถึงเกาะตะลิโบงแล้ว จะให้พญาทุกราชกับพ่อจุ้ยมากราบเท้าพญานายท่าน จะขอพึ่งชื่อของท่านสักสามสิบสี่ภารา จะได้เอาเข้าไปแก้ไข ณ กรุง ... แลพญานายท่านได้เห็นดูแก่ข้าพเจ้าเช่นนี้ด้วยเถิด ข้าพเจ้าหามีผู้ใดเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่แล้ว ยังเห็นหน้าแต่ท่านแห่งเดียว และให้โตกพญานายท่านช่วยจัดปืนสะตันสัก ๕๐ บอก ผ้าขาวก้านแย้งลายเครือผ้าขาวอุเหมาเนื้อดี ผ้าขาวกาษาหน้าทอง หน้าจั่ว ผ้าลายดอกต่างกัน ผ้าเข้มขาบ โหมดตาด ผ้าดำเนื้อดี แพรดาไหรสีต่างกัน น้ำมันจันน้ำกุหลาบ... ข้าพเจ้าว่ากล่าวคิดอ่านออกมาให้พญาทุกราชทำการ ณ เมืองถลางดูสักครั้ง...

ในการเข้าเฝ้าครั้งนั้น ท้าวเทพกระษัตรีได้นำบุตรสาวชื่อ ทอง เข้าถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาได้รับพระมหากรุณาให้เป็นเจ้าจอม ต่อมาได้มีพระราชธิดา ๑ องค์ พระนามว่า พระองค์เจ้าหญิงอุบล ส่วนบุตรชายคือ พระยาทุกขราษฎร์ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาเพชรคิรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง เจ้าเมืองถลาง และต่อมาได้เป็นผู้ช่วยเจ้าพระยาสุรินทราชา ผู้สำเร็จราชการ ๘ หัวเมือง เพื่อแบ่งเบาภาระอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย นอกจากนี้บุตรชายชื่อจุ้ย ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยายกรบัตร บุตรชายชื่อเนียม ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กวังหลวง นับว่าท้าวเทพกระษัตรีสามารถทำหน้าที่ในการสร้างความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างอำนายการปกครองส่วนท้องถิ่นกับการปกครองส่วนกลาง โดยเฉพาะราชสำนักเป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่ง

นับว่าประวัติการต่อสู้ของวีรสตรีเมืองถลางคือ ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร นั้น เป็นแบบอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบทบาทของหญิงไทยนั้นต้องทำหน้าที่ทุกอย่างได้ทั้งในยามบ้านเมืองเป็นปกติหรือในยามคับขัน

ดังบทกวีสรรเสริญความกล้าหาญของวีรสตรีสองพี่น้อง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ "นารีเรืองนาม" มีความดังนี้

เพื่อเป็นการยกย่องวีรกรรมของท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทรให้จารึกในจิตใจลุกหลานเมืองถลางและของชาวไทย ทางการได้ตั้งนามสถานที่ตั้งเมืองถลางเมื่อครั้งศึกพม่าว่า ตำบลเทพกระษัตรี และให้รวมตำบลท่าเรือ กับตำบลลิพอนตั้งเป็นตำบลชื่อว่า ศรีสุนทร นอกจากนี้ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ ยังได้สร้างอนุสาวรีย์ของวีรสตรีแห่งเมืองถลาง ไว้ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นเครื่องหมายและอนุสรณ์แห่งความกล้าหาญของสตรีในประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกแห่งหนึ่ง
ท้าวสุรนารีวีรสตรีเมืองนครราชสีมา


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันเป็นที่มาแห่งวีรกรรมของท้าวสุรนารี เกิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๙ หลังจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้เพียง ๒ ปี พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกความไว้ว่า

"เจ้าอนุเวียงจันทน์เป็นกบฎ... ฝ่ายอนุเวียงจันทน์ตั้งแต่กลับไปถึงเมืองแล้วก็ตรึกตรองที่จะคิดมาประทุษร้ายต่อกรุงเทพมหานคร จึงให้หาอุปราช ราชวงศ์ สุทธิสารกับท้าวเพี้ยขุนนางผู้ใหญ่ มาปรึกษาว่าที่กรุงเดี๋ยวนี้มีแต่เจ้านายเด็กๆ ขุนนางผู้ใหญ่ก็น้อยตัว ฝีมือทัพศึกก็อ่อนแอ ทั้งเจ้าพระยานครราชสีมาก็ไม่อยู่ หัวเมืองรายทางก็ไม่มีที่กีดขวาง การเป็นที่หนักหนาแล้ว ไม่ควรเราจะเป็นเมืองขึ้น ชาวอังกฤษก็มารบกวนอยู่เราจะยกทัพไปตีเอากรุงก็เห็นจะได้โดยง่าย..."

เจ้าอนุวงศ์ หรือเรียกกันเป็นสามัญว่า เจ้าอนุตามที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารนี้ เป็นบุตรพระเจ้าบุญสาร เสด็จขึ้นครองนครเวียงจันทน์ ต่อจากเจ้าอินทวงศ์ เป็นผู้มีความสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ มาแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ลงมาเฝ้าและรับทำราชการต่างๆ โดยแข่งขันสืบมา จนเป็นที่สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัย ส่วนมูลเหตุที่เจ้าอนุวงศ์คิดเป็นกบฎจะเข้ามาตีกรุงเทพฯ กล่าวว่าเนื่องจากทูลขอครัวชาวเวียงจันทน์ ที่ถูกกวาดต้อนมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี เพื่อจะนำกลับไปบ้านเมือง แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไมพระราชทานให้ตามประสงค์ด้วยทรงพระราชดำริว่า ครัวชาวเวียงจันทน์เหล่านี้ได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่เป็นหลักแหล่งมั่นคงแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าอนุวงศ์มีความอัปยศ จึงเป็นกบฎจะยกทัพเข้ามาตีกรุงเทพมหานคร

การเตรียมกำลังเข้ามาตีกรุงเทพฯ ครั้งนั้นเจ้าอนุวงศ์ได้ไปเกลี้ยกล่อมบรรดาหัวเมืองต่างๆ ให้เข้าร่วมด้วย เจ้าเมืองใดขัดขืนก็ฆ่าเสีย มีเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เป็นต้น ราษฎรและเจ้าเมืองอื่นๆ พากันกลัวอำนาจยอมเข้าด้วยหลายเมือง เมื่อเห็นว่ามีกำลังมากพอ ก็ให้ยกกองทัพไปพร้อมกันที่เมืองนครราชสีมา

มีบันทึกเหตุการณ์ซึ่งเป็นลางร้ายก่อนเจ้าอนุวงศ์จะยกกองทัพออกจากเมืองเวียงจันทน์ว่า

"...เมื่อ ณ เดือน ๖ ปีจออัฐศก (พ.ศ.๒๓๖๙) เวลากลางวันเกิดลมพายุใหญ่พัดช่อฟ้าใบระกา หอพระแก้วพระบางหลังคาเรือนอนุหักไปเป็นอันมาก เรือนภรรยาอนุทลาย ๕ หลัง แต่เรือนราษฎรชาวบ้านหักพังประมาณ ๔๐-๕๐ หลัง ครั้นมาถึงเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ อนุยังเกณฑ์กองทัพอยู่นั้น บังเกิดดาวพฤหัสบดีขึ้นทางทิศทักษิณเมื่อเวลาดึกประมาณ ๒ ยามเศษ เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองเวียงจันทน์ ถ้วยชามสิ่งของรูปพรรณกระทบกัน ครั้นรุ่งสว่างขึ้นเห็นแผ่นดินแยกออกในกำแพงท้ายเมือง ยาวประมาณ ๒ วา กว้างประมาณศอกเศษ ลึกประมาณเส้นเศษ อนุเห็นดังนั้น จึงหาโหรมาดูว่าดีหรือร้ายประการใด จะยกกองทัพลงไปตีกรุงจะปราชัยหรือมีชัย โหรทำนายว่าเหตุนี้ร้ายนักจะปราชัย..."

แม้โหรทำนายเช่นนั้นแต่เจ้าอนุวงศ์ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะยกทัพมาตีกรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์เองนั้นเกณฑ์กองทัพเมืองเวียงจันทน์ ยกข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งอยู่บ้านพันพร้าว ฝึกหัดกองทัพอยู่ ส่วนทัพหน้าให้เจ้าราชวงศ์คุมคนยกล่วงมาถึงเมืองนครราชสีมา หลังจากเบิกเสบียงจากเมืองนครราชสีมาแล้วก็ยกทัพล่วงหน้าไปเมืองสระบุรี จากนั้นเจ้าอนุวงศ์กับเจ้าสุทธิสารราชบุตรก็ยกทัพตามลงมาถึงเมืองนครราชสีมา

การที่กองทัพของเจ้าอนุวงศ์ยกผ่านเมืองต่างๆ ไปโดยสะดวก ก็โดยใช้อุบางลวงเจ้าเมืองกรมการรายทางว่า มีศุภอักษรจากกรุงเทพฯ โปรดให้เกณพ์กองทัพมาช่วยรบกับอังกฤษ เจ้าเมืองกรมการเมืองหลงกลและพากันเชื่อฟังจัดหาเสบียงอาหารให้ และไม่มีใครขัดขวางยอมให้ผ่านไปแต่โดยดีทุกเมือง

เมื่อเจ้าอนุวงศ์ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองนครราชสีมานั้น เป็นเวลาที่เจ้าพระยานครราชสีมาไม่อยู่ ไปราชการที่เมืองขุขันธ์ คงมีแต่กรมการผู้น้อยรักษาเมืองอยู่ เช่น พระยาพรหมยกรบัตร เป็นต้น เจ้าอนุวงศ์ได้สั่งให้พระยาพรหม ยกรบัตรเตรียมกวาดครอบครัวขึ้นไปเมืองเวียงจันทน์ให้เสร็จภายในเวลา ๔ วัน พระยาพรหมยกรบัตรกลัวอำนาจก็จำต้องยอมทำตาม และแกล้งจัดหาหญิงรูปงามให้เจ้าอนุวงศ์เพื่อลวงให้ตายใจ

ฝ่ายพระยาปลัดซึ่งไปราชการกับเจ้าเมืองนครราชสีมา เมื่อทราบข่าวว่าเจ้าอนุวงศ์ลงมากวาดต้อนครัวเมืองนครราชสีมาไปเป็นจำนวนมาก จึงขออนุญาตเจ้าพระยานครราชสีมากลับมาช่วยครอบครัวและชาวเมือง ได้เข้าเฝ้าเจ้าอนุวงศ์ โดยลวงเจ้าอนุวงศ์ว่า เจ้าเมืองนครราชสีมาหนีไปเสียแล้ว เจ้าอนุวงศ์หลงเชื่อก็มอบให้พระยาปลัดและพระยาพรหมยกรบัตรควบคุมครัวเมืองนครราชสีมาออกเดินทางไปเมืองเวียงจันทน์ ดังมีหลักฐานเล่าเหตุการณ์รายงานในใบบอกพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาแจ้งมายังค่ายหลวง มีความโดยละเอียดว่า

"...ข้าพเจ้าพญาปลัด พญายกรบัตร หลวงพิชัย หลวงเมือง กรมการเมืองนครราชสีมา บอกลงมาว่าด้วยอยู่ ณ วันเดือน ๓ แรม ๗ ค่ำ ปีจออัฐศกเจ้าเวียงจันทน์เข้ามาถึงเมืองนครราชสีมา เจ้าเวียงจันทน์ให้หาพญายกรบัตรหลวงสัสดี หลวงเมือง หลวงนา หลวงนรา หลวงปลัดเมืองพิมาย ออกไปเจ้าเวียงจันทน์ว่ากับกรมการว่า ถ้าผู้ใดมิยอมไปด้วยเจ้าเวียงจันทน์ฯ จะฆ่าเสียให้สิ้น... เจ้าเวียงจันทน์ให้กองทัพไล่ครัวนอกเมืองในเมืองออกแล้ว แต่กองทัพคุมครัวยกไป...ข้าพเจ้ายกไปทันครัว ณ บ้านปราสาท... ข้าพเจ้ากับกรมการปรึกษาให้ไล่ครัวเข้ามาตั้ง ณ บ้านสำริด แขวงเมืองพิมาย ข้าพเจ้ากรมการได้บอกข้อความให้ขุนพลถือลงมาบอกกองทัพยกขึ้นไปช่วย ก็หาเห็นกองทัพยกขึ้นไปไม่ ครั้น ณ วันเดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ เจ้าเวียงจันทน์ให้ยกกองทัพประมาณพันเศษไปตีชิงเอาครัว ข้าพเจ้ากรมการกับหมื่นศรีธนรัตน หลวงปลัดพิมาย พระณรงค์เดชะ เกณฑ์กำลังครัวได้ ๕๐๐๐ เศษ ยกออกรบ ตีกองทัพเจ้าเวียงจันทน์แตก... เจ้าเวียงจันทน์ แต่งให้เจ้าสุทธิสาร บุตร คุมคนประมาณ ๖๐๐๐ เศษ ยกไปตีข้าพเจ้ากรมการอีก ข้าพเจ้ากรมการ... ยกออกตีกองทัพเจ้าสุทธิสารแตก ข้าพเจ้ากรมการฆ่ากองทัพเจ้าสุทธิสารตายประมาณ ๑๐๐๐ เศษ ได้ปืนเชลยศักดิ์ ๕๐ บอก..."

เหตุการณ์ที่ครัวชาวเมืองนครราชสีมารวมกำลังกันต่อสู้ครั้งนี้เองที่ได้เกิดวีรสตรีคนสำคัญขึ้นในประวัติศาสตร์ของชาติไทย นั่นคือ ท่านผู้หญิงโมภริยาพระยาปลัด ได้ควบคุมกำลังฝ่ายผู้หญิงนุนช่วยสู้รบอย่างองอาจกล้าหาญ โดยคบคิดวางแผนกับผู้นำฝ่ายชายและกรมการเมือง จัดหาหญิงสาวให้นายทัพนายกองที่ควบคุมครัวไปจนถึงชั้นไพร่ จนพวกลาวกับครัวชาวเมืองสนิทเป็นอันดีแล้ว ก็ออกอุบายแจ้งว่าครอบครัวที่อพยพไปได้รับความยากลำบากอดอยากนัก ขอมีด ขวาน ปืน พอจะได้ยิงเนื้อมากินเป็นเสบียงเลี้ยงครัวไปตามทาง

เมื่อเดินทางถึงทุ่งสัมฤทธิ์ก็พร้อมใจกันเข้าสู้ทัพลาว ด้วยอาวุธอันมีอยู่น้อยนิด บ้างก็ตัดไม้ตะบองเสี้ยมเป็นหลาวบ้าง สามารถฆ่าฟันศัตรูล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังมีความในใบบอกข้างต้น

หลังจากชัยชนะของชาวครัวเมืองนครราชสีมาครั้งนี้ ทำให้เจ้าอนุวงศ์หวาดหลั่นไม่กล้าที่จะยกทัพลงมายังกรุงเทพฯ พากันถอยทัพกลับไปและถูกปราบจับตัวมาลงโทษ ณ กรุงเทพมหานคร ในที่สุด

จากวีรกรรมของคุณหญิงโมที่ได้รวบรวมครัวชายหญิงชาวเมืองนครราชสีมา เข้าต่อสู้ข้าศึกศัตรูจนแตกพ่ายไปครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จความชอบแต่งตั้งขึ้นเป็นท้าวสุรนารี

ท้ายสุรนารี หรือคุณหญิงโม เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ ในแผ่นดินกรุงธนบุรี เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี ได้สมรสกับเจ้าพระยาหิศราธิบดี (ทองคำ) ที่ปรึกษาราชการเมืองนครราชสีมา แต่ครั้งยังดำรงตำแหน่งปลัดเมืองนครราชสีมา ซึ่งชาวเมืองเรียกสั้นๆ ว่า พระยาปลัด มีนิวาสสถานอยู่บริเวณตรงข้ามวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน ๕ ปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๑๔ พุทธศักราช ๒๓๙๕ รวมอายุได้ ๘๑ ปี หลังจากกระทำพิธีฌาปนกิจแล้ว เจ้าคุณสามีได้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอย ต่อมาเจดีย์ชำรุดลงจึงได้ย้ายอัฐิมาบรรจุไว้ที่กู่ที่วัดพระนารายณ์มหาราช จนกระทั่งเมื่อทางการและประชาชน ชาวนครราชสีมา ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ หน้าประตูชุมพล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๗ จึงได้นำอัฐิของท้าวสุรนารีมาประดิษฐานในฐานอนุสาวรีย์แห่งนี้

หนังสือ "นารีเรืองนาม" ซึ่งรวมบทกวีสรรเสริญสตรีผู้มีคุณความดีความสามารถของชาติไทยและของโลก ได้มีความพรรณนาสดุดีเกียรติคุณ "ท่านท้าวสุรนารี" ซึ่งพระยาอุปกิตศิลปสารเป็นผู้ประพันธ์ไว้ มีความอัน ไพเราะลึกซึ้งว่า

ที่หน้าประตูชุมพล ประตูเมืองเก่าด้านทิศตะวันตกของเมืองโคราชหรือเมืองนครราชสีมา ทุกวันนี้ยังปรากฎอนุสาวรีย์ของวีรสตรีท่านนี้ประดิษฐานในอาการที่พร้อมจะเข้าต่อสู้เพื่อปกป้องคุ้มครองชาวเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

อนุสาวรีย์รูปท้าวสุรนารีดังกล่าวนี้ สร้างเป็นรูปปั้นสุภาพสตรีมีเครื่องแต่งกายอย่างหญิงมีบรรดาศักดิ์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือนุ่งผ้าจีบ ห่มสไบคลุมมีอย่างน้อย ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ในมือถือดาบ ในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะปกปักรักษาบ้านเมือง นอกจากนี้ เพื่อให้อนุสาวรีย์นี้มีความหมายในฐานะเป็นที่เคารพสักการะรำลึกถึงท่านท้าวสุรนารีอย่างแท้จริง ทางการจึงได้เชิญอัฐิของท่านมาประดิษฐานไว้ ณ ฐานของอนุสาวรีย์ด้วย