กระบวนพยุหยาตราชลมารคคืออะไร
ความเป็นมาของเรือพระราชพิธีเป็นอย่างไร
การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างไร
การจัดริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค เรือที่เข้ากระบวนมีเรืออะไรบ้าง
กระบวนพยุหยาตราชลมารคคืออะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

กระบวนพยุหยาตราสถลมารค หมายถึง ริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่างๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธี ซึ่งได้ประกอบการมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว และสืบทอดต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ และได้มีมาจนปัจจุบัน แต่เดิมกระบวนพยุหยาตราสถลมารค เป็นการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ที่สำคัญ เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญ จากหัวเมืองเข้ามาประดิษฐานในเมืองหลวง ตลอดจนการต้อนรับราชทูตจากต่างประเทศ และการพระบรมศพ เป็นต้น

การจัดกระบวนพยุหยาตราสถลมารคนี้ กล่าวได้ว่าวิวัฒนาการมาจากการจัดกระบวนทัพเรือในยามที่ว่างศึกเพื่อเป็นการฝึกซ้อมเรียกระดมพล โดยที่กองเรือเหล่านี้จะตกแต่งอย่างสวยงาม มีการประโคมดนตรีไปในกระบวนเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน และพลพายเกิดความฮึกเหิมอีกด้วย ทั้งยังจัดเป็นการแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของชาติ และพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้ทรงแสดงพระบารมีแผ่ไพศาล เป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญและเป็นที่พึ่งแด่พสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยทั่วไปการจัดริ้ว กระบวนได้แบ่งออกเป็น ๒ แบบ เรียกว่า กระบวนพยุหยาตราใหญ่ ซึ่งจัดเป็น ๔ สาย และระบวนพยุหยาตราน้อย จัดเป็น ๒ สาย การจัดริ้วกระบวนมีกระบวนการจัดแบ่งออกเป็น ๕ ตอน คือ กระบวนนอกหน้ากระบวนในหน้า กระบวนเรือพระราชยาน กระบวนในหลังและกระบวนนอกหลัง ซึ่งเต็มไปด้วยความสวยงาม ความโอ่อ่าตระการตา และความมีระเบียบสมกับเป็นประเพณีของชาติที่มีอารยธรรมอันสูงส่งมาแต่โบราณกาล

เรือพระราชพิธี หมายถึง เรือพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่ประทับในระหว่างเสด็จ พระราชดำเนินไปยังที่ใดที่หนึ่ง โดยทางน้ำเรือพระที่นั่งนี้จะแวดล้อมแห่แหนด้วยริ้วกระบวนเรือของขุนนาง และทหารในกอง กรมต่างๆ ที่เรียกว่า เรือหลวง มีการจัดเรียงลำดับเรือต่างๆ ตามแบบแผนของการจัดทัพที่มีมาแต่โบราณ
ความเป็นมาของเรือพระราชพิธีเป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

บรรดาเรือหลวงที่มีไว้ใช้ในราชการนั้นได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้มีพอแก่ราชการ เช่น การเดินทางติดต่อส่งข่าวสาร การใช้เป็นพาหนะทางน้ำเพื่อเดินทางไปในที่ต่างๆ ตลอดจนการใช้เป็นเรือรบขับไล่ข้าศึกที่มารุกราน และการขนส่งบรรทุกทหารและยุทโธปกรณ์ เพื่อไปปราบปรามบรรดาหัวเมืองที่อยู่ริมน้ำหรือริมทะเล ซึ่งทำได้รวดเร็วกว่าการเดินทางทางบก โดยเฉพาะการจัดเรือเป็นรูปกระบวนทัพนั้นมี มาแต่สมัยโบราณแล้ว โดยที่มิได้มีการแบ่งเหล่าทหารออกเป็น ทหารบกและทหารเรือ อย่างชัดเจน แต่ในยามสงคราม ทหารจะใช้ได้ทั้งการรบทางบกและทางทะเล ถ้ายกทัพไปทางทะเลก็เลือกแม่ทัพนายกองที่มี ความชำนาญทางทะเลเป็นผู้นำทัพ และที่เรียกว่าเรือรบนั้นในสมัยโบราณใช้เรือทุกประเภทที่มีกะเกณฑ์กันไป ที่เป็นเรือหลวงมักจะเป็นเรือขนาดใหญ่และยาวกว่าเรือธรรมดา ซึ่งเมื่อในยามว่างศึกก็นำ มาใช้เป็นเรือค้าขายกับต่างประเทศ เดิมมักจะเป็นเรือสำเภา ซึ่งบรรทุกคนและสินค้าได้มาก และแข็งแรงพอที่จะโต้คลื่นลมในทะเลได้

สำหรับเรือหลวงที่นำมาใช้ในพระราชพิธีนั้น ส่วนมากจะเป็นเรือที่มีความใหญ่และยาวพอสมควร สามารถใช้ฝีมือไปได้เร็ว จึงมักมีรูปเพรียว และเดิมใช้เป็นเรือรบประเภทขับไล่เสียมาก ซึ่งแต่เดิมเรือรบทางแม่น้ำมี ๔ ชนิด คือ เรือแซ เรือไชย เรือศีรษะสัตว์ และเรือกราบ มีการสร้างเรือรบขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. ๒๐๙๑ - ๒๑๑๑) โดยโปรด ให้ดัดแปลงเรือแซ ซึ่งเป็นเรือลำเลียงสำหรับใช้บรรทุกทหาร และอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ ให้เป็นเรือไชยกับเรือศีรษะสัตว์โดยได้วางปืนใหญ่ประเภทปืนจ่ารงให้ยิงได้จากหัวเรือ ซึ่งจัดว่าเป็นต้นแบบของเรือรบในสมัยต่อมา เรือแซนั้นเป็นเรือยาว ใช้ตีกรรเชียงประมาณลำละ ๒๐ คน ส่วนเรือไชย และเรือศีรษะสัตว์ เป็นเรือยาวแบบเรือแซ แต่เปลี่ยนกรรเชียงเป็นใช้พาย และบรรทุกทหารให้ลงประจำเรือได้ ลำละ ๖๐-๗๐ คน ซึ่งเมื่อเป็นพายแล้วไปได้รวดเร็วกว่าเรือแซ และให้ชื่อใหม่ว่า "เรือไชย"

เรือศีรษะสัตว์นั้นสร้างแบบเดียวกับเรือไชย แต่ให้ทำหัวเรือกว้างสำหรับเจาะช่องตั้งปืนใหญ่ได้เหนือช่องปืนขึ้นไปทำเป็นรูปสัตว์ เช่น ครุฑ ลิง (กระบี่) อันเป็นเครื่องหมายของกองต่างๆ ในกระบวนทัพ สำหรับเรือแซเดิมก็ยังคงใช้เป็นเรือสำหรับลำเลียงอาหารและอาวุธเช่นเดิม

ต่อมาก็มีเรือกราบขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ใช้การแบบเรือไชย แต่แล่นได้เร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม ในเวลาว่างศึกสงคราม พระเจ้าอยู่หัวแต่ละพระองค์มักจะโปรดให้ใช้กระบวนทัพเรือเสมอ โดยเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศล เช่น ทอดผ้าพระกฐิน หรือเสด็จนมัสการพระพุทธบาท โดยถือว่าเป็นการฝึกซ้อม เรียกระดมพลไปด้วยกองเรือเหล่านี้จะตกแต่งอย่างสวยงาม มีการแก้ไขดัดแปลงเพิ่มเติมขึ้นอีก ในสมัยหลังจึงมีเรือกิ่ง และเรือศรี ซึ่งก็เป็นการตกแต่งเรือไชย ด้วยการสลักลวดลายให้สวยงามขึ้น เรียกว่า เรือพระที่นั่งกิ่ง และเรือศรี ถ้ามีการตั้งบุษบกและตกแต่งยิ่งขึ้นเรียกว่า เรือพระที่นั่งศรี หรือเรือศรี
การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การจัดกระบวนเรือพระราชพิธีมีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมานั้น มักจะเป็นกระบวนพุหยาตราชลมารคในการบำเพ็ญพระราชกุศลกรานกฐิน หรือถวายผ้าพระกฐินเป็นสำคัญ กับการเสด็จไปนมัสการ พระพุทธบาทที่สระบุรี

สำหรับเรือพระที่นั่งที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีปรากฏว่าในรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๓ - ๒๑๙๘) ทรงสร้างเรือพระที่นั่งกิ่งขึ้น กับทรงตั้งกฐินบกพยุหยาตราใหญ่เป็นครั้งแรกในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) พระองค์ได้โปรดเกล้าฯให้มีการเขียนริ้วกระบวนเสด็จพยุหยาตราชลมารค ซึ่งหนังสือนี้มีชื่อว่า "ริ้วกระบวนแห่พยุหยาตราชลมารคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" หนังสือนี้เข้าใจว่าได้ คัดลอกมาจากภาพเขียนฝาผนังที่วัดยม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาพเขียนตัวจริงนั้นปัจจุบันถูกทำลายไปหมดแล้ว เหลือแต่แบบคัดลอก จากหนังสือริ้วกระบวนแห่พยุหยาตราชลมารคสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนี้ ได้ทราบชื่อเรือ ในริ้วกระบวนเรือเรียงตามลำดับจากต้นกระบวนถึงท้ายกระบวนมีว่า ต้นกระบวนมีเรือไชยของกรมต่างๆ เช่น กรมช้าง กรมม้า กรมอาสา กรมเขนทอง กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง และกรมนา ตามด้วยเรือโขมดยาของทหารอาสาต่าง ๆ เรือตำรวจ เรือทองแขวนฟ้า นำหน้าเรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย คั่นด้วยเรือนาคแล้วจึงถึงเรือพระที่นั่งไกรสรมาศ เรือพระที่นั่งไกรแก้วจักรรัต เรือพระที่นั่งศรพรหมไชย ตามด้วยเรือครุฑ เรือเอกไชย เรือพระที่นั่งไกรสรมุขเป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งศรีสุนทรไชย เรือแซ และเรือรูปสัตว์ต่าง ๆ อาทิ เรือโต เรือสิงห์ เรือนก เรือม้า เรือคชสีห์ เรือราชสีห์ เรือเลียงผา เรือกร และเรือนาค เป็นต้น

การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่กล่าวมานี้ จัดได้ว่าเป็นริ้วกระบวนใหญ่แสดงความมั่งคั่งโอ่อ่า ของราชสำนักไทยในครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับริ้วกระบวนเรือในสมัยต่อมาจะพบว่าค่อย ๆ ตัดทอนลงไปเรื่อย ๆ เพราะเรือชำรุดไปตามกาลเวลาบ้าง ไม่มีผู้รู้จักทำขึ้นใหม่ให้ถูกตองตามแผนโบราณบ้าง จึงเหลืออยู่เท่าที่พอจะรักษาไว้ได้เท่านั้น

ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๐๑) นั้นปรากฏว่าใน พ.ศ. ๒๒๗๕ พระองค์ทรงแต่งทูตานุทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับเมืองพม่า มีเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ มากมายในบรรดาเครื่องราชบรรณาการนี้มีเรือพระที่นั่งกิ่งลำหนึ่งด้วย
การจัดริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค เรือที่เข้ากระบวนมีเรืออะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

๑. เรือประตู ๑ คู่ ของพระเทพอรชุนและพระราชนิกุล
๒. เรือกราบ ซึ่งมีฝีพายสวงกางเกงและเสื้อมงคลสีแดงและดำ
๓. เรือเสือทะยานขลของหลวงเดชสำแดงและเรือเสือคำรนสินธุ์ ของหลวงแสงศรสิทธิ์ ผู้นั่งท้ายลำทั้งสองสวมเสื้ออัตลัด นุ่งผ้าสองปัก (สมปัก) คาดรัดประคด ศีรษะโพกขลิบทอง ตรงกลางลำตั้งคฤห์สองชั้น ที่เสาคฤห์มีอาวุธผูกไว้เป็นคู่ ๆ คือ ทวน เขน ง้าว เสโล กระบี่ ที่หัวเรือตั้งปืนขานกยางลำละ ๑ กระบอกก มีฝีพาย ๓๐ คน ล้วนนุ่งกางเกงสวมเนื้อสนอบสีแดง ศีรษะสวงมงคลแดงผ้าพื้นปัศตู
๔. เรือแซจระเข้ชนิดคะนองน้ำ และเรือเซจระเข้คำราม เป็นเรือพม่าอาสา
๕. เรือแซพิทัทธชล และเรือแซอานนท์สมุทร เป็นเรือของพวกมอญกองอาสาอาทบาต
๖. เรือแซช้าง ชื่อ สตำคชรำบาญยินและคชสารสินธู เป็นเรือพวกมอญ อีกฝีพายนุ่งผ้าอย่างมอญ ศีรษะโพกผ้าขลิบ สวมเสื้อสนอบเป็นผ้าอัตลัด ฝีพาย ศีรษะสวมมงคล สวมเสื้อและกางเกงสีแดง เรือแซนี้ท้ายเรือปักธงรบสีแดงทุกลำ
๗. เรือกราบ ของเจ้ากรมทั้งหกเหล่า
๘. เรือกลองแขก นำระหว่างเรือแซคู่
๙. เรือกราบ ของปลัดตำรวจ มีสนมนอก ๔ กรม ลงประจำเรือลำระกรม
๑๐. เรือสางยาว ๙ วา ชื่อ เรือชาญชลสินธุ์ และคำแหงหาญ
๑๑. เรือกิเลนลอยบนสินธุ์ และเรือกิเลนลินลาสมุทร
๑๒. เรือมังกรจำแลง และเรือมังกรแผลงฤทธิ์
๑๓. เรือเหราสินธุลอยล่อง และเรือเหราท่องทางสมุทร
๑๔. เรือโตขมังคลื่น และเรือโตฝืนสมุทร เรือรูปสัตว์เหล่านี้ฝีพายใส่เสื้อแดง กางเกงแดง และสวมมงคลแดงที่ทำมาจากผ้าปัศตู นายลำนุ่งผ้าสมปัก สวมเสื้ออัตลัด ศีรษะโพกผ้าขลิบทอง คาดรัดประคด ทนายปืน สวมเสื้อกางเกงปัศตูสีแดง สวมหมวกกลีบลำดวน ขลิบโหมด
๑๕. เรือคฤห์อสุรวายุภักษ์ และเรือคฤห์อสุรปักษีสมุทร เป็นเรือที่มีโขน สลักเป็นรูปอสูรเขียนลายรดน้ำ ปิดทอง ฉลุลาย ตั้งคฤห์ ซึ่งมีเนาผูกอาวุธต่าง ๆ อย่างละคู่ เช่น กระบี่ เสโล เขน ทวนพู่ ๓ ชั้นและง้าว หัวเรือตั้งปืนจ่ารงลำละกระบอก ฝีพายสวมเสื้อ ปัศตูสีแดงขลิบโหมดสวมกางเกงแดง ศีรษะสวมมงคล
๑๖. เรือกราบกัญญา ของปลัดตำรวจ ฝีพายสวมเสื้อกางเกงสีแดงย้อมจากครั่ง ศีรษะสวมมงคลสีแดง
๑๗. เรือคฤห์ ครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร หลังคาคฤห์คาดผ้าแดงมีเชิง และชายรอบ ๆ ตรงกลางปักเป็นลายดาวกระจายทองแผ่ลวด
๑๘. เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือคู่ชักนำหน้าเรือขบวน
๑๙. เรือรูปสัตว์ ๕ คู่ เขียนลายรดน้ำ
๒๐. เรือศรีสุนทรไชย ตั้งบุษบกอัญเชิญผ้าไตากฐิน ฝีพายสวมเสื้อปัศตูสีแดง แขนจีบ กางเกงยกเขียว สวมหมวกกลีบลำดวน ขุนหมื่นตำรวจรอบบุษบกนุ่งผ้าสมปัก สวมเสื้อครุยสีขาว
๒๑. เรือกลอง ฝีพายสวมใส่มงคล สวมเสื้อกางเกงผ้าปัศตูสีแดง
๒๒. เรือพระที่นั่งชลพิมานไชย ตรงกลางตั้งบัลลังก์บุษบก มีม่านกั้น นักสราชเชิญธงห้าแฉก
๒๓. เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณ มีปืนจ่ารง ที่หัวเรือตรงช่วงเท้าของรูปครุฑ มีฝรั่งกำกับปืน ๓ นาย คือ พระยาพิเศษสงคราม หลวงชนะทุกทิศ และหลวงฤทธิวารี มีหมื่นสรรเพชรภักดีแจะจมื่นศรีเสาวรักษ์จมื่นเสมอใจราช และจมื่นไวยวรนารถ อยู่ประจำหน้าพระที่นั่ง ที่บัลลังก์นี้มีเครื่องราชูปโภคทอดไว้ เช่น พระล่วมมณฑป (กระเป๋ายา) พระแสงดาบต้น กระดานชนวน หม้อลงพระบังคน (กระโถนสำหรับถ่าย) ธารพระกร (หัตถ์ธาร) พระสุพรรณราช แระพระสุพรรณศรี (กระโถนเล็กสำหรับบ้วนน้ำหมาก) ทั้งยังมีวิชนีเครื่องสุธารสชา (น้ำชา) ชุดกล้องเข้าใจว่าเป็นกล้องยาสูบ เชิงเทียน พระเต้า และพระสุพรรณภาชน์สองชั้น