ใครเป็นผู้สร้างกรุงเทพมหานคร
สิ่งที่สำคัญในพระบรมมหาราชวังมีอะไรบ้าง
ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามมีอะไรบ้าง

ใครเป็นผู้สร้างกรุงเทพมหานคร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

กรุงเทพมหานคร คือ ราชธานี (เมืองหลวง) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้นบนฝั่งซ้ายหรือฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อทรงสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์ พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้มีพิธียกเสาหลักเมืองเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เวลาย่ำรุ่ง ๔๕ นาที (๐๖.๔๕ น.) เมืองใหม่นี้พระราชทานนามว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศนมหาสถานอมรพิมานอวตารสถิต สักกทัติยวิษณุกรรมประสิทธิ์" (ถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนเป็น "กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ ฯลฯ")
ปรากฏหลักฐานตามประวัติศาสตร์ว่า เมื่อแรกสร้างกรุงเทพฯ นี้อาณาเขตของกรุงเทพฯ ยังมิได้กว้างขวางเหมือนทุกวันนี้ คงมีพื้นที่เพียงเฉพาะในเขตกำแพงเมืองเท่านั้น กล่าวคือ มีกำแพงเมืองยาวประมาร ๗ กิโลมตร ทางด้านทิศตะวันออกเลียบตามแนวคูเมือง แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางลำพูมาทุลุออกแม่น้ำเจ้าพระยา ทางด้านทิศใต้ตรงปากคลองใกล้สะพานพระพุทธยอดฟ้า ซึ่งเรียกว่า คลองบางลำพู และคลองโอ่งอ่าง
ส่วนทางด้านตะวันตกนั้น คงใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นคูเมือง แต่มิได้สร้างกำแพงเมืองเหมือนทางด้านตะวันออก รายรอบบริเวณกำแพงเมืองและริมแม่น้ำเจ้าพระยานั้น มีป้อมอยู่ถึง ๑๔ ป้อม เพื่อป้องกันข้าศึก พร้อมทั้งมีประตูเมืองขนาดใหญ่รวม ๑๖ ประตู และประตูเมืองขนาดเล็กสำหรับเป็นทางผ่านเข้าออกของประชาชนที่เรียกกันว่า ช่องกุด อีก ๔๗ ประตู ซึ่งทุกวันนี้ป้อมและแนวกำแพงเมืองถูกรื้อไปเกือบหมดแล้ว คงเหลือแต่เฉพาะป้อมพระสุเมรุและป้อมมหากาฬ กับแนวกำแพงเมืองอีกเล็กน้อยเท่านั้น
กรุงเทพฯ สมัยแรก คงมีเนื้อที่เฉพาะในเขตกำแพงเมือง และริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างปากคลองบางลำพูและปากคลองโอ่งอ่าง เพียง ๒,๑๖๓ ไร่เท่านั้น พื้นที่นอกกำแพงเมืองออกไปยังเป็นทุ่งนาสำหรับปลูกข้าวไม่ว่าจะเป็นแถวสามเสนประตูน้ำ หรือ ยานนาวาก็ตาม มีแต่ไร่นาสุดสายตา
บัดนี้ กาลเวลาล่วงมากว่าสองร้อยปีแล้ว กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๕๒๘ มีอายุถึง ๒๐๓ ปี นับเป็นรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) ๒๐๓ โฉมหน้าของกรุงเทพฯ ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ทั้งนี้เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของไทย ที่เป็นศูนย์แห่งความเจริญต่าง ๆ ของชาติ พื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้ขยายกว้างกว่าเดิมเป็นอันมาก กล่าวคือ แต่เดิมกรุงเทพฯ มีฐานะเป็นจังหวัด ๆ หนึ่ง เรียกชื่อตามราชการว่า จังหวัดพระนคร ต่อมาได้รวมกับจังหวัดธนบุรีซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับกรุงเทพฯ ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๔ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นจังหวัดเดียวกันโดยเรียกชื่อใหม่ว่า นครหลวงกรุงเทพธนบุรีและต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๕
กรุงเทพฯ ปัจจุบันจึงมีเนื้อที่กว้างถึง ๑,๕๔๙ ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากรก็มีมากถึง ๕,๑๗๔,๖๘๒ คน ตามสถิติของกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗
แต่เดิมจังหวัดพระนคร แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๕ อำเภอ และ จังหวัดธนบุรี แบ่งการปกครองออกเป็น ๙ อำเภอ เมื่อทางราชการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี เป็นกรุงเทพมหานครแล้ว จึงแบ่งออกเป็น ๒๔ อำเภอ ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอ มาเรียกว่า เขต ได้แก่ เขตพระนคร ป้อมปราบ ปทุมวัน สัมพันวงศ์ บางรัก ยานนาวา ดุสิต พญาไท ห้วยขวาง พระโขนง บางเขน บางกะปิ หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ธนบุรี คลองสาน บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ บางขุนเทียน ตลิ่งชัน ราษฎร์บูรณะ และหนองแขม

สิ่งที่สำคัญในพระบรมมหาราชวังมีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นต่อเนื่องด้วยพระราชพิธียกเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร สถานที่สำคัญในพระบรมมหาราชวังซึ่งพึงอธิบายได้คือ
๑. พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แรกสร้างในรัชกาลที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๖ โดยโปรดให้ลอกแบบพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทเดิมในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา เพราะราชทานนามว่า "พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท" ครั้น พ.ศ. ๒๓๓๒ เกิดฟ้าผ่า เพลิงไหม้มุขหน้าพระที่นั่งองค์นี้ จึงโปรดให้รื้อพระที่นั่งแล้วสร้างใหม่ให้สูงใหญ่กว่าเดิม คือเท่าพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ครั้งกรุงศรีอยุธยาพระราชทานนามใหม่ว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นปราสาทจตุรมุข (สี่มุข) เป็นที่เสด็จออกให้เฝ้าต่อมาสร้างพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งทางด้านใต้หรือด้านหลัง พระราชทานนามว่า พระที่นั่งพิมานรัตยาเป็นที่ประทับ
๒. พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท เป็นปราสาทไม้องค์เล็กบนกำแพงแก้วพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นปราสาทโถงแบบจตุรมุข ใช้เป็นพลับพลาสำหรับประทับพระราชยานรับส่งเสด็จ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตรา โปรดให้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๔ พระที่นั่งที่สร้าง โดยถือเอาแบบพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทองค์นี้ คือ พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาศน์ กลางสระน้ำในพระราชวังบางปะอิน และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ กรมศิลปากรได้เคยจำลองแบบไปจัดสร้างเป็น "ศาลาไทย" ในงานมหกรรมนานาชาติ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และใน พ.ศ. ๒๕๐๙ เมื่อมีงานแสดงสินค้านานาชาติ ณ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ได้สร้างศาลาไทยแบบพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทกลางสระน้ำ ในบริเวณงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง
๓. พระที่นั่งราชกรัณยสภา สร้างในรัชกาลที่ ๕ เป็นพระที่นั่งสองชั้นอยู่ทางด้านใต้ของพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่ประชุมปรึกษาราชการแผ่นดินใน พ.ศ. ๒๔๔๐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปครั้งแรก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประทับเป็นประธานในการประชุมที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ณ พระที่นั่งองค์นี้
ในรัชกาลที่ ๘ และต้นรัชกาลปัจจุบัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรงบรรลุราชนิติภาวะ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ประชุมและปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ณ พระที่นั่งองค์นี้
๔. พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นในแบบสถาปัตยกรรมผสม คือองค์พระที่นั่งเป็นแบบสถาปัตยกรรมยุโรปสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งอังกฤษ แต่หลังคาสร้างแบบสถาปัตยกรรมไทย เป็นแบบปราสาท ๓ ยอดเรียงกันไปจากทิศตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตก
ต่อจากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเข้าไปในบริเวณพระราชฐานชั้นในยังมีพระที่นั่งซึ่งติดต่อกับท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คือ พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ แรกสร้างเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาโปรดให้ดัดแปลงเป็นห้องพระราชทานเลี้ยง อีกองค์หนึ่งคือ พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ สร้างขึ้นตรงสถานที่ที่เคยเป็นพระตำหนักที่เสด็จพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๑๗ พระองค์ท่านได้ทรงประกาศกระแสพระราชดำริที่จะให้มีการเลิกทาส ท่ามกลางที่ประชุมคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินบนพระที่นั่งองค์นี้
๕. หมู่พระที่นั่งในพระมหามนเทียร
(ก) พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มไหสูรยพิมาณ เป็นพระที่นั่งท้องพระโรงสำหรับเสด็จพระราชดำเนินออกฝ่ายหน้า เช่น เสด็จออกขุนนางออกมหาสมาคม (ในพระราชพิธีสำคัญมาก ๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นต้น) ออกทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ
(ข) พระที่นั่งไพศาลทักษิณ คือ พระที่นั่งที่ต่อเนื่องจากทางทิศใต้ของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยเข้าไปภายในพระราชฐานชั้นใน มีพระทวารเทวราชมเหศวร เป็นทางเสด็จพระราชดำเนินออกสู่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉั
(ค) พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เป็นที่เข้าพระบรรทมของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชตามพระราชประเพณี องค์พระมหากษัตริย์ที่เสด็จขึ้นทรงราชย์แล้ว แต่ยังมิได้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะยังไม่เสด็จประทับในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานนี้ ต่อเมื่อบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีแล้วจึงจะเสด็จประทับ แต่การเสด็จประทับนั้นจะเป็นประจำหรือไม่ก็สุดแต่พระราชอัธยาศัย เมื่อเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมนเทียร ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว อาจเสด็จประทับแรมเพียง ๑ หรือ ๒ ราตรี ต่อจากนั้นก็เสด็จไปประทับ ณ พระราชมนเทียรหรือพระราชวังอื่นตามพระราชอัธยาศัย
๖. พระที่นั่งบรมพิมานและบริเวณสวนศิวาลัย ทางด้านตะวันออกของพระที่นั่งในหมู่พระมหามนเทียรนั้น เดิมทีเป็นสวนเพื่อประพาสสำราญพระราชอิริยาบถในสมัยรัชกาลที่ ๑ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๒ โปรดให้ตกแต่งและสร้างสวนเดิมนั้นอย่างงดงามและเรียกกันว่า "สวนขวา" พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระราชมนเทียรใหม่ในบริเวณนี้ พระราชทานนามว่า พระอภิเนาวนิเวศน์ พระที่นั่งที่ยังเหลืออยู่ ต่อมาจนปัจจุบันนี้คือ "พระที่นั่งมหิศรปราสาท" บนกำแพงที่กั้นเขตระหว่างสวนและพระราชฐานชั้นในนั้นองค์หนึ่ง อีกองค์หนึ่งคือพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท เป็นปราสาท ๕ ยอดใกล้พระที่นั่งศิวาลัยฯ มี "พระพุทธรัตนสถาน" เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบุษยรัตน์ (พระแก้วขาว) บริเวณที่ยังใช้เป็น สวนต่อมา เรียกว่า สวนศิวาลัย
๗. พระที่นั่งบนกำแพงพระบรมมหาราชวังฝ่ายตะวันออก
(ก) พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท อยู่บนกำแพงพระบรมมหาราชวัง ระหว่างประตูเทวาพิทักษ์และประตูศักดิไชยสิทธิ์ ในรัชกาลที่ ๑ สร้างเป็นพลับพลาสำหรับประทับทอดพระเนตรกระบวนแห่ในการพระราชพิธีสระสนามใหญ่ (คือ การเดินช้าง เดินม้า ราชพาหนะ ออกมารับประพรมน้ำมนต์ หรือ จะเรียกว่าเป็นการสวนสนามจตุรงคเสนา ซึ่งมีริ้วขบวนประกอบด้วยพลเดินเท้า กระบวนช้าง กระบวนม้า และกระบวนรถ เดินขบวนผ่านหน้าที่ประทับรับประพรมน้ำมนต์ เพื่อชัยมงคลก็ได้) และทอดพระเนตรการฝึกช้าง ในรัชกาลที่ ๓ โปรดให้รื้อพลับพลาสร้างใหม่เป็นแบบปราสาท พระราชทานนามว่า "พระที่นั่งสุทธาสวรรย์" ในรัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนเป็น "พระที่นั่งสุทไธสวรรย์" ในรัชกาลปัจจุบันโปรดให้ต่อพระเฉลียงไม้ทางด้านตะวันออกทำเป็นสีหบัญชร เพื่อเป็นที่สำหรับเสด็จพระราชดำเนินออกให้ราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
(ข) พระที่นั่งไชยชุมพล เป็นพลับพลาเล็กอยู่บนกำแพงประบรมมหาราชวัง ตรงกับพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๔ เคยใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตร กระบวนแห่พระยายืนชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมปวาย (โล้ชิงช้า)

ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามมีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เรียกกันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดในบริเวณพระบรมมหาราชวังชั้นนอก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มสร้างขึ้นพร้อมกับพระบรมมหาราชวังเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ด้วยมีพระราชดำริจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (แก้วมรกต) และแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๓๒๗ สิ่งสำคัญในวัดพระศรีรัตนศาสดารามมี
๑. พระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (แก้วมรกต) พระพุทธรูปสำคัญที่สุดในประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ สร้างด้วยหยกสีเขียว มีตำนานเล่าต่อกันมาว่า เทวดาสร้างถวายพระอรหันต์องค์หนึ่งทางอินเดียแล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในองค์พระพุทธรูปครั้นเวลาต่อ ๆ มาพระพุทธรูปองค์นี้ตกไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ หลายแห่ง เช่น ลังกา เชียงราย เชียงใหม่ และเวียงจันทร์ ใน พ.ศ. ๒๓๒๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งยังดำรงตำแหน่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสด็จเป็นแม่ทัพไปตี ได้เมืองเวียงจันทร์จึงทรงอันเชิญพระแก้วมรกต มาไว้ยังกรุงธนบุรี ครั้นเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ จึงได้อัญเชิญประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามสืบต่อมาจนทุกวันนี้
หน้าฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต มีพระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ เป็นพระพุทธรูปยืนสูง ๖ ศอก (๓ เมตร) หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์และหุ้มทองคำทรงเครื่องต้นอย่างจักรพรรดิราช (ตามแบบกษัตริย์สมัยโบราณ) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างอุทิศพระราชกุศลถวายสมเด็จพระอัยการธิราช และสมเด็จพระบรมชนกนาถ องค์ทางขวา (ทิศเหนือ) ถวายพระนามว่า "พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก" องค์ทางซ้าย (ทิศใต้) ถวายพระนามว่า "พระพุทธเลิศหล้านภาลัย" แล้วโปรดให้ออกประกาศเรียกพระนามพระอดีตรัชกาลตามพระนามที่ถวายแด่พระพุทธรูปทั้งสองพระองค์แทนคำที่เรียกกันอยู่ในขณะนั้นว่า "แผ่นดินต้น" "แผ่นดินกลาง" ดูประหนึ่งว่าพระองค์จะต้องเป็นแผ่นดินปลาย ซึ่งถือเป็นการอัปมงคล ดังนั้น ครั้งถึงรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดให้เรียกพระนามพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ว่า "พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว" โดยอนุโลมจากพระนามเดิมว่า "ทับ" ส่วนพระองค์เองใช้พระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" โดยอนุโลมจากพระนามเดิมว่า "มงกุฎ" นับแต่นั้นมาจึงมีการถวายพระบรมนามาภิไธย ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จารึกพระสุพรรณบัฏทุกรัชการสืบมา
๒. ปราสาทพระเทพบิดร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรีที่เสด็จสวรรคตไปแล้วทั้งแปดรัชกาล ประชาชนมีโอกาสที่จะเข้าถวายบังคมพระบรมรูปในปราสาทนี้ในวันที่ระลึกมหาจักรีคือ วันที่ ๖ เมษายน ทุกปี
๓. พระมณฑป เป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎก ในตู้มุกรูปทรงเดียวกับพระมณฑป
๔. พระศรีรัตนเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ประดับกระเบื้องสีทอง เป็นที่ประดิษฐานพระมณฑป
๕. นครวัดจำลอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ช่างจำลองแบบนครวัดแห่งกรุงกัมพูชามาสร้างไว้
๖. อนุสาวรีย์ประจำรัชกาล ตั้งอยู่บนไพที (ยกพื้น) เดียวกับปราสาทพระเทพบิดร พระมณฑปพระศรีรัตนเจดีย์ และนครวัดจำลอง อนุสาวรีย์นี้มี ๓ องค์ ประดิษฐานบุษบกตั้งพานวางตราประจำรัชกาล มีฉัตรล้อมและมีรูปช้างโลหะประจำรัชกาลอยู่เชิงอนุสาวรีย์ อนุสาวรีย์องค์หนึ่งประดิษฐานตราประจำรัชกาลที่ ๑, ๒ และ ๓ เป็นรูปอุณาโลม (สำหรับรัชกาลที่ ๑) รูปครุฑ (หมายถึงวิมานฉิมพลีที่สถิตของพระยาครุฑ อนุโลมตามพระนามเดิมว่าฉิม) และรูปปราสาท (หมายถึงพระนามเดิมว่า ทับแปลว่าที่อยู่) อนุสาวรีย์อีกหนึ่งประดิษฐานตราประจำรัชกาลที่ ๔ เป็นรูปมงกุฎ (พระนามเดิมว่ามงกุฎ) และอนุสาวรีย์อีกองค์หนึ่งประดิษฐานตราประจำรัชกาลที่ ๕ เป็นรูปพระเกี้ยว หรือจุลมงกุฎ (ซึ่งพระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้าทรงเวลาโสกันต์) อนุโลมตามพระบรมนามาภิไธยว่า จุฬาลงกรณ์ (เครื่องประดับพระเศียร) หรือจุลจอมเกล้า (ซึ่งอนุโลมเข้ากับจุลมงกุฎด้วยก็ได้)
๗. วิหารยอด ครั้งหนึ่งเคยมีวัตถุสำคัญอยู่ในวิหารนี้คือ พระแท่นมนังศิลาบาตรของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
นอกจากสิ่งสำคัญมากที่กล่าวมาแล้ว ในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดารามยังมีสิ่งอื่น ๆ อีก เช่น พระปรางค์ประดับกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ ศาลารายหอระฆัง และภาพเขียนเรื่องรามเกียรติ์ตามพระระเบียง เป็นต้น



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ดูต่อ...]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.