ออร์กะโนคลอรีน
พวกออร์กะโนฟอสเฟต
พาราไธออนการเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร
อาการสำคัญที่เกิดขึ้นจากการแพ้พิษพาราไธออนมีอะไรบ้าง

ออร์กะโนคลอรีน

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
พวก Halogenated Hydrocarbon หรือออร์กะโนคลอรีน (Organochlorine) ได้แก่ ดีดีที ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ได้นำมาใช้เพื่อฆ่าแมลงได้นานประมาณ ๔๕ ปี หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นอกจากดีดีที ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มนี้ ยังมีอื่น ๆ อีก เช่น อัลดริน (Aldrin) ดีลดริน (Dieldrin) และเอ็นดริน (Endrin) เป็นต้น
ยาฆ่าแมลงในกลุ่มนี้มีความคงทน ไมสลายตัว ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ในน้ำมัน ลักษณะเป็นผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น ที่ผลิตใช้ในครัวเรือนมักจะละลายในน้ำมันก๊าด และน้ำมันเบนซิน
การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เข้าโดยการกินและหายใจ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไปสะสมอยู่ในไขมันตามที่ต่าง ๆ
การออกฤทธิ์ เป็นการกระตุ้นสมอง เกิดอาการกระตุก และชัก
อาการ พิษที่เกิดขึ้นโดยการกินเป็นชนิดเฉียบพลัน อาการจะปรากฏภายใน ๒-๓ ชั่วโมง
อาการทั่วไป ได้แก่ ปวดศีรษะ ความคิดสับสน อาจมีอาเจียนอาการทางระบบประสาทมีอาการสั่น (Tremor) กระตุกที่หนังตา ใบหน้า และลำคอ มีอาการชักและหมดสติ ผู้ป่วยจะตายด้วยระบบการหายใจล้มเหลว
การรักษา ไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ นอกจากรักษาตามอาการและใช้ยาป้องกันการชัก
การใช้สารพวกนี้มักใช้ในการแพทย์และการสาธารณสุขมากกว่าการใช้ในบ้านเรือน ในปัจจุบันไม่นิยมใช้สารจำพวกนี้ เช่น ดีดีที เนื่องจากสลายตัวยาก ทำให้มีการสะสมอยู่ในภาวะแวดล้อม ในคนและสัตว์รวมทั้งพืชด้วย ดีดีทีที่อยู่ในดินอาจจะเข้าไปสะสมอยู่ในผลไม้ได้ถ้าต้นไม้นั้นปลูกอยู่ในดินที่มีสารนี้ ในหน้าฝนเมื่อมีฝนตกลงมา น้ำฝนจะชะล้างเอาดีดีทีในดินลงไปในแม่น้ำลำคลอง ปลาที่อยู่ในบริเวณนั้นอาจมีดีดีทีอยู่ด้วย เมื่อนกกินปลาเข้าไป สารนี้ก็จะอยู่ในนก ถ้าเรากินปลาหรือนกที่มีสารนี้อยู่ดีดีทีจะเข้าไปในร่างกายของเราและจะไปสะสมอยู่ในไขมัน ซึ่งการศึกษาพบว่ามนุษย์เราภายหลังการใช้ดีดีทีมาเป็นเวลานาน ได้มีการสะสมอยู่ในไขมันภายในร่างกายเป็นจำนวนมากและมีหลายประเทศได้ห้ามใช้อย่างเด็ดขาด

พวกออร์กะโนฟอสเฟต

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
พวกออร์กะโนฟอสเฟต (Organophosphate) เป็นยาปราบศัตรูพืชที่ใช้กันมากในขณะนี้ ซึ่งมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ในจำพวกนี้ที่แพร่หลายและเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไปก็คือพาราไธออน (Parathion) หรือในนามของยาโฟลิดอล (Folidol), E ๖๐๕ หรือยาเขียวฆ่าแมลงหรือยาฆ่าแมลงตราหัวกะโหลกไขว้ ยานี้ได้มีหลายบริษัทผลิตออกจำหน่าย ซึ่งมีชื่อทางการค้าต่าง ๆ กันเช่น อีคาท็อกซ์ (Ekatox), เพอร์เฟคไธออน (Perfekthion), เมตาซีสต๊อกซ์ (Metasystox), โอโซ (OZo), ออร์โธฟอส (Orthophos), พาราเฟต (Paraphate) เป็นต้น
ห้างร้านหรือบริษัทในประเทศไทยบางรายได้นำสารนี้มาผสมและจำหน่าย มีชื่อในทางการค้าต่าง ๆ กัน เช่น ยาฆ่าแมลง ๑๐๐% บ้าง ยาฆ่าแมลงตราหัวกะโหลกไขว้บ้าง และสูตรทางเคมีก็มีวิวัฒนาการเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีสารเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง แต่กลไกในการออกฤทธิ์ยังคงเหมือนเดิม ฉะนั้น พาราไธออนจึงเป็นตัวแทนของสารกลุ่มนี้
ในปัจจุบัน พาราไธออนกำลังเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งในประเภท "อันตรายอันเกิดจากสิ่งมีพิษ"
พาราไธออนเป็นสารประกอบ ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า Diethyl-pnitrophenylthio-phosphate มีสูตรทางเคมีว่า C(,๑๐) H(,๑๔) NO(,๕) PS มีลักษณะเป็นวัตถุเหลวข้น สีเหลืองหรือสีน้ำตางแก่สารชนิดนี้ละลายน้ำได้เพียงเล็กน้อยประมาณ ๑ : ๕๐,๐๐๐ แต่ละลายได้ดีในอีเธอร์และคลอโรฟอร์ม และจะสลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกกับกรดหรือด่าง หรือถูกกับแสงแดด มีกลิ่นเหม็น ผู้ที่เคยดมกลิ่นเพียงครั้งเดียวก็จะจำได้เพราะมีกลิ่นเหม็นเป็นพิเศษ
โดยปกติร่างกายเมื่อมีการทำงานของระบบประสาทต่าง ๆ จะเกิดสารเคมีชนิดหนึ่ง เรียกว่าอเซตทิลโคลิน (Acetylcholine) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสื่อนำกระแสประสาทผ่านไปยังอวัยวะที่เส้นประสาทนั้นไปเลี้ยง และจะถูกย่อยและสลายไปตามธรรมชาติในร่างกายโดยเอนไซม์ที่เรียกว่า โคลินเอสเตอร์เรส (cholinesterase) และจะเกิดขึ้นมาใหม่อีกเมื่อมีการกระตุ้นของระบบประสาทดังกล่าว
การออกฤทธิ์ของยาฆ่าแมลงพวกนี้เมื่อเข้าไปในร่างกายจะไปจับกับเอนไซม์ โคลินเอสเตอร์เรส (cholinesterase) กลายเป็นสารคงทนถาวรสลายตัวได้ยาก และกินเวลานาน ฉะนั้นจึงไม่มีเอนไซม์ไปย่อยหรือสลายอเซตทิลโคลิน (Acetylcholine) ที่เกิดขึ้นในร่างกายให้หมดไปตามธรรมชาติ ดังนั้นร่างกายจะมี acetylcholine คั่งหรือเพิ่มมากขึ้นทุกที จนเกิดเป็นพิษต่อร่างกาย ฉะนั้นพิษของพาราไธออนก็คือการที่มีอเซตทิลโคลินในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาการที่เกิดจากพิษพาราไธออนก็เหมือนกับการกระตุ้นประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ

พาราไธออนการเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พาราไธออน เข้าสู่ร่างกายได้ ๓ ทาง คือ
๑. การเข้าของพาราไธออน ทางการหายใจ อาจจะเกิดขึ้นได้ดังนี้ คือ ผู้ที่ใช้พาราไธออนฉีดสำหรับฆ่าแมลงนั้นฉีดยาทวนกระแสลมขณะที่ฉีดไปลมก็จะพัดมาทางผู้ฉีด ผู้ฉีดก็หายใจเอายาเข้าไปทีละน้อย ๆ จนในที่สุด ยาเข้าไปสะสมในร่างกายมากเข้าก็เกิดอาการแพ้ หรือขณะที่ฉีดอยู่เหนือลมแต่บังเอิญเกิดลมแรงและหวนกลับมาทำให้ผู้ฉีดสูดเอาฝอยละอองของยาเข้าไปมาก ในการฉีดยาขึ้นไปบนต้นไม้สูง ๆ ผู้ฉีดเข้าไปใกล้ต้นไม้นั้นเกินไป เมื่อฉีดแล้ว ฝอยละอองของยาตกลงมาเบื้องล่าง ก็ทำให้ผู้ฉีดต้องสูดเอาฝอยละอองของยาเข้าไปจนเกิดอาการแพ้ยาได้
๒. การเข้าของพาราไธออน ทางปาก โดยวิธีนี้ อาจเกิดขึ้นได้คือ
  • โดยอุบัติเหตุ คือไม่ทราบว่าเป็นยาสำหรับรับประทาน เช่น ยาธาตุ หรืออื่น ๆ หยิบยาผิดรับประทานเข้าไป มักจะเกิดแก่คนที่ชรา ซึ่งสายตาไม่ค่อยดี หรือเกิดแก่เด็ก ๆ ที่ซุกซนหยิบยากินเข้าไปโดยไม่ทราบว่าเป็นอะไร หรือในบางรายที่ใช้ภาชนะผสมยาฆ่าแมลงแล้วทิ้งไว้ไม่ทำลายให้หมดไป เช่น ใช้กระป๋องนมข้นที่ใช้แล้วผสมยา เสร็จแล้วทิ้งไว้ที่กองขยะหรือตามบ้าน มีคนเก็บเอาไปขาย และในที่สุดนำมาใส่กาแฟกิน คนที่กินเข้าไปอาจเกิดอาการแพ้ได้
  • ผลไม้บางอย่าง เช่น พุทรา ซึ่งเพิ่งฉีดยาฆ่าแมลงมาแล้วเพียง ๒-๓ วัน ยังมียาฆ่าแมลงเหลือค้างอยู่ กินเข้าไปก็อาจทำให้เกิดพิษได้เพราะยาฆ่าแมลงจะค้างอยู่ถึง ๗ วัน จึงจะหมดไปแม้ว่าจะล้างให้สะอาดก็ไม่สามารถทำให้หมดไปได้ เพราะพาราไธออนจะถูกดูดซึมเข้าไปในเนื้อของผลไม้ด้วย และกว่าจะสลายตัวไปหมดก็กินเวลาประมาณ ๗ วัน การสลายตัวของสารนี้จำเป็นต้องใช้แสงแดด และผลไม้นั้นต้องติดอยู่กับต้นไม้ การสลายตัวจึงจะดำเนินไปได้ด้วยดี หากเราใช้ยานี้ฉีดผลไม้แล้ว ๒-๓ วัน จากนั้นเก็บผลไม้มา ยาจะยังสลายตัวไม่หมด ถึงแม้ว่าจะเก็บผลไม้นั้นไว้ยังไม่รับประทาน แต่การสลายตัวของยาก็จะช้าลงใช้เวลานานกว่าเมื่อผลไม้นั้นยังติดอยู่กับต้นไม้ ผักก็เช่นเดียวกันฉะนั้นควรเก็บผักหรือผลไม้ หลังจากฉีดยาไปแล้วประมาณ ๗ วัน จึงจะปลอดภัยเมื่อรับประทาน
๓. การเข้าของพาราไธออน ทางผิวหนัง จะเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะยาเมื่อถูกกับผิวหนังก็จะซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยเราไม่รู้ตัว เพราะไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง หรืออักเสบแก่ผิวหนังแต่ประการใดเลย ที่เราพบได้บ่อย ๆ ก็คือ ผู้ที่ใช้ยานี้เวลาผสมยาใช้มือของตัวเองกวนกับน้ำที่ผสมยาโดยไม่ใช้ไม้หรือสิ่งอื่น และโดยเฉพาะเวลาฉีดยาเกษตรกรมักใช้ยาฆ่าแมลงละลายน้ำแล้วใส่ในเครื่องพ่นสะพายข้างหลังภาชนะที่ใส่ยาไม่ดี เก่าเกินไป อาจจะรั่ว ทำให้น้ำยาหกเปรอะเปื้อนตัวเอง ซึ่งผู้ใช้ก็ไม่ทราบว่ายาสามารถซึมเข้าทางผิวหนังได้เมื่อทิ้งไว้นานโดยไม่ล้างน้ำยาออกจากตัวเสียด้วย สบู่ก็อาจจะเกิดอาการแพ้ได้ง่าย รายที่เป็นโรคผิวหนัง ผื่นคัน หรือมีแผลจะดูดซึมเข้าดี ยิ่งขึ้นหรือถ้าอากาศร้อนรูเหงื่อจะเปิดกว้าง ทำให้ยาฆ่าแมลงซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี

อาการสำคัญที่เกิดขึ้นจากการแพ้พิษพาราไธออนมีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

อาการสำคัญที่เกิดขึ้นจากการแพ้พิษพาราไธออน อาจแบ่งได้ดังนี้
๑. อาการที่เนื่องจากการกระตุ้นปลายประสาทพาราซิมพาเธติก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในระยะแรก เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นช้า แน่นและเจ็บบริเวณทรวงอก ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้น ม่านตาจะหรี่เล็กลง มีอาการท้องเดิน ถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะโดยกลั้นไม่อยู่ หลอดลมมีเสมหะมาก น้ำลายออกมาก หลอดลมตีบหน้าเขียวคล้ำ
๒. อาการที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นกล้ามเนื้อจะพบว่ามีการเกร็งของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อตามร่างกายเต้นและสั่นกระตุกเป็นแห่ง ๆ เป็นหย่อม ๆ จะพบได้ที่ลิ้น ตามหน้าตา ต่อไปจะเป็นทั่วร่างกาย ถ้ามากขึ้นจะมีอาการคล้ายตะคริว ถ้ามีอาการกระตุ้นมากขึ้น ในที่สุดจะเกิดอาการเพลียขึ้นตามกล้ามเนื้อทั่วไป และอาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อเกิดขึ้น ในรายที่รุนแรงมากจะทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจเกิดเพลียลง และเป็นสาเหตุที่ช่วยทำให้หายใจไม่ได้ด้วย
๓. อาการทางสมอง ได้แก่ มึนศีรษะ ปวดศีรษะ งง กระสับกระส่าย ตื่นตกใจง่าย และอารมณ์พลุ่งพล่าน ถ้าอาการรุนแรงมากอาจมีอาการชักและหมดสติได้
อาการของผู้ป่วยจะเริ่มต้นด้วยคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อหดตัวเป็นหย่อม ๆ แน่นหน้าอก ท้องเดิน ตาพร่า น้ำลายออกมาก และซึม ถ้าอาการรุนแรงทำให้หมดสติ น้ำลายฟูมปาก อุจจาระปัสสาวะราด กล้ามเนื้อทั่วตัวกระตุก ชัก หายใจลำบาก เขียวและหยุดหายใจ
ระยะเวลาและความรุนแรงของอาการ ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารพิษที่เข้าไปในร่างกาย
การกินสารพิษเข้าไป ถ้ากินชนิดที่มีความเข้มข้นสูงจะเกิดอาการผิดปกติภายใน ๑๕ นาที เกิดอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกมาก กล้ามเนื้อกระตุกเป็นหย่อม ๆ น้ำลายฟูมปาก ชัก และหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีจะตายภายใน ๒๔ ชั่วโมง เนื่องจากการหายใจล้มเหลว ถ้าดื่มเหล้าหรือยานอนหลับร่วมด้วยอาการจะรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น
การเข้าทางการหายใจและผิวหนังอาการมักไม่รุนแรง เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ โดยมากเกิดขึ้นจากบุคคลที่ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรมดังได้กล่าวมาแล้ว อาการที่เกิดมีวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน และมีเหงื่อออกมาก ถ้าอาการมากขึ้นจะมีการกระตุกของกล้ามเนื้อเป็นหย่อม ๆ



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ดูต่อ...]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.