[ขยายดูภาพใหญ่]

การเล่นเพลงหรือการขับลำนำของชาวบ้านนั้น แรกทีเดียวคงเป็นการโต้ตอบกันระหว่างหญิงชาย มิได้จับเรื่อง เพียงแต่ร้องแก้กันไปมาทำนองเกี้ยวพาราสี ต่อมาก็มีพัฒนาการอย่างง่าย ๆ เล่นเป็นชุด เช่น ขับลำโต้ตอบ ชุดชิงชู้ ลักหาพาหนีและตี หมากผัว เป็นต้น ลักษณะของการเล่นเรียกว่า "ละคร" คงเกิดขึ้นจากการผสมผสานกันระหว่างการขับลำกับการเล่านิทาน และเมื่อการเล่นในลักษณะนี้แพร่หลายแล้ว ราชสำนักก็รับรูปแบบไปพัฒนาขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งอาจมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมที่รับมาจากต่างชาติ จึงเกิดมีละครในราชสำนักขึ้นมาแล้วเรียกให้ต่างกันภายหลังว่า "ละครใน" เรียกละครที่ชาวบ้านเล่นว่า "ละครนอก" ซึ่งมีเนื้อหามาจากนิทานพื้นบ้านหรือชาดกท้องถิ่นอย่างปัญญาสชาดก หรือผูกเรื่องขึ้นเองเช่น สังข์ทอง คาวี พระรถเมรี

จะเห็นได้ว่าความแตกต่างของวรรณกรรมราชสำนักและของชาวบ้าน มิใช่เป็นการแบ่งแยกแตกต่างที่ขาดความสัมพันธ์กัน บางส่วนของวัฒนธรรมราชสำนักก็แพร่กระจายไปสู่ชาวบ้าน เช่น ชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ที่จะอ่านวรรณกรรมลายลักษณ์ของราชสำนักได้ ก็สามารถซึมซับเรื่องร าวต่างๆ ของชนชั้นมูลนายได้จากการฟัง การเทศน์มหาชาติ การแหล่ที่แทรกเรื่องชาดกของพระภิกษุได้ เรื่องราวชาดกก็ได้รับการดัดแปลงกลายเป็นนิทานพื้นบ้านหรือการแสดงของชาวบ้านต่อไป

ในขณะเดียวกันบางส่วนของวรรณกรรมชาวบ้านแต่มูลนายนำไปดัดแปลง เช่น นิทานบางเรื่องในปัญญาสชาดก ก็เคยเป็นนิทานพื้นเมืองของประชาชนมาก่อนที่ชนชั้นมูลนายจะนำไปแต่งเป็นเรื่องราวสำหรับแสดงหนังใหญ่ เช่น เรื่องสมุทรโฆษ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดง ให้เห็นความสัมพันธ์ของการหยิบยืมรับส่งอิทธิพลระหว่างประเพณีราษฎร์และประเพณีหลวง ดังจะเห็น อิทธิพลได้จากทั้งในด้านเนื้อหาและฉันทลักษณ์ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนที่รู้จักกันดีก็มีกำเนิดในวรรณกรรมของประชาชนมาก่อน และได้รับการเอาใจใส่จากราชสำนึกถึงกับรัชกาลที่ ๒ ทรงพระราช นิพนธ์เสภาเอง ทั้งโปรด ฯ ให้กวีราชสำนักแต่งเสภาขึ้นหลายตอนประเพณีการขับเสภาที่ชาวบ้านใช้กรับเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะเพียงอย่างเดียว ก็ได้รับการพัฒนาจากราชสำนักให้มีปี่พาทย์เข้ามาเล่นประกอบ ดังที่เห็นเล่นกันอยู่ในปัจจุบัน
อะไรเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ของประเพณีหลวงและประเพณีราษฎร์


[ขยายดูภาพใหญ่]

วัดเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเพณีหลวงและประเพณีราษฎร์ให้เกิดขึ้นและสืบเนื่องมาได้ในสังคมไทย ในทางศิลปกรรมก็เช่นเดียวกัน กล่าวได้ว่าวัดเป็นศูนย์สร้างวัฒนธรรมและงานศิลปะเกือบทุกสาขา ความเจริญของช่างในอดีตขึ้นอยู่กับผู้อุปถัมภ์งาน งานระดับแรกของช่างนั้นมักเกี่ยวกับการศาสนาหรือวัดในท้องถิ่นที่ช่างผู้นั้นอาศัยอยู่การปฏิบัติงานให้กับพระศาสนานั้น นอกจากจะกระทำด้วยความศรัทธาแล้ว การแข่งขันกันระหว่างท้องถิ่นใกล้เคียงก็เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในวิชาช่างอย่างสำคัญ อาจกล่าวได้ว่าชุมชนใดที่ไม่มีวัดชุมชนนั้นก็จะไม่มีพัฒนาการในด้านศิลปะ

อิทธิพลของประเพณีหลวงในด้านศิลปกรรมที่มีต่อประเพณีราษฎร์จึงเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะศิลปกรรมที่เนื่องในความเชื่อทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นทางสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม เช่น วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร เจดีย์ พระพุทธรูป ภาพเขียนในโบสถ์ วิหาร ล้วนแต่ถูกกำกับด้วยคติความเชื่อที่มีลักษณะเดียวกับศิลปกรรมของชนชั้นสูงที่สืบทอดกันตามประเพณีตัวอย่างเช่น งานจิตรกรรมพื้นบ้านก็ได้รับอิทธิพลจากของหลวงที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น นิยมวาดภาพพุทธประวัติ ชาดกจากเรื่องทศชาติ ชาดกพื้นบ้านของท้องถิ่น ภาคเหนือจะวาดเรื่องคันธนะกุมาร ส่วนภาคอีสานนิยมวาดเรื่องสังข์ศิลป์ไชย เป็นต้น ช่างมักจะสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของวัฒนธรรมประเพณี สิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนจะเห็นได้จากที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา วัดภูมินทร์ อำเภอเมือง ในจังหวัดน่าน หรือวัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี วัดสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นต้น ส่วนความแตกต่างระหว่างงานของช่างหลวงและช่างพื้นเมืองอาจจะอยู่ที่เทคนิคและฝีมือของช่างท้องถิ่นที่มักนิยมใช้สีสดใสตัดกัน ช่างจะใช้สีตามความรู้สึกและทัศนะของตนเอง เช่น ท้องฟ้าจะใช้สีครามสดต้นไม้ใช้สีเขียว เครื่องบนของปราสาทราชวังมักใช้สีเหลืองซึ่งเป็นสีที่แทนสีทอง เป็นต้น ในขณะที่ช่างฝีมือหลวงจะอยู่ในกรอบเกณฑ์ทางศิลปะและความประณีตสวยงามมากกว่าการแสดงความรู้สึกส่วนตัว
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป