ตับมีหน้าที่อะไร
เราสามารถทดสอบสมรรถภาพตับได้อย่างไร
การค้นคว้าโรคตับอักเสบเกิดขึ้นเมื่อใด
ตับอักเสบ เอ เกิดขึ้นเมื่อใด
ตับมีหน้าที่อะไร

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ตับมีหน้าที่สำคัญหลายประการ อันได้แก่ การสร้างน้ำดี ซึ่งออกมาในลำไส้ ช่วยให้อาหารประเภทไขมันถูกย่อยและดูดซึมง่ายขึ้น เก็บสำรองอาหาร ดอยเก็บเอากลูโคส (GLUCOSE) ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในสภาพของกลัยโคเจน (GLYCOGEN) และจะเปลี่ยนกลัยโคเจนกลับออกมาเป็นกลูโคสในกรณีที่ร่างกายต้องการใช้ได้ทันที สะสมวิตามินเอ ดี และวิตามินบีสิบสอง นอกจากนี้ยังกำจัดสารพิษที่ลำไส้ดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เมื่อสารพิษผ่านตับ ตับก็จะทำลาย สารพิษบางชนิดตับทำลายไม่ได้ตรงกันข้ามจะไปทำลายเซลล์ตับ เช่นแอลกอฮอล์ (ALCOHOL) คาร์บอนเตตราคลอไรด์ (CARBON TETRACHLORIDE) และคลอโรฟอร์ม (CHLOROFORM) เป็นต้น

ตับจะทำหน้าที่สร้างวิตามิน เอ จากสารแคโรตีน (สารสีส้มที่มีอยู่ในแครอตและมะละกอ) ธาตุเหล็กและทองแดงจะถูกเก็บสะสมอยู่ที่ตับ เช่นเดียวกับวิตามิน เอ ดี และบีสิบสอง สร้างองค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือด อาทิเช่น ไฟบริโนเจน (FIBRINOGEN) และโปรธรอมบิน (PROTHROMBIN) เป็นต้น และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด อันได้แก่ เฮปาริน (HEPARIN) ทำหน้าที่ในการกินและทำลายเชื้อโรคโดยมีเซลล์แมกโครฟาจ (MACROPHAGE) ที่อยู่ในตับ ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า คุฟเฟอร์เซลล์ (KUPFFER'S CELL) และหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเป็นแหล่งพลังงานสร้างความร้อนให้แก่ร่างกาย

ในขณะที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ ตับจะทำหน้าที่เป็นอวัยวะสร้างเม็ดเลือดแดง ตับจะยุติหน้าที่นี้โดยให้ไขกระดูกทำหน้าที่แทนในเวลาต่อมา นอกจากจะเป็นที่สร้างเม็ดเลือดแดงในระยะแรกแล้ว ในภาวะปกติคุฟเฟอร์เซลล์ที่บุเป็นผนังของแอ่งเลือดหรือไซนูซอยด์ (SINUSOID) จะทำหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดด้วย ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกายทำหน้าที่สำคัญมากมาย ถ้าเซลล์ตับถูกทำลายเสื่อมสภาพไปจะมีผลต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามตับเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์ในร่างกายแม้ว่ามีเซลล์ตับที่ดีเหลืออยู่เพียงร้อยละ 10-15 แต่ตับก็ยังสามารถรับภาระหน้าที่ต่างๆ ของตนเองที่จะประคับประคองชีวิตได้
เราสามารถทดสอบสมรรถภาพตับได้อย่างไร

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เราจะทดสอบสมรรถภาพตับ โดยการทดสอบหลายวิธีทางห้องชันสูตรแต่ละวิธีจะทดสอบหน้าที่หรือสมรรถภาพตับได้แต่เพียงจำกัด ไม่อาจทดสอบหน้าที่มากมายทุกประการเมื่อตับเสื่อมสภาพก็มิได้ทำให้การทำหน้าที่ต่างๆ ของตับเสื่อมไปในอัตราที่เท่าเทียมกัน นอกจากนั้นยังมีอวัยวะอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ร่วมและทำหน้าที่เสริมกับตับอีกด้วย ดังนั้นเมื่อมีผลการทดสอบผิดปกติก็ไม่ได้หมายความแน่ชัดว่าตับเสื่อมสภาพไป หรือในบางครั้งผลการทดสอบปกติก็ไม่ได้หมายความแน่ชัดชัดว่าตับเสื่อมสภาพไป หรือในบางครั้งผลการทดสอบปกติก็ไม่ได้หมายความว่าตับจะปกติร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ด้วยเหตุนี้การทดสอบจึงต้องกระทำกันเป็นชุด ในบางกรณีต้องใช้เข็มแทงเข้าไปในตับ เพื่อเอาเนื้อมาตรวจชันสูตรอีกด้วย การทดสอบต่างๆ เป็นเพียงดังนี้ชี้แนะถึงความเสื่อมสลายที่เกิดขึ้นภายในตับเท่านั้น

อย่างไรก็ตามการทดสอบสมรรถภาพตับจะมีประโยชน์ในกรณีต้องการที่จะชันสูตรว่าตับมีพยาธิสภาพหรือเป็นโรคหรือไม่ เพื่อแยกประเภทของดีซ่านหรืออาการเหลืองเพื่อติดตามการดำเนินของโรง และติดตามผลการรักษาโรคตับ

การทดสอบสมรรถภาพของตับที่กระทำกันอยู่เป็นประจำนั้น ได้แก่ การทดสอบเกี่ยวกับสารบิลิรูบิน (BILIRUBIN) และสารที่เกี่ยวข้องกับบิลิรูบินและการทดสอบที่บ่งถึงมีการคั่งของน้ำดี การทดสอบเกี่ยวกับความสามารถในการขับถ่ายของเสียของตับ การทดสอบเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของเซลล์ตับโดยการทดสอบปริมาณโปรตีน (อัลบูมิน (ALBUMIN) โกลบุลิน (GLOBULIN) และองค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือด)
การค้นคว้าโรคตับอักเสบเกิดขึ้นเมื่อใด

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ยุคใหม่ของการศึกษาวิจัยค้นคว้าโรคตับอักเสบเกิดขึ้นเมื่อ บลุมเบอร์ก (BLUMBERG) และคณะ (พ.ศ.2506) ได้พบแอนติเจน (ANTIGEN) ชนิดหนึ่งในเลือดของชาวพื้นเมืองในทวีปออสเตรเลีย บลุมเลอร์กได้ให้ชื่อในขณะนั้นว่า ออสเตรเลีย แอนติเจน การเปิดยุคใหม่ของโรคตับอักเสบนี้ ทำให้บลุมเบอร์กได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี พ.ศ.2519 อันที่จริงการศึกษาบลุมเบอร์กได้รับเกียรติอันสูงนี้ มิได้ตั้งใจที่จะศึกษาเรื่องตับ หรือสาเหตุของโรคตับอักเสบโดยตรง แต่มีวัตถุประสงค์ที่จะอธิบายความแตกต่างของไลโปโปรตีน (LIPOPROTEIN) ในเลือด แต่ในที่สุดกลับกลายเป็นว่าได้ค้นพบสิ่งที่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์จำนวนมากได้เสาะแสวงหา แอนติเจนที่บลุมเลอร์กได้ค้นพบนั้นคือ องค์ประกอบส่วนหนึ่งของไวรัสตับอักเสบ บี ที่เรียกว่า เฮปาไตติส บี เซอร์เฟส แอนติเจน (HEPATITIS B SURFACE ANTIGEN) ผลที่ติดตามมาจากการค้นพบของบลุมเบอร์กนี้เอง ได้นำไปสู่การวินิจฉัยโรคตับจากการติดเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ และศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ กับภาวะตับอักเสบเรื้อรังโรคตับแข็งและมะเร็งตับ และที่สำคัญที่สุดก็คือได้นำไปสู่การค้นคว้าพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ
ตับอักเสบ เอ เกิดขึ้นเมื่อใด


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

โรคนี้มีชื่อเดิมอยู่หลายชื่อ เช่น ตับอักเสบที่มีเชื้อติดต่อได้ ตับอักเสบชนิดระบาด ตับอักเสบที่ติดต่อทางการกิน

>การระบาดของโรคตับอักเสบ เอ ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ การระบาดในทหารและพลเรือนในประเทศเยอรมนีในปี พ.ศ.2172 ในกองทัพบกอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2280 ระบาดในกรุงปารีสระหว่างสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย พ.ศ.2313 ในระหว่างสงครามบัวร์ในแอฟริกาเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในกองทัพเรือญี่ปุ่นระหว่างสงครามกับรัสเซียเมื่อปี พ.ศ.2447 และไม่ว่าจะเป็นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 กรณีขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม โรคตับอักเสบก็จะระบาดแทรกแซงอยู่เสมอๆ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกันก็มีผู้ป่วยด้วย โรคตับอักเสบในกองทัพและในพลเรือนกว่าห้าล้านคน

ในปี พ.ศ.2483 แมกคัลลัม ได้เสนอให้เรียกชื่อกันใหม่ว่า ตับอักเสบจากเชื้อไวรัสเอซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันมาจนกระทั่งปัจจุบันโดยมีไวรัสตับอักเสบ ชนิด เอ เป็นต้นเหตุ ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ เป็นไวรัสชนิดที่มียีนมเป็นกรดไรโบนิวคลิอิก หรืออาร์เอ็นเอ ขนาดประมาณ 27 นาโนเมตรตรวจพบไวรัสได้ในอุจจาระของผู้ป่วยในระยะเฉียบพลันด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเป็นไวรัสที่จำแนกไว้ได้ใน กลุ่มของพิโคน่าไวรัส ซึ่งเป็นไวรัสกลุ่มเดียวกันกับไวรัสโปลิโอนั่นเอง ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ มีชื่อสากลอีกชื่อหนึ่งว่า เอนเตโรไวรัส-72