ฉันทลักษณ์นั้นเป็นฉันใด
บทร้อยกรองที่นำมาเสนอให้ดูเป็นตัวอย่างในส่วนเด็กเล็กนั้น แต่งเป็น คำประพันธ์ประเภทต่าง ๆ ดังนี้
๑)"หน้าร้อน" แต่งเป็น กาพย์ยานี 11
๒)"เล่นลม" แต่งเป็น วิชชุมาลาฉันนท์
๓)"สายรุ้ง" แต่งเป็น กลอนแปด
๔)"บัวไม่ช้ำเมื่อน้ำท่วม" แต่งเป็น โคลงสี่สุภาพ

แหล่งที่มาของของเสียที่เป็นอันตรายมีหลายแหล่งด้วยกัน โรงงาน อุตสาหกรรมเป็นแหล่งสำคัญที่สุด รองลงมานั้นคือ ชุมชนซึ่งรวมโรงพยาบาลอยู่ด้วย และการเกษตรกรรม
คำประพันธ์ที่อยู่ในตำราฉันทลักษณ์ยังมีอีกมาก จำแนกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๕ ประเภท คือ
๑.กาพย์ แบ่งเป็น กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์ กาพย์ขับไม้
๒.กลอน แบ่งเป็น กลอนแปดและกลอนหก ซึ่งจัดเป็นกลอนสุภาพ นอกจากนั้นกลอนยังมีรูปแบบอื่นๆ ได้อีกหลายรูปแบบคือ นำไปแต่งเป็นดอกสร้อย สักวา เพลงยาว เสภา นิราศ กลอนบทละคร กลอนเพลงพื้นเมืองและกลอนกลบทต่างๆ
๓.โคลง แบ่งเป็น โคลงสอง โคลงสาม โคลงสี่ ซึ่งอาจแต่งเป็นโคลงสุภาพหรือโคลงดั้นก็ได้ นอกจากเป็นโคลงธรรมดาแล้ว ยังแต่งเป็นโคลงกระทู้ และโคลงกลอักษรได้อีกหลายแบบ
๕.ฉันท์ แบ่งเป็นหลายชนิดเ ช่น วิชชุมมาลาฉันท์ มาณวกฉันท์ อินทรวิเชียรฉันท์ ภุชงค์ประยาตฉันท์ อีทิสังฉันท์ วสันตดิลกฉันท์ สาลินีฉันท์ ฯลฯ ล้วนแต่มีชื่อไพเราะ ๆ ทั้งนั้น
๖.ร่าย แบ่งเป้ฯร่ายสั้นและร่ายยาว ร่ายสั้นนั้นมีทั้งร่ายสุภาพและร่ายดั้น
นอกจากคำประพันธ์ประเภทใหญ่ ๆ ที่กล่าวข้างต้น ยังมีประเภทย่อยที่ประสมคำประพันธ์ต่างชนิดเข้าด้วยกันอีกหลายแบบ เช่น
กาพย์ห่อโคลง แต่งกาพย์ยานี 1 บท สลับกับโคลงสี่สุภาพ 1 บท
กาพย์ห่อโคลงเห่เรือ แต่งโคลงสี่สุภาพนำ 1 บท แล้วแต่งกาพย์ยานีตามอีกหลายบทจนจบความ ดังตัวอย่าง

ลิลิต มักแต่งเป็นเรื่องยาว มีร่ายสุภาพสลับกับโคลงสอง โคลงสาม โคลงสี่ตัวอย่างลิลิตที่มีชื่อเสียง เช่น ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเลงพ่าย ลิลิตนิทราชาคริด

การที่ไทยเรามีร้อยกรองหลายหลากมากชนิด ไว้เป็นสมบัติประจำชาติเช่นนี้นับเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ จึงเป็นการสมควรที่เยาวชนไทยจะสนใจ "ศึกษา" ให้รู้จริงและ "รักษา" ไว้ให้ดี เพื่อว่าฉันทลักษณ์ไทยจะได้ดำรงอยู่เป็นแบบฉบับอันดีงามสำหรับเยาวชนรุ่นหลัง ๆ ต่อไปชั่วกาลนาน

ลักษณะบังคับของร้อยกรองที่ควรสังเกต ลักษณะบังคับของร้อยกรองที่ควรสังเกตุมี 9 ประการ ดังที่จะเขียนเป็นกลอนให้จำง่ายดังต่อไปนี้

ต่อไปนี้จะชี้แจงว่า แต่ละคำหรือแต่ละลักษณะมีความหมายอย่างไร

๑. คณะ คือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบของร้อยกรองแต่ละประเภทว่าจะต้องประกอบด้วยส่วนย่อยคืออะไรบ้าง มีจำนวนเท่าใด
คำที่เป็นส่วนย่อยของคณะได้แก่ บท บาท วรรค คำ ดังตัวอย่าง คณะและกาพย์สุรางคนางค์ ดังนี้
กาพย์สุรางคนางค์ 1 บท มีบาทเดียว('0) ซึ่งมี7วรรคด้วยกัน วรรคหนึ่ง ๆ มี 4 คำ รวม 7 วรรค มี 28 คำ จึงเรียกว่า กาพย์สุรางคนางค์ 28

คณะของกาพย์ยานี 11 มีดังนี้ กาพย์ยานี 1 บท มี 2 บาท('2) บาทต้นเรียกว่าบาทเอก บาทท้ายเรียกว่าบาทโท บาทหนึ่งมี 2 วรรค วรรคหน้ามี 5 คำ วรรคหลังมี 6 คำรวมบาทหนึ่งเป็น 11 คำ เท่ากันทั้ง 2 บาท ดังนั้นจึงเรียกว่า กาพย์ยานี 11

ลักษณะบังคับข้อนี้สำคัญมาก ร้อยกรองทุกประเภทจะต้องมีคณะ คณะช่วยกำหนด รูปแบบของร้อยกรองแต่ละประเภท แต่ละชนิดให้เป็นระเบียบเพื่อใช้เป็นหลักในการแต่งต่อไป

๒. พยางค์ ในการแต่งร้อยกรองเราถือว่าพยางค์ ก็คือคำนั่นเอง ร้อยกรองแต่ละชนิดจะมีการกำหนดไว้แน่นอนว่า วรรคหนึ่งมีกี่พยางค์ ในร้อยกรองประเภทฉันท์ มีการกำหนดพยางค์เคร่งครัดว่าร้อยกรองประเภทอื่น ๆ

กล่าวคือ หมายถึงเสียงที่เปลีงออกมาครั้งหนึ่งๆ บางทีมีความหมายต่างๆ เช่น มีน้ำ ใน นา แต่บางทีบางพยางค์ก็ไม่มีความหมาย เช่นคำว่า กุสุมา ถึงว่ามี 3 พยางค์ อ่าน กุ-สุ-มา สรณ - อ่าน สะ-ระ-นะ ในที่ที่ต้องการลหุ ก็ถือว่ามี 3 พยางค์ ฉะนั้นผู้แต่งต้องใช้ควา มสังเกตให้ดีเมื่อจะนับพยางค์ในฉันท์

๓. สัมผัส คือ ลักษณะที่บังคับให้ใช้คำที่มีเสียงสัมผัสคล้องจองกัน สัมผัสเป็นลักษณะที่สำคัญมากในร้อยกรองของไทย คำประพันธ์ทุกชนิดต้องมีสัมผัสชนิดของสัมผัสที่ควรรู้จัก ได้แก่
คู่ที่ 1 ก.สัมผัสสระ ข.สัมผัสอักษร
คู่ที่ 2 ก.สัมผัสนอก ข.สัมผัสใน
สัมผัสทั้ง 2 คู่นี้ สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันดังนี้