แหล่งกำเนิด
แหล่งปลูกและผลิตผล
ประวัติของข้าวสาลีในประเทศไทย
พฤกษศาสตร์ของข้าวสาลี
แหล่งกำเนิด

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
จากการสำรวจแหล่งพันธุกรรมของข้าวสาลี และการขุดซากพืชจากชุมชนโบราณทำให้ทราบว่าแหล่งกำเนิดของข้าวสาลีอยู่ในเขตเอเซียตะวันตกเฉียงใต้ ได้แก่ บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอิหร่าน อิรัก ตรุกี ซีเรีย เลบานอน อิสราเอล และจอร์แดน ข้าวสาลีที่เป็นพันธุ์ป่านั้น มีลักษณะของเมล็ดและรวงที่สามารถแพร่พันธุ์ไปได้เอง คือเมล็ดมีเปลือกหุ้มและรวงเปราะ เมื่อข้าวสุกเต็มที่ ส่วนพันธุ์ปลูกที่เกิดจากการคัดเลือกของมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่มีลักษณะไม่ติดเปลือกและก้านรวงเหนียว ไม่หักออกจากกันเมื่อแก่

ข้าวสาลีที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้น อาจแบ่งออกเป็นพวก ๆ ได้ตามจำนวนโครโมโซมของพืช ได้แก่พวก
ก. ดิพพลอยด์ (diploid) มีโครโมโซม ๗ คู่
ข. เตตราพลอยด์ (tetraploid) มีโครโมโซม ๑๔ คู่
ค. เฮกศาพลอยด์ (hexaploid) มีโครโมโซม ๒๑ คู่


ข้าวสาลีพันธุ์ที่โบราณที่สุดเป็นพวกดิพพลอยด์ มนุษย์ใช้เป็นอาหารเมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยมีการค้นพบซากเมล็ดข้าวสาลีชนิดนี้ในเขตซีเรียเหนือ ซึ่งเป็นพวกมีลักษณะรวงเปราะและเมล็ดติดเปลือก มนุษย์คงเก็บข้าวสาลีพวกนี้จากที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ระยะต่อมา (ประมาณ ๙,๐๐๐ - ๙,๕๐๐ ปีมาแล้ว) ได้มีการปลูกข้าวสาลีดิพพลอยด์ที่มีลักษณะดีขึ้นกว่าเดิม คือ เมล็ดติดเปลือกและก้านรวงเหนียวข้าวสาลีชนิดนี้ได้แพร่กระจายออกไปยังแหลมบอลข่าน ลุ่มแม่น้ำดานูบ และลุ่มแม่น้ำไรน์ ครั้งถึงยุดสัมฤทธิ์และยุคเหล็กตอนต้น ข้าวสาลีชนิดนี้ได้แพร่หลายไปในยุโรปและตะวันออกใกล้

ในยุคต่อมา ข้าวสาลีในธรรมชาติได้มีวิวัฒนาการไปเป็นพวกเตตาพลอยด์ โดยในขั้นแรกเป็นพวกเมล็ดติดเปลือก และรวงเปราะแล้วกลายเป็นชนิดเมล็ดติดเปลือกแต่ก้านรวงเหนียว ข้าวสาลีชนิดนี้แพร่หลายไปกว้างขวางมาก พบว่ามีปลูกในอิรักเมื่อ ๘,๐๐๐ ปีก่อน และขยายไปสู่อียิปต์ ยุโรป เอเซียกลาง และอินเดีย เมื่อ ๖,๐๐๐ - ๗,๐๐๐ ปีมาแล้ว และมีปลูกในเอธิโอเปียเมื่อ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อน ได้เกิดข้าวสาลีชนิด เตตราพลอยด์ ซึ่งเมล็ดไม่ติดเปลือก

ข้าวสาลีชนิดที่เกิดขึ้นล่าสุดในวิวัฒนาการนั้น เป็นพวกเฮกซาพลอยด์ ซึ่งได้มีการขุดค้นพบซากข้าวสาลีชนิดนี้ในซีเรียเมื่อ ๙,๐๐๐ ปีมาแล้ว ข้าวสาลีชนิดนี้มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดีกว่า พวกดิพพลอยด์และเตตราพลอยด์จึงมีการปลูกแพร่หลายในส่วนต่าง ๆ ของโลกในปัจจุบัน
แหล่งปลูกและผลิตผล

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ข้าวสาลีมีปลูกอยู่ทั่วโลก แต่เราอาจแบ่งแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญออกเป็นเขตได้ดังนี้คือ
๑. เขตประเทศรัสเชีย
๒. เขตประเทศในทวียุโรป
๓. เขตทวีปอเมริกาเหนือ
๔. เขตทวีปอเมริกาใต้
๕. เขตตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย
๖. เขตภาคเหนือและภาคกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน
๗. เขตภาคเหนือของประเทศปากีสถานและอินเดีย


ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓-๓๔ พื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวสาลีทั้งโลกมี ๑,๔๔๖ ล้านไร่ ได้ผลิตผลรวม ๕๘๗ ล้านต้น ผลิตผลเฉลี่ย ๔๐๖ กิโลกรัม/ไร่ ประเทศไทยปลูกข้าวสาลีประมาณ ๕,๐๐๐ ไร่ ได้ผลิตผลรวมประมาณ ๕๖๐ ตัน

การบริโภคข้าวสาลี
ปริมาณการบริโภคอาหารของคนชาติใดชาติหนึ่งนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับสาเหตุหลายประการ เช่น สภาพเศรษฐกิจ ดินฟ้าอากาศ การศึกษา จำนวนพลเมือง ความสามารถในการผลติ และวัฒนธรรม เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าธัญพืชที่ใช้เป็นอาหารหลักของคนไทย คือ ข้าว รองลงไป ได้แก่ ข้าวสาลี และข้าวโพด คนไทยแต่ละคนบริโภคข้าวประมาณปีละ ๑๖๓ กิโลกรัม ส่วนข้าวสาลีนั้นได้เพิ่มจากปีละ ๑.๒ กิโลกรัม ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นปีละ ๖.๐ กิโลกรัมใน พ.ศ. ๒๕๓๒ ส่วนข้าวโพดนั้นบริโภคประมาณปีละ ๑ กิโลกรัม

ข้าวและข้าวโพดนั้น เราผลิตได้มากพอจนถึงขนาดส่งเป็นสินค้าออกได้ ส่วนข้าวสาลีนั้นเรายังผลิตได้ไม่เพียงพอ และต้องสั่งซื้อเข้ามาจากต่างประเทศปีละเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการนำเข้า ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ประเทศไทยนำเข้า ๑๕๗,๐๐๐ ตัน มูลค่า ๗๑๘ ล้านบาท ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้นำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น ๓๒๖,๐๐๐ ตัน มูลค่า ๑,๙๖๔ ล้านบาท
ประวัติของข้าวสาลีในประเทศไทย
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
จากหลักฐานที่ปรากฏ คนไทยเริ่มรู้จักใช้แป้งสาลีประกอบอาหารในสมัยกรุงศรีอยุธยาจากจดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยามของบาทหลวงตาชาร์ด เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๒๘ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวว่า ขนมปังหาซื้อได้ยากและมีราคาแพง เพราะต้องซื้อแป้งสาลีจากเมื่อสุหรัด (ประเทศอินเดีย) หรือจากญี่ปุ่น ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๙ ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ กัปตันเทาน์เซนต์ แฮริส ได้บันทึกไว้ว่า ต้องนำแห้งสาลีมาจากฮ่องกง เพื่อใช้ทำขนมปังสำหรับงานเลี้ยงในพระบรมมหาราชวังเพราะจะหาขนมปังและแป้งสาลีที่กรุงเทพฯ ไม่ได้

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ นายอาริยันต์ มันยีกุล ข้าราชการกรมเกษตรฯ ไปราชการที่จังหวัดแพร่ในระหว่างฤดูหนาว ได้สังเกตสภาพภูมิประเทศแล้ว เห็นว่าน่าจะปลูกข้าวสาลีได้ นายอาริยันต์จึงได้ทดลองปลูกข้าวสาลีจำนวน ๔ พันธุ์จากออสเตรเลียและจากภาคกลางของอินเดีย โดยปลูกที่โรงเรียนกสิกรรมจังหวัดแพร่และที่ตำบลบ้านหนองวังดิน อำเภอบ้านกลางจังหวัดแพร่ ปรากฎว่าข้าวสาลีขึ้นงอกงามดีนายอาริยันต์มีความเห็นว่าควรส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวสาลีในประเทศไทย เพื่อเป็นการออกมเงินของประเทศ

พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๗ พระยาพหลพลพยุหเสนา นำพันธุ์ข้าวสาลีมาจากญี่ปุ่นจำนวน ๔ พันธุ์ ในระยะนี้ได้มีการทดลองปลูกข้าวสาลีที่สถานีกสิกรรมฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในระหว่างสงครามเอเชียบูรพา เป็นระยะที่ประเทศไทยกำลังขาดแคลนแป้งสาลีอย่างมาก ร.ท.ขุนณรงค์ชวนกิจ (ชวน ณรงคะชวนะ) ได้พยายามจะจัดตั้งบริษัทปลูกข้าวสาลีและโรงงานโม่แป้งสาลีขึ้นที่อำเภอฝาง โดยได้ติดต่อกับแหล่งขายเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีและเครื่องจักรโม่แป้งไว้แล้วจากญี่ปุ่นแต่ไม่มีผู้ใดสนใจด้วย เรื่องจึงไม่สำเร็จ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เริ่มงานวิจัยข้าวสาลีตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ซึ่งในสมัยแรกนั้นได้แต่งตั้งให้ ดร. ครุย บุณยสิงห์ เป็นหัวหน้าโครงการ ในปัจจุบันข้าวสาลีเป็นพืชเศรษฐกิจที่อยู่ในแผนการปลูกเพื่อทดแทนการนำเข้า งานวิจัยและส่งเสริม อยู่ในความรับผิดชอบและประสานงานของหน่วยงานหลายแห่งในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ และภาคเอกชน
พฤกษศาสตร์ของข้าวสาลี


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ลักษณะของข้าวสาลี
๑) ลักษณะที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต ลักษณะที่มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของข้าวสาลี ได้แก่ ราก ลำต้น และใบ
ราก ข้าวสาลีไม่มีรากแก้วเช่นเดียวกับธัญพืชชนิดอื่น ๆ แต่มีระบบรากฝอยแทน รากของข้าวสาลีนี้แบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ ราก ดั้งเดิมที่ถือกำเนิดจากเนื้อเยื่อของเชื้อชีวิต (embryo) เรียกว่า รากจากเมล็ด และรากจาข้อซึ่งถือกำเนิดจากข้อของเหง้าอันเป็นส่วนโคนของลำต้น อยู่ใต้ผิวดินประมาณ ๑ นิ้ว เหง้ามีข้อหลายข้ออยู่ติด ๆ กัน เนื่องจากความยาวของปล้องบริเวณนี้สั้นมาก

ลำต้น ลำต้นของข้าวสาลีแบ่งออกเป็นปล้อง ๆ โดยมีข้อกั้นระหว่างปล้อง จำนวนข้อของลำต้นที่อยู่เหนือดินมี ๕-๗ ข้อ ลำต้นของข้าวสาลีส่วนมากมีปล้องกลวงและข้อตันตันข้าวสาลีจะล้มง่ายในระยะแรก แต่ต้นจะตั้งตรงขึ้นในระยะหลัง นอกจากต้นแม่ซึ่งเป็นส่วนที่เจริญเติบโตโดยตรงจากเนื้อเยื่อของเชื้อชีวิตแล้ว ต้นข้าวสาลียังมีการแตกหน่อ คือการสร้างลำต้นอันดับสองจากข้อต่าง ๆ ที่อยู่ติดดิน เราเรียกลำต้นอับดับสองนี้ว่า ต้นแขนง ข้าวสาลีพันธุ์ปลูกรุ่นเก่ามีความสูงของลำต้น ๑๒๐-๑๔๐ เซนติเมตร ปัจจุบันมีการปลูกข้าวสาลีพันธุ์เตี้ยปานกลาง ซึ่งสูง ๙๐-๑๒๐ เซนติเมตร ข้าวสาลีพันธุ์เตี้ย ซึ่งสูง ๖๐-๙๐ เซนติเมตร ข้าวสาลีพันธุ์เตี้ยปานกลางและพันธุ์เตี้ยมีการตอบสนองต่อปุ๋ยสูง เพราะต้นล้มยาก ฟางน้อย และแข็ง

ใบ ใบของข้าวสาลีประกอบด้วยส่วนสำคัญสองส่วนคือ กาบใบ และตัวใบ ที่ข้อต่อระหว่างกาบใบและตัวใบด้านที่อยู่ติดกับลำต้นมีเยื่อบาง ๆ ชนิดหนึ่งยื่นออกมาเรียกว่า สิ้นใบ นอกจากนี้ ยังมี หูใบ โผล่ออกมาที่ข้อต่อใบทั้ง ๒ ข้าง บนหูใบจะมีขนอ่อน ๆ ขึ้นอยู่ โดยปรกติข้าวสาลีจะมีใบ ๗-๙ ใบบนต้นแม่ ใบสุดท้ายเหนือสุดเรียกว่า ใบธง

๒. ลักษณะที่เกี่ยวกับการขยายพันธุ์
รวง ต้นแม่และต้นแขนงที่สมบูรณ์จะผลิตรวงออกมาที่ยอดต้น รวงมีลักษณะเป็นแท่งมีกลุ่มดอกติดอยู่ที่ข้อของแกนรวง กลุ่มดอกนี้จะเกิดขึ้นสลับกับบนแกนรวงทั้งสองข้าง หากมองด้านข้างจะเห็นปล้องของแกนรวงมีลักษณะยักไปยักมา

รวงข้าวสาลีมีลักษณะต่าง ๆ กัน แล้วแต่รูปร่าง ความสั้นยาวของรวง สีและลักษณะของดอก สีและความสั้นยาวของหาง ความถี่ห่างของกลุ่มดอกที่เกิดขึ้นบนแกนรวง

ดอก ดอกข้าวสาลีที่เรียกว่ากลุ่มดอกนั้นประกอบด้วยกลีบเปล่าจำนวน ๒ อัน อยู่ล่างสุดติดกับแกนรวง ภายในกลุ่มดอกจะมีดอกจำนวน ๒-๕ ดอกติดอยู่ ซ้อนกันขึ้นไปเหนือกลีบเปล่า ดอกแรกภายในกลุ่มดอกอยู่ล่างสุดจะสมบูรณ์รองลงมา ฯลฯ โดยปรกติแล้ว สองหรือสามดอกล่างในแต่ละกลุ่มดอกจะติดเมล็ดดอกจิ๋ว ๆ ที่อยู่ทางปลายภายในกลุ่มดอกจะลีบหมด

ดอกประกอบด้วยกลีบ ๒ อันประกอบกัน คือ กลีบใหญ่ และกลีบเล็ก ที่ปลายสุดของกลีบใหญ่ จะมีลักษณะเป็นปลายแหลมยื่นออกมาเรียกว่า หางข้าวสาลีบางพันธุ์อาจไม่มีหางก็ได้

ส่วนที่อยู่ภายในกลีบใหญ่และกลีบเล็ก ได้แก่ เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียเกสรตัวผู้ประกอบด้วยอับเรณู ซึ่งภายในมีเรณูหรือละอองเกสรขนาดเล็กจำนวนมาก ในดอกที่สมบูรณ์แต่ละดอกจะมีอับเรณูจำนวน ๓ อัน ส่วนเกสรตัวเมียนั้น ประกอบด้วยยอดเกสรตัวเมีย ซึ่งมีลักษณะคล้ายหางกระรอกจำนวน ๒ อัน แต่ละอันมีก้านเชื่อมติดอยู่กับรังไข่

เมล็ด เมื่อเรานวดรวงข้าวสาลีที่สุกแล้ว เราจะได้เมล็ดอยู่ข้างในกลีบใหญ่และกลีบเล็ก ซึ่งกลายเป็นเปลือกใหญ่และเปลือกเล็กเมื่อเมล็ดสุกแก่ เมล็ดที่ได้มีอยู่สองประเภทแล้วแต่ชนิดของข้าวสาลี ประเภทแรกเป็นพวกเมล็ดไม่ติดเปลือก เปลือกใหญ่และเปลือกเล็กจะร่อนหลุดออกขณะที่เรานวดรวงได้เมล็ดเปล่า ๆ ประเภทที่สองเป็นพวกเมล็ดติดเปลือก ในข้าวสาลีประเภทหลังนี้ เมื่อนวดครั้งแรก กลุ่มเมล็ด(จาก ๑ กลุ่มดอก) จะหักหลุดออกจากรวง โดยที่เปลือกใหญ่ เปลือกเล็ก และกลีบเปล่ายังเกาะติดกัน และหุ้มเมล็ดอยู่ เมื่อนำไปนวดอีกครั้งแกลบจะหลุดออกจากกัน ได้เมล็ดเปล่า ๆ ออกมา

ลักษณะภายนอกของเมล็ดข้าวสาลีที่ไม่มีเปลือกแข็งติดอยู่ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ด้านสันหลังซึ่งเป็นด้านที่ติดอยู่กับเปลือกใหญ่กับด้านท้องซึ่งเป็นด้านที่อยู่ติดกับเปลือกเล็กด้านสันหลังจะมีลักษณะโก่งเป็นสัน ส่วนด้านท้องจะมีลักษณะเป็นร่อง เชื้อชีวิต (embryo) จะอยู่ที่ปลายทางโคนของเมล็ดทางด้านสันหลัง ส่วนปลายเมล็ดทางยอกนั้น จะมีขนสั้น ๆ ติดอยู่

เราอาจแบ่งส่วนต่างๆ ของเมล็ดข้าวสาลีที่ไม่มีเปลือกแข็งหุ้มอยู่ออกเป็น ๓ ส่วนคือ

๑) รำ (Wheat bran) เป็นเยื่อบาง ๆ หุ้มผิวด้านนอกของเมล็ด รำเป็นส่วนที่มีเยื่อใยหรือเรียกว่า เซลลูโลส มาก รำที่อบจนสุกแล้วคนกินได้ มีประโยชน์ในการช่วยให้ลำไส้ใหญ่ขับถ่ายกากอาหารได้ดี

๒) เชื้อชีวิต (Wheat germ) หรือคัพภะ คือ ส่วนที่จะเกิดเป็นลำต้นหรือชีวิตใหม่เมื่อเมล็ดงอก เชื้อชีวิตหรือบางทีเรียกว่าจมูกข้าวสาลี มีโปรตีน ไขมัน และเกลือแร่ ในปริมาณสูง เมื่ออบจนสุกแล้ว คนกินได้ เป็นอาหารบำรุงสุขภาพชั้นดี

๓) เนื้อเมล็ด (Wheat endosperm) คือส่วนเนื้อในของเมล็ดที่รำหุ้มอยู่ แต่ไม่รวมเชื้อชีวิต เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของเมล็ด ซึ่งเมื่อนำส่วนนี้มาบดเป็นแป้ง จะได้แป้งสาลี (Wheat flour) หรือแป้งหมี่ แป้งสาลีมีคุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีนประมาณ ๘-๑๓ เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรตประมาณ ๖๕-๗๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นไขมัน เกลือแร่ และเซลลูโลส