คำที่ว่า "สังคมและวัฒนธรรมไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสถานที่และเวลาอีกด้วย" จริงหรือไม่
คุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์สังคมอื่นๆ คืออะไร
ชีวิตของมนุษย์จะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ ๓ อย่างคืออะไรบ้าง
การไหว้ฮวงซุ้ยของคนจีนนอกจากจะเป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษแล้วยังก่อให้เกิดสิ่งใดอีก
ไสยศาสตร์แบ่งออกเป็น ๒ อย่างมีอะไรบ้าง และมีรายละเอียดอย่างไร
คำที่ว่า "สังคมและวัฒนธรรมไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเท่านั้น
. . .แต่ยังเกี่ยวข้องกับสถานที่และเวลาอีกด้วย" จริงหรือไม่


สังคมไทยกับวัฒนธรรมไทยต่างเกื้อหนุนกัน จึงยังดำรงอยู่ได้ ถึงแม้วัฒนธรรมต่างชาติจะเข้ามามีอิทธิพลอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่สามารถลบล้างประเพณี และความเชื่อในหลักพุทธศาสนาไปได้อย่างหมดสิ้น
เรื่องของสังคมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ เปรียบเสมือนเหรียญเงินที่มีด้านหน้าและด้านหลัง สังคมนั้นหมายถึง กลุ่มคนที่อยู่รวมกันในบริเวณใดบริเวณหนึ่งมาช้านาน จนมีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันและมีภาษาขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีทางในการดำรงชี วิตร่วมกันเป็นแบบอย่างเดียวกัน วัฒนธรรมนั้นหมายถึง บรรดาขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา และทุกสิ่งทุกอย่างที่คนในสังคมนั้นสร้างขึ้น มาเพื่อดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสังคมก็ไม่มีวัฒนธรรม ทั้งสองอย่างจึงเป็นของคู่กันอย่างแยกไม่ออก
แต่ทว่าการที่จะทำความเข้าใจกับคำว่าสังคม และวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยากเพราะดูเป็นนามธรรม ที่ไม่อาจกำหนดให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้ อย่างเช่น ถ้าหากว่าสังคมหมายถึงกลุ่มชนแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากำหนดเป็นกรอบเป็นเกณฑ์ว่ากลุ่มชนขนาดใดถึงจะเป็นสังคม อาจเป็น ได้ทั้งกลุ่มคนที่รวมอยู่ในประเทศเดียวกันลงมาจนถึงเมือง บ้าน และครัวเรือนในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น เป็นสิ่งที่ส่งผลไปถึงวัฒนธรรม ทำให้บางสิ่งเห็นได้อย่างชัดเจนแต่บางสิ่งก็ไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นสังคมไทยเป็นสังคมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่นนี้เห็น ได้ชัดทั้งบุคคลทุกผู้ทุกนามในประเทศ แต่ถ้าหากบอกว่าในประเพณีการเกิดของคนไทยนั้น เมื่อเด็กเกิดมาแล้วต้องมีแม่ซื้อกล่าวคือ สมมติให้มีหญิงที่คุ้นเคยกับครอบครัวของเด็กมาขอซื้อเด็กไปจากพ่อแม่ เพื่อเป็นการอ้าง และแสดงให้ผีรู้ว่าพ่อแม่ไม่อาลัยรักในลูกจึงให้คนอื่นซื้อไป เพราะถ้าแดสงว่ารักลูกห่วงลูกแล้ว ผีที่มีจิตใจริษยาอาจมาเอาชีวิตเด็กไปได้ ประเพณีเช่นนี้ไม่อาจกล่าวยได้ว่าเป็นประเพณีหรือวัฒนธรรมของคนไทยทั้งประเทศได้ เพราะบางท้องที่ บางครอบครัว อีกเป็นจำนวนมากอาจไม่มีประเพณีแม่ซื้อดังกล่าวก็ได้ ดังนั้นการที่จะอธิบายว่า คนไทยต้องมีประเพณีแม่ซื้อจึงเป็นเรื่องไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมด หรือบางทีในท้องถิ่นหนึ่ง ผู้คนในท้องถิ่นนั้นเคยมีประเพณีแม่ซื้ออยู่ในสมัยหนึ่งนานมาแล้ว แต่ปัจจุบันประเพณีดังกล่าวเสื่อมหรือหมดไป โดยไม่มีใครปฏิบัติ อีกแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะอธิบายได้ว่าเป็นประเพณีของคนไทยในปัจจุบันเช่นกัน
คุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์สังคมอื่นๆ คืออะไร


โดยนัยเช่นนี้การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม จึงเป็นเรื่องที่ไม่เพียงแต่สัมพันธ์กับกลุ่มคนเท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องกับสถานที่และเวลาอีกด้วย ซึ่งผลของความสัมพันธ์เช่นนี้ ทำให้ลักษณะของสังคมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ภาพนิ่งแต่เป็นภาพ ที่เคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นสังคมและวัฒนธรรมจึงมีธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้การที่จะเข้าใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมีการวินิจ และวิเคราะห์กันจึงจะแลเห็นและเกิดความเข้าใจได้ แต่ทว่าการจะวิเคราะห์ได้ก็ต้องมีแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานเสียก่อน แนวคิดอย่างกว้างๆ ที่จะทำความเข้าใจเรื่องของสังคมและวัฒนธรรมในที่นี้คือ การเริ่มต้นจากการทำคึวามเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์ นั่นก็คือ มนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่อยู่ด้วยตนเองตามลำพังไม่ได้ ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นตั้งแต่แรกเกิดจนตายจึงเป็นสัตว์ที่เรียกว่าสัตว์สังคม สัตว์สังคมอื่นๆ ก็มีอีกมากมาย เช่น พวกมด ผึ้ง ปลวก ไปจนถึงสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ เช่น พวกลิง แต่มนุษย์ก็แตกต่างไปจากบรรดาสัตว์สังคมอื่นๆ เหล่านั้นตรงที่ว่า มีช่วงเวลาที่ต้องพึ่งผู้อื่นยาวนานกว่า เช่น เมื่อเด็กแรกเกิดมาก็ต้องอาศัยการดูแลของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และครอบครัวเป็นเวลานานก่อนที่จะเติบโต และช่วยตัวเองได้ยิ่งกว่านั้นต้องอาศัยการเรียนรู้และปรับตัวเองเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมตลอดเวลา โดยเฉพาะความสามารถในการเรียนรู้ การส่งภาษาอันเป็นเรื่องของสัญลักษณ์และการสื่อสารได้อย่างกว้างขวางนั้น เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากบรรดาสัตว์สังคมอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะบรรดาสัตว์อืนนั้นความสามารถในการเรียนรู้และการส่งภาษามีน้อยมาก อีกทั้งการรวมกลุ่มอยู่รวมกันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปโดยสัญชาตญาณมากกว่า ดังเช่นพวกสัตว์ประเภทผึ้ง มด ปลวก เป็นต้น มีลักษณะอย่างใดก็เป็นอย่างนั้น โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเท่าใด ในขณะที่การรวมกลุ่มทางสังคมของมนุษย์มีลักษณะเคลื่อนไหวและเปลี่ยนตลอดเวลา
ชีวิตของมนุษย์จะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ ๓ อย่างคืออะไรบ้าง


ตามที่กล่าวมานี้ก็พอจะสรุปให้เห็นได้ว่าชีวิตของมนุษย์โดยทั่วไปนั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ 3 อย่างที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้ คือ โครงสร้างสังคม ระบบเศรษฐกิจ และระบบความเชื่อในเรื่องของจักรวาล ความสัมพันธ์อย่างได้ดุลระหว่างองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมมนุษย์ดำรงอยู่ได้ทั้งความต้องการทางวัตถุและด้านจิตใจ ดังนั้นในการเสนอให้เห็นภาพพจน์ทางสังคม และวัฒนธรรมไทยในที่นี้ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับองค์ประกอบทางสังคม และวัฒนธรรมทั้งสามอย่างที่กล่าวมานี้เป็นสำคัญ
โครงสร้างสังคม
สังคมไทยเป็นสังคมที่มีทั้งเหมือนและแตกต่างกันกับสังคมในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ว่าเหมือนกันก็คือ เป็นสังคมมนุษย์เหมือน กันแต่ละสังคมต่างก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของโครงสร้างสังคม ระบบทางเศรษฐกิจ และความนึกคิดในเรื่องจักรวาลและระบบความเชื่อเหมือนกัน แต่ที่ต่างกันก็เนื่องมาจากการอยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมดังกล่าว ทำให้มีรูปแบบทางวัฒนธรรมแตกต่างไปจากสังคมอื่น ๆ เพราะฉะนั้นการที่จะทำความเข้าใจถึงลักษณะโครงสร้างสังคม และรูปแบบทางวัฒนธรรมของไทย ให้เกิดภาพพจน์ขึ้นอย่างเข้าใจนั้น จำเป็นต้องกล่าวถึงสภาพภูมิศาสตร์ และความเป็นมาทางประวัติศาสตร์เป็นพื้นฐานเสียก่อน
เศรษฐกิจ
กลุ่มชนต่างชาติที่สำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเข้าสู่ชนบทในระดับเมืองเล็กๆ ที่เป็นศูนย์กลางของท้องถิ่นก็คือพวกคนจีน คนจีนเข้ามาเมืองไทยเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ทว่าตั้งหลักแหล่งจำกัดอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น โดย มีอาชีพการค้าขายและรับจ้างเฉพาะบางอย่าง เช่นงานช่างฝีมือและเจ้าหน้าที่ประจำเรือค้าขายของทางรัฐบาลไทย ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ฯ คนจีนเข้ามามากโดยเฉพาะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ลงมา แพร่กระจายไปตามบ้านเล็กเมืองน้อยและท้องถิ่นต่างๆ มีอาชีพ และการงานในระดับต่างๆ นับตั้งแต่การเข้ารับราชการเป็นขุนนางเป็นเจ้าภาษีอากร เป็นพ่อค้าทั้งขายปลีก ขายส่งและหาบเร่ เป็นกุลีรับจ้างแบกหาม งานช่าง และงานกรรมกรแทบทุกชนิด โดยย่อก็คือคนจีนสามารถประกอบอาชีพได้มากมายหลายอย่าง ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่มีอาชีพ แต่เพียงเป็นกสิกร เช่น ชาวนาและชาวไร่ที่ทำการเพาะปลูกเพื่อเลี้ยงตัวเองเท่านั้น
จักรวาล
ดังได้กล่าวมาแล้วแต่ตอนต้นว่าในการดำรงความเป็นมนุษย์ของคนเรานั้น มิได้หยุดอยู่แค่เพียงความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องอย่างแยกออกไม่ได้กับเรื่องของระบบความเชื่อ เพราะระบบความเชื่อมีความหมายความสำคัญทั้งในด้านการบรรเทาความกระวน กระวายทางจิตใจ การสร้างความมั่นใจ และการสร้างพลังใจในการดำรงชีวิตรวมทั้งในขณะเดียวกันก็ช่วยในด้านการรักษา และควบคุมการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ให้เป็นไปอย่างราบรื่นอีกด้วย เรื่องของเศรษฐกิจเป็นความต้องการทางวัตถุที่จะทำให้คนเห็นแก่ตัวทำอะไรเฉพาะตัวเองเพื่อพรรคพวกที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่เรื่องของระบบความเชื่อเป็นเรื่องทางจิตใจที่เป็นของส่วนรวม ซึ่งมีความหมายในอันที่จะเหนี่ยวรั้งความเห็นแก่ตัวทางเศรษฐกิจและทางวัตถุให้อยู่ในระดับที่พอดี
การไหว้ฮวงซุ้ยของคนจีนนอกจากจะเป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษแล้วยังก่อให้เกิดสิ่งใดอีก


เหนือระดับครัวเรือนและครอบครัวขึ้นไปก็เป็นกลุ่มเครือญาติ การนับญาติของคนไทยโดยทั่วไปนั้นนับทั้งทางฝ่ายพ่อและแม่ เช่นน้องของพ่อจะเรียกว่าอา ส่วนน้องของแม่เรียกว่าน้า เป็นต้น ซึ่งการนับญาติทั้งสองฝ่ายนี้ถ้าหากมองแบบเผินๆ แล้วก็จะเห็นว่าคนไทยและ แต่ละคนน่าจะมีเครือญาติพี่น้อยมากมาย แต่ทว่าตามความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับบุคคคลแต่ละบุคคลจะสนใจ หรือเห็นประโยชน์ในการสร้างความสัมพันธ์ด้วย ถ้าหากไม่มีการพบปะหรือติดต่อกับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นญาติพี่น้องด้วยก็จะเหินห่างไปจนไม่ รู้จักกันก็มี ดังเห็นได้จากการที่คนไทยสวนใหญ่มักไม่ทราบหรือสนใจว่า ผู้ที่เป็นปู่เป็นทวดที่ห่างขึ้นไป 3-4 ชั่ว คนเป็นใครบ้าง ลักษณะเช่นนี้ดูต่างกันกับการนับญาติของคนจีนซึ่งนับแต่ทางฝ่ายพ่อเท่านั้น จึงดูแคบเพราะตัดการนับญาติทางฝ่ายแม่ออกไป แต่ทว่าดูลึกกว่าเพราะมีการรับมรดกแต่เพียงลูกชายคนโตเท่านั้น ลูกคนอื่นๆ ต้องพึ่งพิงอยู่กับพี่ชายคนโต ซึ่งนอกจากจะได้รับมรดกที่ดินและทรัพย์สินส่วนใหญ่แล้ว ยังต้องทำหน้าที่รับผิดชอบในการเซ่นสรวง และดแลหลุมศพหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษอีกด้วย การไหว้ฮวงซุ้ยแต่ละปีและการเซ่นไหว้บรรพบุรุษในยามตรุษจีน จึงเท่ากับทำให้ญาติพี่น้องได้มาพบปะกันและฟื้นฟูความสัมพันธ์ต่อกัน ความสัมพันธ์ทางเครือญาติของคนไทยจึงมีลักษณะไม่แน่นอนตายตัว แต่มีความยืดหยุ่นอย่างมากมายจนบุคคลหนึ่งๆ อาจใช้คำเรียกญาติกับคนอื่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่สนิทชนิด เชื้อได้ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นเพื่อฝูงมิตรสหายหรือผู้ที่บุคคลแต่ละคนจะเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตนได้ เลยทำให้ คนบางคนอาจไม่มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่จะพึ่งพาได้เลย ก็มีในขณะที่บางคนมีอย่างเหลือเฟือ จนมักมีคำพังเพยกล่าวว่า "เวลามีเงินทองก็มีคนนับเป็นพี่เป็น น้อง" เป็นต้น การเลือกนับญาติโดยเอาตามความพอใจของแต่ละบุคคลเช่นนี้ มักมีผลไปถึงการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันระหว่างพี่น้องกันเองด้วย และดูเหมือนจะกลายเป็นความขัดแย้งอย่างสำคัญที่ทำให้กลุ่มเครือญาติของคนไทย ไม่มีความสำนึกในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันเมื่อเป รียบเทียบกับกลุ่มเครือญาติของคนจีน
ไสยศาสตร์แบ่งออกเป็น ๒ อย่างมีอะไรบ้าง และมีรายละเอียดอย่างไร


เพื่อที่การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ จะดำรงสืบไป ระบบความเชื่อในทุกสังคมมนุษย์นั้นอาจแบ่งออกกว้าง ๆ เป็น 2 อย่าง คือ ศาสนา และไสยศาสตร์อย่างแรกเป็นเรื่องของความเชื่อ ที่ทำให้มนุษย์สยบแก่อำนาจนอกเหนือธรรมชาติมีการกราบไหว้วิงวอนขอความช่วยเหลือ แต่อย่างหลังเป็นเรื่องความพยายามของมนุษย์ ที่จะควบคุมและใช้สิ่งนอกเหนือธรรมชาติให้ทำประโยชน์ให้แก่ตน อย่างเช่น การทำเสน่ห์ยาแฝดหรือการใช้เวทมนต์คาถาเสกหนังความหรือตะปูเข้าท้องคนอื่นนั้น เรียกได้ว่าเป็นไสยศาสตร์ แต่การสวดมนต์กราบไหว้พระพุทธรูป หรือวิงวอนเทพเจ้าเพื่อให้เมตตาช่วยเหลือนั้นเป็นเรื่องของศาสนา วามแตกต่างที่สำคัญระหว่างศาสนากับไสยศาสตร์ก็คือ ศาสนาเป็นเรื่องที่คนสยบต่อ>สิ่งนอกเหนือธรรมชาติ มีผลทำให้ทุกคนในสังคมต้องอยู่ในกรอบความประพฤต ิและกฎเกณฑ์ทางสังคมในการอยู่ร่วมกัน เป็นที่มาของระบบศีลธรรมและจารีตกฎเกณฑ์ที่ควบคุมความ ประพฤติของคนในสังคม ส่วนไสยศาสตร์นั้นอาจเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมได้ เช่น การใช้เวทมนตร์คาถาทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น ในเรื่องนี้จึงทำให้ไสยศาสตร์แบ่งออกเป็น "ไสยดำ" และ "ไสยขาว" อย่างแรกใช้ไปในทางที่ชั่วร้าย ในขณะที่อย่างหลังใช้ไปในทางป้องกันความชั่วร้ายอย่างเช่น การสวดมนต์หรือการสวดคาถาปัดเป่าโรคร้าย โรคระบาด เป็นต้น
หัวข้อก่อนหน้าหัวข้อถัดไป