4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในการออกเสียงพูด เนื่องจากอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูดบกพร่องหรือผิดปกติ เช่น ปากแหว่งและเพดานโหว่การหายใจไม่ปกติ รวมทั้งเด็กที่พูดไม่ชัด และติดอ่าง

เด็กที่มีความบกพร่องทางภาษา หมายถึง เด็กที่มีปัญหาในการเข้าใจภาษาและการแสดงออกทางภาษา เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน และสัญลักษณ์อื่นๆ
การสอนเด็กเหล่านี้ ครูทำหน้าที่สอนตามปกติ และควรทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักแก้ไขการพูด คือ ช่วยตรวจประเมินความบกพร่องทางการพูดของเด็กช่วยแก้ไขความบกพร่องเบื้องต้น และช่วยป้องกันความบกพร่อง

เช่น ครูฟังการพูดของเด็กในโอกาสต่างๆ กัน แล้วบอกว่าเด็กมีปัญหาอะไร ครูช่วยเป็นแม่แบบการพูดและการใช้ภาษาที่ถูกต้อง และสนับสนุนให้เด็กใช้ทักษะการติดต่อสารที่เหมาะสมตามโอกาสต่างๆ โดยครูใช้กิจกรรมที่สนับสนุน การให้รางวัล และการเป็นผู้ฟังที่ดีเพื่อส่งเสริมการฟังและการพูดของเด็ก

5. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
การสอนภาษาเด็กพวกนี้มีความลำบากมากกว่าเด็กพิการประเภทอื่น เพราะเด็กที่บกพร่องทางการได้ยินนั้นมีข้อเสียเปรียบทางภาษา เพราะภาษาซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ถูกจำกัดลง เด็กหูหนวกและเด็กหูตึงสอนไม่เหมือนกัน

โดยทั่วไปเด็กหูตึงจะใส่เครื่องช่วยฟังและสามารถเรียนรู้ภาษาโดยการได้ยิน วิธีการสอนจึงไม่แตกต่างจากเด็กปกติเท่าใดนัก ส่วนเด็กหูหนวกนั้นมีเทคนิคในการสอนผิดแปลกออกไป ครูจะต้องมีเทคนิคในการสอน

การสอนเด็กหูหนวก มุ่งในการพัฒนาความรู้ทางภาษาและความสามารถในการที่จะติดต่อสื่อความหมายกับคนอื่นได้ ในการสอนเด็กหูหนวกนั้น จะใช้ภาษามือ ซึ่งใช้มือบอกความหมายแทนภาษา และใช้การสะกดคำด้วยนิ้วมือ (Finger spelling) ประกอบเข้ากับการอ่านปาก (Speech reading) ซึ่งทั้งหมดนี้รวมเข้าด้วยกันเรียกว่า ระบบรวม (Total communication) เด็กหูหนวกสามารถเรียนรู้ได้โดยใช้ระบบรวมนี้นำเด็กเข้าสู่ภาษาอ่านและภาษาเขียน

6. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น ประกอบด้วยเด็กตาบอดซึ่งมองไม่เห็นและเด็กที่มองเห็นบ้างแต่ไม่มากนัก ไม่สามารถใช้การเห็นข้างที่ดีที่สุดหลังจากการปรับสภาพแล้ว การเรียนการสอนสำหรับเด็กเหล่านี้ต้องเป็นวิธีที่ไม่อาศัยการเห็นเป็นหลัก

เด็กเห็นเลือนลาง เป็นเด็กที่สามารถมองเห็นบ้าง จะมีปัญหาในการเรียนรู้หากใช้วิธีการเรียนการสอนที่ใช้กับเด็กปกติ ฉะนั้นจึงต้องการเครื่องมือ และอุปกรณ์พิเศษบางอย่างที่ช่วยให้เด็กสามารถใช้การเห็นได้ดีขึ้น ก่อนที่จะสอนบุคคลประเภทนี้

ครูผู้สอนจะต้องตระหนักว่าผู้ที่บกพร่องทางการเห็นนั้น เมื่อเรียนรู้อักษรเบรลล์หรือสามารถใช้เครื่องมืออุปกรณ์พิเศษแล้วจะพัฒนาการเรียนรู้ได้เหมือนคนปกติ

นอกจากอักษรเบรลล์ซึ่งใช้สอนแล้ว ครูยังจะต้องคำนึงสื่อการเรียนการสอนที่เป็นรูปธรรม ให้เด็กสามารถใช้ประสาทสัมผัสทาง กายจับต้อง ดมชิม ได้อีกด้วย นอกจากนั้นก็เป็นประเภทเสียงซึ่งสามารถรับฟังได้ชัดเจนเหมือนเด็กปกติ

การจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กที่บกพร่องทางการเห็นจะใช้หลักสูตรเหมือนเด็กปกติ เพียงแต่ปรับปรุงเนื้อหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้การเห็นออกไป เช่น ไม่สอนวิชาคัดไทย วาดภาพระบายสี แต่จะสอนวิชาอื่นที่ไม่ใช่การเห็นทดแทนครู จะต้องพยายามสอนให้รู้สภาพสิ่งแวดล้อมและฝึกการเคลื่อนไหวด้วยตนเองเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ

7. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องอย่างถาวรที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อันเป็นมูลเหตุให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีเท่ากับคนปกติ

เช่น เด็นที่มีแขนขาเป็นอัมพาต เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขาดหายไป กระดูกกล้ามเนื้อพิการ เจ็บป่วยเรื้อรัง มีความพิการของระบบประสาท เด็กพวกนี้มีความลำบากในการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียนในสภาพปกติ

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ มีสภาพร่างกายที่ผิดปกติบางคนจึงต้องการอุปกรณ์พิเศษ หรือบางคนก็ต้องการบริการพิเศษทางด้านการแพทย์และฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายควบคู่กันไป ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กพิการทางร่างกายและสุขภาพ

จึงจำเป็นต้องมีตารางสอนที่ยืดหยุ่น สำหรับเด็กที่มีความพิการไม่รุนแรงมากนักสามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติโดยใช้หลักสูตรปกติ แต่อาจจำเป็นต้องมีการปรับปรุงอาคารสถานที่เพื่อให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้

8. เด็กพิการซ้อน
เด็กพิการซ้อน หมายถึง เด็กที่มีความพิการมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไปในคนๆ เดียวกัน เช่น เด็กที่ทั้งตาบอดและหูหนวก เด็กที่ทั้งตาบอด หูหนวก และปัญญาอ่อน เป็นต้น

การสอนเด็กประเภทนี้ จำเป็นต้องใช้วิธีการพิเศษเฉพาะหลายๆ วิธี ซึ่งการสอนเด็กเหล่านี้จะเป็นหน้าที่ของครูการศึกษาพิเศษที่ได้รับการฝึกมาโดยเฉพาะ

หัวข้อก่อนหน้าหัวข้อถัดไป