ใครเป็นผู้ริเริ่มการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการบ้าง
เก้ารูปแบบการให้บริการด้านการศึกษาพิเศษแก่เยาวชนพิการของไทย มีอะไรบ้าง
ใครมีส่วนช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพเยาวชนพิการได้บ้าง
คนปกติทั่วไปมีส่วนช่วยคนพิการได้อย่างไร
ใครเป็นผู้ริเริ่มการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการบ้าง


ประวัติความเป็นมาของการศึกษาพิเศษ
ผู้ที่ริเริ่มการศึกษาพิเศษส่วนใหญ่เป็นแพทย์ในประเทศทางยุโรป เป็น คนหนุ่มสาวมีความทะเยอทะยานที่กล้าท้าทายความเชี่ยวชาญล้ำลึกของผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการที่เป็นเพื่อนและครูของเขาในขณะนั้น
  • อิทารด์ (Itard)(พ.ศ. 2318-2381) แพทย์ชาวฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญทางโรคหู และการให้การศึกษาแก่นักเรียนหูหนวก เขาเป็นคนแรกที่พยายามสอนเด็กชายวิคเตอร์ (Victor) อายุ 12 ปี ที่อาศัยอยู่ในป่าในประเทศฝรั่งเศสในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาไม่สามารถช่วยให้วิคเตอร์หายพิการได้ เพียงแต่ช่วยให้วิคเตอร์มีพฤติกรรมที่เป็นมนุษย์มากขึ้นโดยใช้กระบวนการสอน เขาเป็นผู้ค้นคิดวิธีการปรับพฤติกรรม เป็นผู้สร้างระบบการศึกษาแบบการสอนพูดและฝึกฟังในเวลาต่อมา เขาเป็นบิดาแห่งการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กปัญญาอ่อนและร่างกายพิการด้วย
  • ชีกวิน (Sequin) (พ.ศ.2355-2423) เป็นลูกศิษย์ของอิทารด์ ได้อพยพเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ พ.ศ. 2391 เป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงทั่วโลกในการให้การศึกษาแก่เด็กปัญญาอ่อน แม้ว่าในขณะนั้นเกือบทุกคนแน่ใจว่าไม่สามารถที่จะสอนอะไรที่สำคัญ ๆ ให้แก่เด็กปัญญาอ่อนได้ ชีกวินได้รับปริญญาทางการแพทย์ในปี พ.ศ. 2404 งานเขียนของเขาเป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการของอิทารด์ซึ่งเป็นพื้นฐานให้กับงานของมอนเทสซอรี(Montessori) ในเวลาต่อมา
  • มอนเทสซอรี (Montessori) (พ.ศ.2413-2495) เป็นผู้หญิงคนแรกในประเทศอิตาลีที่ได้รับปริญญาทางการแพทย์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักการศึกษาสำหรับเด็กปัญญาอ่อนและยังเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมการศึกษาสำหรับเด็กวัยก่อนประถมศึกษา และเด็กที่มีพัฒนาการในช่วงต้น ๆ ของชีวิต เป็นผู้สานต่องานอิทารด์
  • กาลอเด็ต (Gallaudet) (พ.ศ.2330-2394) เป็นบาทหลวงได้พบเด็กหูหนวกคนหนึ่งและพยายามสอนเด็กคนรี้ขณะที่กาลอเด็ตเองยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่สถาบันสอนศาสนา ในปี พ.ศ.2360 เขาได้จัดตั้งโรงเรียนประจำแห่งแรกสำหรับเด็กหูหนวกในเมืองฮาร์ตฟอร์ด (Hartford) มลรัฐคอน แนกติกัต ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีมหาวิทยาลัยกาลอเด็ต เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวที่รับนักศึกษาหูหนวกเข้าเรียนจนถึงระดับปรัญญาเอกซึ่งตั้งชื่อโดยใช้ชื่อของกาลอเด็ตเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
  • สเทราสส์ (Strauss) เป็นนักประสาทวิทยาและเวอร์เนอร์ (Werner) นักจิตวิทยาพัฒนาการได้เริ่มโปรแกรมฝึกอบรมและดำเนินงานวิจัยในมลรัฐมิชิแกน ซึ่งมีอิทธิพลต่อการศึกษาพิเศษตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2473 จนถึงปัจจุบัน
  • ฮอบส์ (Hobbs) นักจิตวิทยาและนักการศึกษาที่มีชื่อเสียง รู้สึกประทับใจต่อการปฏิบัติอาชีพในบทบาทต่าง ๆ ของนักการศึกษาในยุโรป ในการดูแล และให้การศึกษาแก่เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม ก็ได้ริเริ่มโปรแกรมช่วยเด็กเหล่านี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2503 นับเป็นงานที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์
เก้ารูปแบบการให้บริการด้านการศึกษาพิเศษแก่เยาวชนพิการของไทย มีอะไรบ้าง


อาจแบ่งรูปแบบการให้บริการด้านการศึกษาพิเศษออกได้ 9 รูปแบบดังนี้
รูปแบบที่ 1 ชั้นเรียนปกติเต็มวัน
นักเรียนพิการเข้าร่วมในชั้นเรียนกับเด็กปกติตลอดวัน ครูปกติมีความเข้าใจและรู้ถึงความต้องการจำเป็นพิเศษของเด็ก และมีทักษะที่จะสนองตอบความต้องการเหล่านั้นของเด็กพิเศษด้วยตนเอง คือสามารถให้สื่ออุปกรณ์และเทคนิคการสอนพิเศษที่เหมาะสมกับเด็ก ในรูปแบบทั้งครูปกติและเด็กพิการไม่จำเป็นต้องได้รับบริการโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย เพียงแต่ครูพิเศษจัดหาสื่ออุปกรณ์ให้เท่านั้น
รูปแบบที่ 2 ชั้นเรียนปกติกับการให้คำแนะนำปรึกษา
นักเรียนพิการเข้าเรียนร่วมในชั้นเรียนกับเด็กปกติตลอดวัน และนอกเหนือจากสื่ออุปกรณ์และเทคนิคพิเศษแล้ว ครูปกติอาจจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำปรึกษาจากครูการศึกษาพิเศษหรือผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ เช่น นักจิตวิทยาโรงเรียนครูการศึกษาพิเศษอาจให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ชี้แนะครูปกติให้ไปหาแหล่งทรัพยากรอื่นๆ สาธิตการใช้สื่อเครื่องมือหรือเทคนิคพิเศษ
รูปแบบที่ 3 ชั้นเรียนปกติกับบริการครูเดินสอน
นักเรียนพิการเข้าเรียนร่วมในชั้นเรียนกับเด็กปกติ ครูการศึกษาพิเศษจะให้บริการในลักษณะไปหาเด็กพิการหรือครูปกติที่โรงเรียนต่างๆ ตามกำหนดในตารางเวลา เพื่อช่วยสอนเด็กพิการเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ และจัดหาสื่อและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสอนให้แก่ครูปกติรวมทั้งให้คำแนะนำปรึกษาแก่ครูปกติเกี่ยวกับปัญหาพิเศษที่เด็กพิการมี
รูปแบบที่ 4 ชั้นเรียนปกติกับบริการครูสอนเสริม
นักเรียนพิการเข้าเรียนร่วมในชั้นเรียนกับเด็กปกติ ครูการศึกษาพิเศษจะให้บริการแก่เด็กและครูประจำที่โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง ระยะเวลาและความถี่ของการให้บริการจะถูกกำหนดโดยความรุนแรงของปัญหาที่เด็กมี ครูสอนเสริมจะตรวจสอบความ ต้องการจำเป็นของเด็กเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มเล็กในห้องพิเศษที่มีสื่อและอุปกรณ์พิเศษโดยทั่วไป ครูสอนเสริมจะเป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ครูปกติในเรื่องการสอนและการจัดการกับเด็กนักเรียนในห้องเรียน และบางครั้งก็สาธิตวิธีการ สอนความยืดหยุ่นของรูปแบบนี้กับการที่เด็กยังได้อยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ ทำให้รูปแบบนี้เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
รูปแบบที่ 5 ศูนย์วินิจฉัยและวางแผนแก้ไข
ในรูปแบบนี้ นักเรียนพิการจะเข้ารับบริการเป็นระยะเวลาหนึ่งในชั้นเรียนพิเศษหรือศูนย์ฯ เพื่อรับการตรวจสอบความต้องการจำเป็น และจะมีการวางแผนเพื่อนำไปปฏิบัติโดยใช้ข้อมูลพื้นฐานที่ได้จากการตรวจสอบวินิจฉัยหลังจากที่มีการเขียน แผนแก้ไขทางการศึกษาแล้ว ก็จะมีการเสนอแนะให้ส่งเด็กเข้าเรียน ซึ่งอาจจะส่งเข้าเรียนในโรงเรียนพิเศษเฉพาะ หรือในชั้นเรียนปกติก็ได้
รูปแบบที่ 6 การสอนในโรงพยาบาลและที่บ้าน
รูปแบบนี้จัดเพื่อสอนเด็กที่จำเป็นต้องอยู่ในโรงพยาบาลหรือที่บ้านเนื่องจากปัญหาทางร่างกายหรือจิตใจ ส่วนใหญ่เด็กร่างกายพิการจะต้องการในรูปแบบนี้ แต่บางครั้งก็มีเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์และพิการอื่น ๆ ที่ต้องการรูปแบบนี้หากไม่มีการให้บริการในรูปแบบอื่น โดยปกติแล้วเด็กมักจะต้องอยู่ในโรงพยาบาลหรือที่พักฟื้นที่บ้านเป็นระยะเวลาไม่นานมากนัก ครูพิเศษที่สอนในโรงพยาบาลหรือตามบ้านก็จะต้องติดต่อประสานงานกับครูปกติของเด็กอย่างสม่ำเสมอ
รูปแบบที่ 7 ชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติ
นักเรียนพิการจะเรียนอยู่ในชั้นเรียนที่มีเด็กพิการประเภทเดียวกันประมาณ 15 คนหรือน้อยกว่า โดยมีครูการศึกษาพิเศษเป็นผู้ ทำการสอนเองเพียงคนเดียว หรือเกือบทั้งหมด ตามปกติแล้วเด็กพิการที่อยู่ในชั้นเรียนพิเศษนี้จะถูกแยกจากเพื่อนปกติทั้งวัน ยกเว้นบางครั้งเด็กพิการอาจเข้าร่วมกับเด็กปกติในวิชาพลศึกษา ดนตรี หรือกิจกรรมอื่นบางอย่างที่เขาสามารถร่วมได้
รูปแบบที่ 8 โรงเรียนพิเศษไปกลับ
เป็นรูปแบบที่จัดประสบการณ์ทางการเรียนการสอนให้กับเด็กพิการแยกออกจากเด็กปกติ โดยทั่วไปจะจัดให้เด็กพิการแต่ละประเภทมาเรียนร่วมกันในหนึ่งโรงเรียน เช่น เด็กตาบอด หูหนวก ร่างกายพิการ มีปัญหาทางอารมณ์ เป็นต้น โดยมีเครื่องมือพิเศษที่จำเป็นต้องใช้ในการให้การดูแลและให้การศึกษาแก่เด็กพิการเหล่านั้น เด็กพิการเป็นนักเรียนไปกลับ
รูปแบบที่ 9 โรงเรียนพิเศษประจำ
เป็นสถานที่ที่เด็กพิการได้รับการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยทั่วไปโรงเรียนจะอยู่ห่างจากบ้านเด็ก เด็กอาจกลับไปเยี่ยมบ้านเป็นระยะๆ หรือกลับบ้านทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่โรงเรียนพิเศษประจำนี้เด็กจะได้รับทั้งการศึกษาแลการฝึกหัดให้ทำกิจวัตรประจำไปด้วย
ปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการจัดการศึกษาให้กับเยาวชนผู้พิการตั้งแต่รูปแบบที่ 1 จนถึงรูปแบบที่ 9 และมีแนวโน้มที่จะจัดให้เด็กพิการได้เรียนร่วมกับเด็กปกติมากยิ่งขึ้น ได้มีหน่วยงานที่ให้บริการทางการศึกษาสำหรับเด็กพิการ อายุ 0-7 ปี เพื่อกระตุ้นพัฒนาการเด็ก รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้กับเด็กพิการก้อนเข้าเรียนในชั้นอนุบาลและประถมศึกษาร่วมกับเด็กปกติ เช่น ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเด็กตาบอดและครอบครัวของวิทยาลัยครูสวนดุสิต โครงการกระตุ้นเด็กปัญญาอ่อนของโรงพยาบาลราชานุกูล โครงการกระตุ้นเด็กหูหนวกทางไปรษณีย์ของมูลนิธิช่วยคนหูหนวกฯ เป็นต้น
ใครมีส่วนช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพเยาวชนพิการได้บ้าง


บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสมรรถภาพเยาวชนผู้พิการ
บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสมรรถภาพเยาวชนผู้พิการนั้น นอกเหนือจากบุคลากรที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูสมรรถภาพเยาวชนผู้พิการทางการศึกษาแล้วยังมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ทางการแพทย์ทางจิตวิทยา ทางสังคม ทางอาชีพและอื่นๆ ฉะนั้นจึงมีการใช้กลุ่มบุคลากรหรือกลุ่มสหวิทยากรร่วมกันทำงานเพื่อช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพเยาวชนผู้พิการ ซึ่งมีดังนี้
  1. ครูการศึกษาพิเศษ เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาและฝึกอบรมมาเป็น พิเศษเฉพาะเพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการทั่วไป และพัฒนาการเฉพาะจองเยาวชนผู้พิการ เทคนิคการสอนพิเศษ การใช้สื่อเครื่องมือ อุปกรณ์พิเศษ การตรวจสอบและประเมินเด็กพิเศษ การกำหนดหลักสูตร และการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ทั้งครูปกติ เด็กพิการและพ่อแม่ ทั้งยังมีหน้าที่ให้บริการทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่เยาวชนผู้พิการและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือสอนเสริมหรือสอนซ่อมเสริมทักษะต่างๆ ให้กับเด็กพิการโดยตรง และ/หรือ ช่วยครูปกติจัดเตรียม และจัดหาสื่อวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือพิเศษ ประสานงานบริการด้านอื่นๆ จัดหรือให้การอบรมแก่ผู้บริหารและครูทุกคนในโรงเรียน ติดตามความก้าวหน้าของเด็ก
  2. ครูปกติ เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความรู้ในด้านการสอนเด็กปกติและควรได้รับข้อมูลหรือการฝึกอบรมให้มีความรู้พื้นฐานและความเข้าใจในการสอนเด็กพิการเรียนร่วม ครูปกติมีหน้าที่ดำเนินโปรแกรมการเรียนการสอนและทำหน้าที่ประเมินผล จึงจำเป็นต้องกาเทคนิควิธีการสอน สื่อต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เด็กพิเศษสามารถเรียนอยู่ในชั้นเรียนปกติได้รวมทั้งเป็นผู้ให้ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับตัวเด็ก นอกจากนี้ยังต้องเข้าในกระบวนการในการประสานงานกับบุคลากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องให้การบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสมรรถภาพให้แก่เยาวชนผู้พิการอย่างต่อเนื่อง เช่น นักกายภาพบำบัด นักโสตสัมผัสวิทยา แพทย์ นักแก้ไขการพูด เป็นต้น
  3. ผู้ช่วยครู เป็นอาสาสมัครหรือผู้ที่ทางโรงเรียนว่าจ้างโดยได้รับการฝึกอบรมให้ทำหน้าที่ช่วยครูพิเศษประจำชั้นในการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กพิการขณะเด็กเรียน ทำกิจกรรมรับประทานอาหาร เข้าห้องน้ำ หรือช่วยในห้องสอนเสริมหรือห้องฟื้นฟูบำบัด
  4. ครูแนะแนว เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาและฝึกอบรมด้านการศึกษาและจิตวิทยาการแนะแนว ทำหน้าที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ ในกรณีที่โรงเรียนไม่มีนักสังคมสงเคราะห์ ช่วยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็กพิเศษจากครู จากบันทึกของทางโรงเรียน พ่อแม่ หน่วยงานในชุมชน เป็นต้น เพื่อประสานโปรแกรมการศึกษากับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลความก้าวหน้าของเด็กให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบรวมทั้งให้บริการแนะแนวทางการศึกษาและอาชีพด้วย
  5. ครูสอนพูด เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความสามารถสอนพูดและภาษาให้กับเด็กพิการ รวมทั้งสามารถแก้ไขการพูดไม่ชัดโดยร่วมมือกับนักแก้ไขการพูดในการวางแผนการสอนพูดและภาษา
  6. นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน หมายถึง ผู้ที่ได้รับการศึกษาและฝึกอบรมมาทางด้านจิตวิทยา สามารถทำการตรวจสอบทางจิตวิทยาปรับพฤติกรรมเด็กพิการ ช่วยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการประเมินเด็ก สังเกตเด็กพิการในชั้นเรียนปกติ สัมภาษณ์พ่อแม่หรือให้คำแนะนำแก่บุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอธิบายหรือแปลความหมายผลการตรวจสอบให้พ่อแม่ ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบและเข้าใจ
  7. นักสังคมสงเคราะห์ประจำโรงเรียน เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาและฝึกอบรมทางด้านสังคมสงเคราะห์ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่พ่อแม่ ครู และตัวเด็กเอง ในเรื่องของการให้การสงเคราะห์แก่เด็กพิการที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของครอบครัว ศึกษาปัญหาและสภาพแวดล้อมของเด็ก โดยการเยี่ยมบ้าน ติดตามผล และประสานประโยชน์ระหว่างโรงเรียนองค์การในชุมชน และทางบ้าน
  8. พยาบาลประจำโรงเรียน เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาและฝึกอบรมด้านการพยาบาลศึกษา ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับเด็กอธิบายถึงผลกระทบของความบกพร่องที่มีต่อการศึกษาของเด็ก ช่วยในการตัดแยกเด็กที่มีปัญหาทางการ เห็นหรือการได้ยิน อธิบายหรือแปลความหมายบันทึก หรือรายงานทางการแพทย์ ให้บริการแก่เด็กพิการที่เจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องการการเอาใจใส่ทางการแพทย์ติดต่อกัน รวมทั้งช่วยให้พ่อแม่ของเด็กพิการได้รับบริการทงการแพทย์สำหรับลูกพิการของเขา
  9. แพทย์ เป็นผู้ได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้เป็นผู้ชำนาญเฉพาะทาง เช่น แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู จิตแพทย์ จักษุแพทย์ ศัลยแพทย์ทางกระดูก กุมารแพทย์ แพทย์ทางด้านหู คอ จมูก ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยและให้การบำบัดรักษา เพื่อปรับสภาพของเด็กพิการ ติดตามผลการรักษาฟื้นฟูโดยอาจเปลี่ยนแปลงการรักษาและฟื้นฟูให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของความพิการ เพื่อทำให้การฟื้นฟูสมรรถภาพบรรลุผลสูงสุด
  10. นักกายภาพบำบัด เป็นผู้มีความชำนาญในการใช้เทคนิครักษาผู้ป่วยด้วยเครื่องมือชนิดต่างๆ เพื่อพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อการทรงตัว การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และข้อต่อที่ทำหน้าที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ฝึกการใช้กายอุปกรณ์เสริมหรือเทียม และเครื่องช่วยในการเคลื่อนไหวรวมทั้งควบคุมการบำบัดด้วยกายบริหารในกำหนดการต่างๆ ที่แพทย์สั่ง
  11. นักกิจกรรมบำบัด เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการเลือกเฟ้นงานฝีมือ และกิจกรรมต่างๆ มาให้บุคคลพิการปฏิบัติเพื่อให้ เกิดผลทางการรักษา การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันรวมถึงทางการรักษา การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันรวมถึงการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ นักกิจกรรมบำบัดยังช่วยประดิษฐ์ หรือดัดแปลงอุปกรณ์หรือเครื่องมือเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานการเรียนการสอน ตลอดจนให้คำแนะนำที่จำเป็นแก่ครูและนักกายอุปกรณ์เสริมและเทียม
  12. นักกายอุปกรณ์เสริมและเทียม เป็นผู้ผลิตกายอุปกรณ์เสริมซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเสริมความแข็งแรงให้แก่ส่วนของร่าง กายที่พิการและดัดแก้ความพิการที่สามารถดัดแก้ไขได้ เช่น รองเท้าสำหรับคนพิการ เครื่องช่วยพยุง ปลอกคอกันสะเทือน อุปกรณ์ประคองข้อต่าง ๆ รวมทั้งผลิตกายอุปกรณ์เทียม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แทนส่วนของแขนขาที่ขาดหายไป เช่น นิ้วเทียม แขนและขาเทียม เป็นต้น
  13. นักจิตวิทยาคลินิก เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในการตรวจและวินิจฉัยทางจิตวิทยา เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการแก้ปัญหาเป็นผู้แก้ไขปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตกระตุ้นให้บุคคลพิการมีกำลังใจในการที่จะฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเต็มที่ และให้ข้อเสนอแนะกับครูผู้สอนเด็กพิการด้วย
  14. นักแก้ไขการพูด เป็นผู้ที่สามารถประเมินและตรวจสอบความสามารถและความบกพร่องในการพูด เพื่อทำการส่งเสริมแก้ไขการพูดและพัฒนาการทางภาษาที่ผิดปกติ และเพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติเหล่านั้น ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการให้การรักษา อย่างถูกต้องของแพทย์ได้
  15. นักโสตสัมผัสวิทยา เป็นผู้ที่สามารถตรวจและวินิจฉัยสมรรถภาพการได้ยินคัดเลือก ให้คำแนะนำ ติดตามและประเมินผลการใช้เครื่องช่วยฟังทำการฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยิน ฝึกฟัง ฝึกใช้การมองในการสื่อความหมายพัฒนาภาษาและการพูด ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้ปกครองและครูด้านจิตใจ สังคมและการศึกษาให้กับเด็กพิการที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและเด็กพิการอื่นๆ ที่มีปัญหาการพูดและภาษา
  16. ที่ปรึกษาด้านอาชีพ เป็นผู้ให้คำแนะนำร่วมกับแพทย์ในการฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับความพิการของบุคคล ทำหน้าที่ประเมินด้านอาชีพ เช่น ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และอุปนิสัยในการทำงาน โดยใช้วิธีการตรวจสอบทางจิตวิทยาเพื่อประเมินระดับสติปัญญา นอกจากนี้ที่ปรึกษาด้านอาชีพยังมีหน้าที่ทำกำหนดการฝึกอาชีพ แก้ปัญหาในการฝึกอาชีพตลอดจนจัดหางานที่เหมาะสมให้ทำเมื่อ ฝึกอาชีพได้แล้วบุคคลที่ถึงแม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูสมรรถภาพเยาวชนผู้พิการ คือ พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ซึ่งจะเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติของเด็กในเวลาที่อยู่นอกโรงเรียน ร่วมวางเป้าหมายทางการศึกษาสำหรับเด็ก ให้การสนับสนุนหรือทดแทนส่วนใดส่วนหนึ่งของโปรแกรมการศึกษาที่ทางโรงเรียนหรือหน่วยงานของเด็กจัดให้ ไม่สมบูรณ์หรือขาดไป
คนปกติทั่วไปมีส่วนช่วยคนพิการได้อย่างไร


แนวทางในการปฏิบัติของประชาชนทั่วไปต่อบุคคลพิการ ดังนี้
  1. ศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เกี่ยวกับบุคคลพิการทุกประเภทเพื่อทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ในภาพความพิการ แล้วจะทำให้อคติความกลัว ความรังเกียจ ทัศนคติเชิงลบต่าง ๆ หมดไป ทำให้เกิดการยอมรับบุคคลพิการได้มากขึ้น
  2. เมื่อสามารถยอมรับบุคคลพิการได้แล้ว ก็สามารถให้การสนับสนุนส่งเสริมให้เขามีโอกาสได้แสดงความสามารถ ให้โอกาสเขาได้ทำงานร่วมกับคนปกติ
  3. ถ่ายทอดทัศนคติเชิงบวกหรือที่ถูกต้องให้กับบุคคลอื่น ๆ ที่ยังไม่เข้าใจบุคคลพิการโดยให้ข้อมูลที่เป็นจริงแก่บุคคลเหล่านั้น
  4. ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุคคลพิการเพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคนพิการ
  5. ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานที่ให้บริการแก่บุคคลพิการและครอบครัวให้ได้รู้จักและใช้บริการและครอบครัวให้ได้รู้จักและใช้บริการที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคลพิการ
  6. ให้การสนับสนุนและเร่งรัด ให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกกฎข้อบังคับและระเบียบการปฏิบัติงานการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการเพื่อบุคคลพิการจะได้มีโอกาสรับสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย และมีโอกาสได้ใช้ ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่น ๆ ในสังคมของคนปกติ
หัวข้อก่อนหน้าหัวข้อถัดไป