คนเราพิการได้อย่างไร
แบ่งประเภทเด็กพิการทางการศึกษาได้กี่ประเภท
ปัญญาอ่อน 6 ชั่วโมง เป็นอย่างไร
แบบสะกดนิ้วมือไทย ช่วยคนหูหนวก
คนเราพิการได้อย่างไร


สาเหตุของความพิการ
คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก (World Health Organization Expert Committee) ได้จำแนกสาเหตุของความพิการทางการแพทย์ไว้ ดังนี้
  1. ความพิการแต่กำเนิดอาจมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคอัมพาตกล้ามเนื้อลีบ ปัญญาอ่อน ตาบอด หูหนวก หรืออาจมีสาเหตุที่ไม่ใช่จากกรรมพันธุ์ เช่น มารดาติดเชื้อหัดเยอรมันในระยะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกมารดากินยาแก้แพ้ แก้ปวด หรือยาคลายอารมณ์เครียดระหว่างตั้งครรภ์ รวมทั้งสาเหตุที่เกิดจากความผิดปกติต่าง ๆ ในระหว่างคลอด
  2. โรคติดต่อ เช่น โปลิโอเนื่องจากการติดเชื้อไวรัส เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อวัณโรค เยื่อบุสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส ปัญญาอ่อนเนื่องจากมารดาติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก
  3. โรคที่ไม่ติดต่อ เช่น โรคกระดูกผุเป็นหนอง โรคข้ออักเสบ ปวดหลัง กระดูกสันหลังโก่งหรือคด หูหนวก หูตึง ตาบอด เบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคลมชัก
  4. โรคจิต เช่น โรคประสาทซึมเศร้า โรคประสาทชนิดย้ำคิดย้ำทำ โรคประสาทชนิดโฟเบีย (phobia เป็นความกลัวที่ผิดปกติ)
  5. โรคพิษสุราเรื้อรัง และการติดสารเสพย์ติดต่าง ๆ
  6. ภยันตรายและการบาดเจ็บ เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น จากการสัญจร ทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ จากอาวุธที่เป็นอันตราย ยาอันตรายบางชนิด น้ำยาเคมีต่าง ๆ จากเมล็ดผลไม้บางชนิด หรือของเล่นหลุดเข้าไปในจมูกหรือหลอดลม
  7. ภาวะทุพโภชนาการ คือการขาดสารอาหารที่ทำให้ตาบอดหรือพัฒนาการทางสมองช้า
  8. สาเหตุอื่น ๆ เช่น ภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม เช่นการได้รับพิษไอปรอทเรื้อรังหรือการได้ยินเสียงอึกทึกเป็นประจำ การรักษาพยาบาลที่ไม่ถูกวิธี การฆ่าตัวตายแต่ไม่ตาย เป็นต้น
แบ่งประเภทเด็กพิการทางการศึกษาได้กี่ประเภท


ประเภทความพิการ
1. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา อาจแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1.1 เด็กเรียนช้า หมายถึง เด็กที่มีปัญหาในการเรียนอันเนื่องมาจากระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติ เช่น มีการรับรู้และเข้าใจได้ช้าหรืออาจเป็นเด็กด้อยโอกาสทางสังคม ทางวัฒนธรรมและทางเศรษฐกิจ มากจนมีผลกระทบต่อเชาวน์ปัญญา แต่ไม่จัดว่าเป็นเด็กปัญญาอ่อนหากทดสอบจะพบว่ามีระดับเชาวน์ปัญญาอยู่ระหว่างประมาณ 70-90
1.2 เด็กปัญญาอ่อน หมายถึง เด็กที่มีความสามารถทางสมอง หรือสติปัญญาและความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่ำหว่าเกณฑ์ปกติซึ่งความบกพร่องนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของพัฒนาการเด็ก
เด็กปัญญาอ่อนในแง่การศึกษาอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
  1. ประเภทเรียนได้ เป็นปัญญาอ่อนขนาดน้อย มีระดับเชาวน์ปัญญาอยู่ในระหว่างประมาณ 50-70
  2. ประเภทฝึกได้ เป็นปัญญาอ่อนระดับปานกลาง มีระดับเชาวน์ปัญญาอยู่ในระหว่างประมาณ 25-50
  3. ปัญญาอ่อนมากและรุนแรง มีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่า 25

2. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องอย่าง ใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา อาจเป็นภาษาพูดและ/หรือภาษาเขียน ซึ่งจะมีผลทำให้มีปัญหาในการฟัง การพูด การคิด การอ่าน การเขียน การสะกด หรือการคิดคำณวน นอกจากนี้ยังรวมถึงเด็กที่มีสภาพความบกพร่องในการรับรู้ สมองได้รับรู้สมองได้รับบาดเจ็บ การปฏิบัติงานของสมองสูญเสียไป ซึ่งทำให้มีปัญหาในการอ่าน และปัญหาในการเข้าใจภาษาหรือการใช้ภาษาอันเนื่องจากสมองถูกทำลาย
3. เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์หรือเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม หมายถึง เด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคมหรือวัฒนธรรม
เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์รุนแรง หมายถึง เด็กที่
  1. ไม่สามารถเรียนรู้แต่ไม่ใช่เนื่องจากองค์ประกอบทางสติปัญญาประสาทสัมผัสหรือสุขภาพ
  2. ไม่สามารถสร้างหรือรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและครูได้
  3. มีพฤติกรรมหรือความรู้สึกที่ไม่เหมาะสม แม้อยู่ในเหตุการณ์ปกติ
  4. โดยทั่วไปมีอารมณ์ขุ่นมัว ไม่มีความสุขหรือมีอาการซึมเศร้า
  5. มีแนวโน้มที่จะพัฒนาอาการทางกายหรือกลัวที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาส่วนตัวหรือปัญหาทางโรงเรียน นอกจากนี้ยังรวมถึงเด็กที่เป็น "โรคจิตวัยเด็ก" และ "เด็กออทิสติก" (ปัจจุบันแยกเด็กออทิสติกอกจากกลุ่มเด็กโรคจิตวัยเด็ก เพราะออทิสซึม เป็นความบกพร่องในวัยเด็กที่เกิดขึ้นในช่วงอายุก่อน 30 เดือน และมีลักษณะแยกตัวอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวอย่างมาก ทำการกระตุ้นตนเอง มีความบกพร่องในทางความรู้ ความจำ ความเข้าใจ และภาษาส่วนโรคจิตวัยเด็กนั้นโดยทั่วไปจะไม่เกิดขึ้นก่อนเด็กมีอายุ 5 ปีหรือ มากกว่านั้น)

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด และภาษา อาจแยกอธิบายเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
4.1 เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่อง ในเรื่องของการออกเสียงพูด ได้แก่ เสียงผิดปกติ เช่น คุณภาพเสียง ระดับเสียง ความดังของเสียง เสียงขึ้นจมูก และความคล่องของการออกเสียงพูดได้แก่ อัตราความเร็ว และจังหวะการพูดผิดปกติ
4.2 เด็กที่มีความบกพร่องทางภาษา หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องหรือพัฒนาการเบี่ยงเบนในเรื่องความเข้าใจและ/หรือการใช้ภาษาพูด การเขียน และ/หรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ความบกพร่องอาจเกี่ยวกับ (1) รูปแบบของภาษา ได้แก่ระบบเสียงของภาษาและกฎของสัทศาสตร์ที่ควบคุมการรวมเสียง ระบบทางสัทศาสตร์ที่เกี่ยวกับโครงสร้างของคำและการสร้างคำจากความหมายพื้นฐาน ระบบประโยค คือ ลำดับที่และการรวมคำเป็นประโยค ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยต่าง ๆ ภายในประโยค (2)เนื้อหาของภาษา ได้แก่ ระบบที่เกี่ยวกับรูปแบบของเนื้อหาหรือความหมายของการพูดออกมา ความตั้งใจ และความหมายของคำและประโยค (3) หน้าที่ของภาษา ได้แก่ ระบบสังคมวิทยา ภาษาที่จัดรูปแบบการใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารซึ่งอาจแสดงออกทางการเคลื่อนไหว ทางเสียงหรือทางการพูด
5. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับรุนแรงจนถึงระดับน้อย อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
5.1 เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถรับข้อมูลผ่านทางการได้ยิน ไม่ว่าจะใส่เครื่องช่วยฟังก็ตาม โดยทั่วไปหากตรวจ การได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยินประมาณ 90 เดซิเบลขึ้นไป (เดซิเบลเป็นหน่วยวัดความดังของเสียง) หมายถึง เมื่อเปรียบเทียบระดับเริ่มได้ยินเสียงของเด็กปกติเมื่อเสียงดังไม่เกิน 25 เดซิเบล เด็กหูหนวกจะเริ่มได้ยินเสียงที่ดังมากกว่า 90 เดซิเบล
5.2 เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่มีการได้ยินเหลืออยู่พอเพียงที่จะรับข้อมูลผ่านทางการได้ยิน โดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟัง และหากตรวจการได้ยินจะพบว่ามีการสูญเสียการได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบล ลงมาจนถึง 26 เดซิเบล คือเมื่อเปรียบเทียบระดับเริ่มได้ยินเสียงของเด็กปกติ เมื่อเสียงดังไม่เกิน 25 เดซิเบล เด็กหูตึงจะเริ่มได้ยินเสียงที่ดังมากกว่า 26 เดซิเบลขึ้นไปจนถึง 90 เดซิเบล
6. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึง เด็กที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิท อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
6.1 เด็กตาบอด หมายถึง เด็กที่สูญเสียการเห็นมากจนต้องสอนให้ อ่านอักษรเบรลล์หรือใช้วิธีการฟังเทปหรือแผ่นเสียง หากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้ว (เช่นใช้แว่นสายตา) อยู่ในระดับ 6/60 หรือ 20/200 ลงมาจนถึงบอดสนิท (หมายถึงคนตาบอดสามารถมองเห็นวัตถุได้ในระยะห่างน้อยกว่า 6 เมตรหรือ 20ฟุต ในขณะที่คนปกติสามารถมองเห็นวัตถุเดียวกันได้ในระยะ 60 เมตร หรือ 200ฟุต) หรือหากตรวจวัดลานสายตาจะมีลานสายตาแคบกว่า 20 องศา หมายถึงสามารถมองเห็นได้กว้างน้อยกว่า20 องศา
6.2 เด็กเห็นเลือนลาง หมายถึง เด็กที่สูญเสียการเห็นแต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพ์ที่ขยายใหญ่ได้หรือต้องใช้แว่นขยาย อ่าน หากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับระหว่าง 6/18 หรือ 20/60 ถึง 6/60 หรือ 20/200 หรือมีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา
7. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ หรือเรียกกว้าง ๆ ว่า เด็กพิการทางร่างกาย หมายถึง เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป กระดูกและกล้ามเนื้อพิการ เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง มีความพิการของระบบประสาทมีความลำบาก ในการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาในสภาพปกติ ทั้งนี้ไม่รวมพวกพิการทางประสาทสัมผัสได้แก่ ตาบอด หูหนวก อาจแบ่งออก ได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
7.1 โรคของระบบประสาท เช่น ซีรีบรัล พัลซี (Cerebral palsy) หรือโรคอัมพาตเนื่องจากสมองพิการ โรคลมชัก มัลติเพิล สเคอโรซีส (multiple sclerosis)
7.2 โรคทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้ออักเสบ เท้าปุก โรคกระดูกอ่อน โรคอัมพาตกล้ามเนื้อลีบหรือมัสคิวลาร์ ดิสโทรฟี (muscular dystrophy) กระดูกสันหลังคด
7.3 การไม่สมประกอบมาแต่กำเนิด เช่น โรคศีรษะโต สไปนาเปฟฟิดา (spina bifida) แขนขาด้วนแต่กำเนิด เตี้ยแคระ
7.4 สภาพความพิการและความบกพร่องทางสุขภาพอื่น ๆ ได้แก่
7.4.1 สภาพความพิการอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุและโรคติดต่อ เช่น ไฟไหม้ แขนขาขาด โรคโปลิโอ โรคเยื่อบุสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส และอันตรายจากการคลอด
7.4.2 ความบกพร่องทางสุขภาพ เช่น หอบ หืด โรคหัวใจ วัณโรคปอด ปอดอักเสบ
8. เด็กพิการซ้อน หมายถึง เด็กที่มีความพิการมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป เช่น เด็กตาบอด และหูหนวก เด็กปัญญาอ่อนและร่างกายพิการ เด็กตาบอด หูหนวกและปัญญาอ่อน เป็นต้น
ปัญญาอ่อน 6 ชั่วโมง เป็นอย่างไร


ความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หมายถึง ความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับระดับอายุ เช่น ที่บ้าน ในชุมชน การมีความสัมพันธ์กับเพื่อน บทบาทหน้าที่ในสังคม การมีบทบาทในฐานะผู้ประกอบอาชีพหรือผู้บริโภค และการดูแลตนเอง การที่เราให้ความสำคัญกับความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและได้กำหนดในคำจำกัดความของเด็กปัญญาอ่อนไว้ด้วยนอกเหนือจากการกำหนดด้านสติปัญญาแต่เพียงอย่างเดียวนั้น เพราะได้เคยมีการศึกษารายงานว่า เด็กบางคนเป็นเด็ก "ปัญญาอ่อน 6 ชั่วโมง" กล่าวคือ เด็กบางคนเมื่อเรียนอยู่ในโรงเรียนประมาณวันละ 6 ชั่วโมงจะมีความสามารถเรียนรู้ในระดับเด็กปัญญาอ่อนแต่เมื่อกลับไปบ้านและอยู่ในชุมชน เด็กมีพฤติกรรมปกติสามารถปรับตัวและมีความสามารถเช่นเดียวยกับเด็กปกติอีก 18 ชั่วโมง จึงทำให้ต้องมีการตรวจสอบความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนอกจากความสามารถทางสติปัญญาด้วย
แบบสะกดนิ้วมือไทย ช่วยคนหูหนวก

หัวข้อก่อนหน้าหัวข้อถัดไป