ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการแต่งกายกล่าวไว้ว่าอย่างไร
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการใช้ผ้าในลักษณะคล้ายหรือแตกต่างอย่างไรกับสมัยกรุงศรีอยุธยา
ผ้าม่วงมีด้วยกันหลายสี แต่ทำไมเรียกว่าผ้าม่วง
หญิงสาวชาววัง นิยมนุ่งห่มผ้าที่มีสีสันอย่างไร
ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการแต่งกายกล่าวไว้ว่าอย่างไร


"...ธรรมเนียมแต่ก่อนสืบมา จะนุ่งผ้าสมปักท้องนาก และใส่เสื้อครุยกรองคอกรองต้นแขน กรองปลายแขน จะคาดรัดประคดหนามขนุนได้แต่มหาดไทย กลาโหม จตุสดมภ์ และแต่งบุตรแลหลานขุนนาง ผู้ใหญ่ผู้น้อยได้แต่เสมา แลจี้ ภควจั่นจำหลักประดับพลอยแต่เพียงนี้ และทุกวันนี้ข้าราชการผู้น้อยนุ่งห่มมิได้ทำตามอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน ผู้น้อยก็นุ่งสมปักปูมท้องนาก ใส่เสื้อครุยกรองคอกรองสังเวียนกรองสมรด คาดรัดประคดหนามขนุนกั้นร่มผ้าสีผึ้งกลตาไปจนตำรวจเลว แลลูกค้าวณิชกั้นร่มสีผึ้ง แล้วแต่งบุตร หลานเล่า ผูกลูกประล่ำจำหลักประดับพลอยแลจี้กุดั่นประดับพลอย เพชรถมยาราชาวดีใส่เกี้ยวมีกระจังประจำยามสี่ทิศ ผูกภควจั่นถมยาประดับเพชรประดับพลอย สายเข็มขัดมีดอกประจำยาม เข้าอย่างต้องห้าม เกินบรรดาศักดิ์ผิดอยู่แต่นี้สืบไปเมื่อหน้าให้ข้าราชการแลราษฎรทำตามอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน" "ครั้งนี้โปรดเกล้าฯ ให้แต่ขุนนางผู้ใหญ่กั้นร่มผ้าสีผึ้ง คาดรัดประคด หนามขนุน ห้ามอย่าให้ข้าราชการผู้น้อยใส่เสื้อครุย กรองคอ กรองสังเวียน กรองสมรด คาดรัดประคดหนามขนุนนุ่งสมปักท้องนาก สายเข็ดขัดอย่าให้มีดอกประจำยาม กั้นร่มผ้าสีผึ้ง ใส่เสื้อครุย ได้แก่กรองปลายมือจะแต่งบุตรแลหลาน ก็ให้ใส่แต่จี้เสมาภควจั่นจำหลักประดับพลอยแดงเขียวแต่เท่านั้น อย่าได้ประดับเพชรถมยาราชาวดี ลูกประหล่ำเล่าก็ให้ใส่แต่ลายแทงแลเกลี้ยง เกี้ยวอย่าให้มีกระจังประจำยามสี่ทิศ และอย่าให้ใส่กระจับปิ้งพริกเทศทองคำ กำไลทองคำใส่เท้า อย่าให้ข้าราชการผู้น้อย และ ราษฎรกั้นร่มผ้าสีผึ้ง และกระทำให้ผิดด้วยอย่างธรรมเนียมเกินบรรดาศักดิ์เป็นอันขาดทีเดียว และห้ามอย่าให้ช่างทองทั้งปวงรับจ้างทำจี้เสมาภควจั่น ประดับเพชร ถมยาราชวดีประดับพลอย ห้ามมิให้ซื้อขายเป็นขาดทีเดียว..."
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการใช้ผ้าในลักษณะคล้ายหรือแตกต่างอย่างไรกับสมัยกรุงศรีอยุธยา


สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2325-2453)

การใช้ผ้าเป็นเครื่องแต่งกายนั้น เดิมครั้งกรุงศรีอยุธยา คงมีอยู่ระยะหนึ่งที่มีระเบียบเคร่งครัดว่าคนชั้นไหนใช้ผ้าชนิดใดได้บ้างหรือชนิดไหนใช้ไม่ได้ ต่อมาระเบียบนี้ละเว้นไปไม่เคร่งครัดจึงปรากฎว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โปรดให้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการแต่งกายการใช้ผ้าบังคับและห้ามไว้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง การใช้ผ้าเป็นเครื่องแต่งกายนั้น เดิมครั้งกรุงศรีอยุธยา คงมีอยู่ระยะหนึ่งที่มีระเบียบเคร่งครัดว่าคนชั้นไหนใช้ผ้าชนิดใดได้บ้างหรือชนิดไหนใช้ไม่ได้ ต่อมาระเบียบนี้ละเว้นไปไม่เคร่งครัดจึงปรากฎว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โปรดให้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการแต่งกายการใช้ผ้าบังคับและห้ามไว้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังความปรากฎว่า การใช้ผ้าก็ดี เครื่องประดับก็ดี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นการใช้ตามฐานะรวมถึงบรรดาศักดิ์ ตาม ตำแหน่งหน้าที่การงาน และตามสกุล ผ้าในสมัยนี้คงใช้สืบต่อแบบเดียวกับที่ใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และคงจะเพิ่มขึ้นใหม่อีกด้วย สมัยรัตนโกสนิทร์มีผ้าต่างๆ เหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา คือ ส่วนหนึ่งเป็นผ้าทอในประเทศ อีกส่วนหนึ่งเป็นผ้าสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ ผ้าไทย ได้แก่ ผ้ายก ผ้าไหม
สมัยรัชกาลที่ 2 มีผ้าลายซึ่งเจ้านายและคนสามัญนิยมใช้จะต่างกันตรงที่ลวดลายว่าเป็นลายอย่างหรือผ้าลายนอกอย่าง (ผ้าซึ่งคนไทยเขียนลวดลายเป็นแบบอย่าง ส่งไปพิมพ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย) ถ้าเป็นของเจ้านายชั้นสูง ผ้าลายมักจะเขียนลายด้วยสีทองเรียกว่า ผ้าลาย เขียนทอง ซึ่งใช้ได้เฉพาะระดับพระเจ้าแผ่นดินถึงพระองค์เจ้าเท่านั้น ผ้าชนิดนี้นิยมใช้เช่นเดียวกับผ้าย ผ้าที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของพวกเจ้านายคือ ผ้าใยบัว ผ้ากรองทองและผ้าโขมพัสตร์ พวกชาวบ้านทั่วไป มักจะใช้ผ้าตา บัวปอก ผ้าดอกสัมดอกเทียน ผ้าเล็ดงา ผ้าตามะกล่ำ ผ้าตาสมุก ผ้าไหมมีหลาชนิด เช่น ผ้าไหมตาตางราง ผ้าไหม ตะเภา การเพิ่มความงามให้แก่เสื้อผ้าที่ใช้ นอกจากปักไหมเป็นลวดลายต่าง ๆ แล้ว ก็มีการปักด้วยทองเทศ ปักด้วยปีกแมลงทับซึ่งใช้ปักทั้งบนผ้าทรงสะพัก ผ้าสมรดหรือผ้าคาดเอวและเชิงสนับเพลาของเจ้านายผู้ชาย
ในรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 นักเลงห่มแพรเพลาะดำย้อมมะเกลือ คนมีเงินก็ใช้แพรจีนสีต่างๆ สองชั้น สีนวลอยู่ข้างใน ริมขลิบลูกไม้มุมติดพู่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ยังนิยมทรงผ้าลายอย่างผ้าตาด พวกข้างราชการนุ่งปูมอย่างเขมร ถือว่าเป็นดีที่สุด นุ่งสมปักตามยศ ถ้าในพระราชพิธีถือน้ำ เจ้านายทรงผ้าลายพื้นขาวเขียนทองบ้าง ลายเปล่าบ้างยกทองขาวเชิงชายบ้าง ฉลองพระองค์กระบอกผ้าขาว ต่อมาเปลี่ยนเป็นผ้าปักทอแล่ง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประกาศการแต่งตัวในสมัยของพระองค์ทำให้ทราบว่า "..ธรรมเนียมข้าราชการ นุ่งสมปักปูม ปักเชิง ปักล่องจวน ปักริ้ว เข้าเฝ้านั้น ก็เป็นธรรมเนียมาแต่โบราณ แต่ข้างราชการปลงใจเสียว่าเป็นผ้าหลวง ได้มาอย่างไรก็ใช้ไปอย่างนั้น หาใคร่เอาใจใส่บำรุงให้สะอาดไม่ เหม็นสาบสางเปื้อนเปรอะขะมุกขะมอม และฉีกขาดก็ใช้นุ่งมาเฝ้าไม่เป็น ที่เจริญพระเกียรติ..."
ในรัชกาลที่ 6 ประเพณีการใช้ผ้าเป็นเครื่องแต่งกายทั้งของบรรดาเจ้าหนายและประชาชนทั่วไปก็ยังคงใช้สืบต่อมา เจ้านายทรงผ้ายกหรือผ้าลายเขียนทอง แม้ว่าคนส่วนมากยังแต่งตัวแบบเก่า ๆ แต่ก็มีพวกเจ้านายและประชาชนที่เป็นพวกสมัยใหม่บางกลุ่มเริ่มแต่งตัวอย่างตะวันตกกันบ้างแล้ว ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบนหรือผ้าจีบหน้านาง หันมานุ่งถุงสำเร็จ ส่วนสไบนั้นก็มิ ได้เลิกเสียทีเดียว แต่สวมเสื้อผ้าดอกลูกไม้แขนยาวทรงกระบอกหรือทรงขาหมูแฮม และใช้สไบพาดทับเสื้ออีกทีหนึ่ง ผู้ชายก็นิยมนุ่งกางเกง และสวมเสื้ออย่างชาวตะวันตกความนิยมนี้มีมากขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และในกาลต่อมาก็นิยมแต่งแบบตะวันตกกันทั่วไปทั้งผู้ชายและผู้หญิงดังเช่นปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ จึงนิยมใช้ ผ้าที่สั่งเข้ามาจากต่างประเทศมากกว่าผ้าทอในเมืองไทย ผ้าไทยแม้จะตกต่ำไปบ้างในบางเวลาก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ตลอดเวลา ในปัจจุบันกล่าวได้ว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์รพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงสนพระราชกฤทัยสนับสนุนการทอผ้าพื้นเมือง โดยเฉพาะการทอผ้ามัดหมี่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้แพร่หลายเป็นที่รู้จักอย่างมากทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นผลให้เกิดการตื่นตัวที่จะอนุรักษ์และพัฒนาการทอผ้าพื้นเมืองในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทยเราให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นที่นิยมของคนไทย ซื้อหานำมาใช้โดยทั่วไปอีกโสดหนึ่งด้วย
ผ้าม่วงมีด้วยกันหลายสี แต่ทำไมเรียกว่าผ้าม่วง

ผ้าม่วงสีน้ำเงินแก่ ไม่ได้ทำในไทย แต่ให้ตัวอย่างสั่งทำมาแต่เมืองจีน ใช้ในไทยเท่านั้นจีนไม่ใช้นุ่งเลย ใช้เป็น ผ้าสำหรับเจ้านาย และข้าราชการนุ่งห่มเป็นยศแทนสมปักอย่างเดิม เวลาเข้าเฝ้า ณ พระที่นั่ง เวลาออกแขกเมืองใหญ่หรือมีการใหญ่ พระราชทานพระกฐิน เวลาแต่งเต็มยศอย่างใหญ่ก็ให้พระบรมราชวงศานุวงศ์แต่งผ้าม่วงที่สั่งจากประเทศจีนเข้ามาใช้นั้น เป็นชื่อเมืองที่ผลิต มิได้หมายถึงสีของผ้าแต่อย่างใด เพราะนอกจากสีน้ำเงินแล้วยังมีสีเหลือง สีแดงอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี ผ้าสมปักก็มิได้เลิกไปเสียทีเดียว ยังมีใช้อยู่ต่อมาบ้าง ส่วนผ้ายก ผ้าเยียรบับและผ้าเข้มขาบ คงใช้ตัดเสื้ออยู่ต่อมา แต่แบบของเสื้อก็โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงไปตามแบบยุโรปยิ่งขึ้น
หญิงสาวชาววัง นิยมนุ่งห่มผ้าที่มีสีสันอย่างไร


การใช้ผ้านี้ในบางโอกาสก็มีกฎเกณฑ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งบางอย่างเป็นประเพณีมาแต่เดิมและบางอย่างก็เป็นความเชื่อถือว่าดีเป็นมงคล เป็นต้นว่า เวลาไปฟังเทศน์ พระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายมักทรงชุดขาวเวลาออกศึกจะฉลองพระองค์ตามสีวันอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยาแต่สำหรับผู้หญิงที่มิได้ไปศึกสงคราม ก็มีการนุ่งห่มใช้สีสันไปอีกแบบหนึ่งโดยเฉพาะ อย่างหญิงสาวชาววังนั้นนิยมนุ่งห่มด้วยสีตัดกัน ไม่นิยมใช้สีเดียวกันทั้งผ้านุ่งและสไบดังนี้
วันจันทร์ นุ่งเหลืออ่อน ห่มน้ำเงินอ่อนหรือห่มสีบานเย็น นุ่งสีน้ำเงินนกพิราบ ห่มจำปาแดง (สีดอกจำปาแก่ ๆ)
วันอังคาร นุ่งสีปูนหรือม่วงเม็ดมะปราง ห่มสีโศก (สีเขียวอย่างสีใบโศกอ่อน) นุ่งสีโศกหรือเขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน
วันพุธ นุ่งสีตะกั่วหรือสีเหล็ก ห่มสีจำปา
วันพฤหัสบดี นุ่งเขียวใบไม้ ห่มแดงเลือดนก นุ่งแสด ห่มเขียวอ่อน
วันศุกร์ นุ่งน้ำเงินแก่ ห่มเหลือง
วันเสาร์ นุ่งม่วงเม็ดมะปราง ห่มสีโศก นุ่งผ้าลายพื้นม่วง ห่มสีโศก
วันอาทิตย์ จะแต่งเหมือนวันพฤหัสบดีก็ได้คือ นุ่งเขียวห่มแดง หรือนุ่งผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่ หรือสีเลือดหมู ห่มสีโศก
เวลาไว้ทุกข์ นุ่งผ้าลายพื้นม่วง ห่มสีนวล
ผู้หญิงชาววังคงนิยมนุ่งดังนี้เรื่อยมา คนไทยมิได้ใช้สีดำเป็นสีไว้ทุกข์แต่อย่างใด คนไทยมานิยมตามแบบยุโรป คือใช้สีดำล้วนเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พวกที่มิได้อยู่ภายในวังก็มิได้ปฎิบัติตามความนิยมที่ใช้สีนุ่งห่มประจำวัน คือ อยากจะนุ่งห่มสีอะไรก็ได้หรือใช้สีเดียวกันทั้งชุดก็ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์แต่อย่างใด
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป