โรคของยาสูบมีอะไรบ้าง
แมลงศัตรูพืชของยาสูบมีอะไรบ้าง
การจัดชั้นใบยาควรทำอย่างไร
โรคของยาสูบมีอะไรบ้าง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

สาเหตุที่ทำให้ยาสูบเกิดโรคมีอยู่หลายประการ ทั้งที่เกิดจากเชื้อโรคที่มีชีวิต เช่น รา บัคเตรี ไวรัส และไส้เดือนฝอย หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น สภาพแวดล้อมที่ผิดปกติ และการขาดธาตุอาหารต่างๆ โรคที่สำคัญและพบเห็นเป็นประจำ ได้แก่
โรคในแปลงเพาะกล้า
๑. โรคโคนเน่า (damping-off) เกิดจากเชื้อราพิเทียม หรือไรซอกโทเนีย (Pythium spp. หรือ Rhizoctonia spp.) ที่อาศัยอยู่ในดิน ทำให้ต้นกล้าเน่าล้มลงกับพื้นดิน
๒. โรคแอนแทรกโนส (anthracnose) เกิดจากเชื้อรา คอลลีโทตริกุม หรือกลีโอสปอเรียม (Colletotrichum sp. Or Gloeosporium sp.)เชื้อโรคเหล่านี้อาศัยอยู่ในดินหรืออาจปลิวมาตามลมหรือติดมากับเมล็ดได้ อาการเริ่มแรกคือใบเป็นจุดช้ำ แล้วต้นกล้าจะยุบตัวลงคล้ายกับโรคโคนเน่า
การป้องกันและกำจัดนอกจากใช้ยาเคมีแล้วควรเปิดผ้าคลุมแปลงเพาะให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดอยู่เสมอ ในเวลาเช้าและเย็น เพื่อลดความชื้นในดินถ้าต้นกล้าขึ้นแน่นเกินไปควรถอนทิ้งบ้าง
โรคในไร่ปลูก
๑. โรคตากบ (frogeye) เกิดที่ใบ เป็นแผลแห้งกลมๆ ทั่วไป เนื่องจากเชื้อราเซอร์โคสปอเรียม (Cercosporium nicotianae Ell. & Ev.) พบมากเมื่ออากาศร้อนและความชื้นสูง เช่น ฤดูฝน
๒. โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown spot) เกิดจากเชื้อราแอลเทอร์นาเรีย (Alternaria alternata Fries.) พบในช่วงที่อากาศอบอุ่นและความชื้นปานกลางใบจะเป็นจุดสีน้ำตาลเป็นวงซ้อนๆ กัน
๓. โรคราแป้ง (powdery mildew) เกิดบนใบ เป็นกลุ่มผงสีขาวคล้ายโรยด้วยแป้ง เนื่องจากเชื้อราอีริซิฟี (Erysiphe chichoracearum DC.) ระบาดเมื่ออากาศเย็น ความชื้นปานกลาง ได้รับแสงแดดน้อย เช่น ไร่ยาสูบที่อยู่ตามเชิงเขา
๔. โรคไฟลามทุ่งและใบจุดเหลี่ยม (wildfire and angular leaf spot) เกิดจากเชื้อบัคเตรีซูโดโมนัส (Pseudomonas tabaci (Wolf & Foster) Steven) อาศัยอยู่ในดิน จะระบาดเมื่อมีความชื้นสูง เริ่มแรกใบยาสูบจะเป็นรอยช้ำและเป็นแผลกลมๆ หรือรูปเหลี่ยม อาการนี้มักจะเกิดปนกัน
การป้องกันและกำจัด ป้องกันและกำจัดโดยใช้ยาเคมี
๕. โรคใบหด (leaf curl) เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีแมลงหวี่ขาว (white fly-Bemisia tabaci Genn.) เป็นพาหะนำโรค ระบาดมากในช่วงฤดูฝนถึงปลายฤดูฝน ถือได้ว่าเป็นโรคที่มีความสำคัญมากที่สุดของการเพาะปลูกยาสูบในประเทศไทย ใบยาสูบจะม้วนลงหรือเป็นคลื่นแล้วแต่ความรุนแรงของโรค
การป้องกันและกำจัด ควรใช้ยาประเภทดูดซึมจะได้ผลดีที่สุด เช่น ฟูราดาน ๓ จี หรือคูราแทร์ ใส่รองก้นหลุมก่อนปลูกยาสูบต้นละ ๒ กรัม และ ควรพ่นยาฆ่าแมลงประเภทดูดซึมชนิดอื่นอีกทุกสัปดาห์
๖. โรคใบด่าง (mosaic) เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัส สีของใบไม่สม่ำเสมอ บางครั้งใบเสียรูปทรง
๗. โรคแผลละเอียด (streak) เกิดจากเชื้อไวรัส ระบาดได้โดยการสัมผัส และแมลงพวกตั๊กแตนที่กัดกินใบ จะเห็นแผลสีน้ำตาลเล็กๆ เกิดขึ้นระหว่างเส้นใบ
การป้องกันและกำจัด ควรพ่นยาฆ่าแมลงเป็นประจำ และล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอระหว่างปฏิบัติงานในไร่ด้วยน้ำกับสบู่ หรือน้ำยาไตรโซเดียมฟอสเฟต ๓ เปอร์เซ็นต์
๘. โรคเหี่ยวด้านเดียว (fusarium wilt) เกิดจากเชื้อราฟิวซาเรียมที่อาศัยอยู่ในดิน (Fusarium oxysporum Schlecht) เชื้อโรคเข้าทำอันตรายทางราก ทำให้ใบเหี่ยวเพียงด้านเดียวของลำต้น แต่ในระยะสุดท้ายจะเหี่ยวทั้งต้น
๙. โรคแข้งดำ (black shank) เกิดจากเชื้อราไฟทอพโทรา (Phytopthora parasitica var. nicotiana (Breda de Haan) Tucker) เป็นเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน เข้าทำลายทางราก ทำให้ใบและลำต้นเหี่ยวตาย
๑๐. โรคเหี่ยวเฉา (bacterial wilt) เกิดจากเชื้อบัคเตรีซูโดโมนัสที่อาศัยอยู่ในดิน (Pseudomonas solanacearum Smith) เข้าทำอันตรายทางรากทำให้ใบและลำต้นเน่าและเหี่ยวในที่สุด
การป้องกันและกำจัด ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนสลับกับการปลูกยาสูบ และควรปลูกยาสูบพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรคโดยเฉพาะ เช่น พันธุ์โคเกอร์ ๔๘ และสเปจต์จี ๒๘ (Speight G-28) ซึ่งมีความต้านทานต่อเชื้อโรคที่อยู่ในดินทั้งสามชนิดข้างต้น หรือ พันธุ์โคเกอร์ ๓๑๙ ซึ่งมีความต้านทานต่อโรคเหี่ยวด้านเดียว พันธุ์เค (K-399) มีความต้านทานต่อโรคแข้งดำ และพันธุ์โคเกอร์ ๓๔๗ มีความต้านทานต่อโรคเหี่ยวเฉาโดยเฉพาะ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ในบริเวณนั้นจะต้องปราศจากไส้เดือนฝอยรากปม เนื่องจากจะเข้าทำอันตรายระบบราก ทำให้พืชลดความต้านทานลงหรือหมดความต้านทานเลย
๑๑. โรคไส้เดือนฝอยรากปม (root-knot nematode) เกิดจากพยาธิตัวกลมเมลอยโดกาย (Meloidogyne spp.) อาศัยอยู่ในดิน มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ทำให้รากบวมโตผิดปกติ ต้นพืชจะดูดน้ำและอาหารได้ยาก ทำให้ผลิตผลลดลงและพืชลดความต้านทานโรคลงด้วย
การป้องกันและกำจัด มีวิธีปฏิบัติอยู่ ๒ วิธี คือ การใช้ยาฉีดลงไปในดิน (fumigation) และปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนสลับกับยาสูบ เช่น ข้าว ข้าวโพด และงา เป็นต้น เพื่อลดปริมาณไส้เดือนฝอยลง สำหรับวิธีแรกนั้นได้ผลดีแต่เสียค่าใช้จ่ายสูง
แมลงศัตรูพืชของยาสูบมีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

แมลงที่มีความสำคัญและเป็นอุปสรรคกับการเพาะปลูกยาสูบในประเทศไทยแบ่งออกเป็น ๒ จำพวกใหญ่ๆ คือ
๑. แมลงจำพวกปากดูด
๑.๑ แมลงหวี่ขาว (white fly) เป็นแมลงที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุดในการเพาะปลูกยาสูบในประเทศไทย คือเป็นพาหะนำเชื้อโรคไวรัสมาสู่ต้นยาสูบ ทำให้เกิดโรคใบหด
>๑.๒ เพลี้ยอ่อนยาสูบ (green peach aphid : Myzus persicae Sulzer) เกาะดูดน้ำเลี้ยงบนใบและขับถ่ายมูลซึ่งเป็นอาหารอย่างดีของราดำทำให้ใบยาขาดคุณภาพ
การป้องกันและกำจัด ปฏิบัติเช่นเดียวกับการป้องกันและกำจัดโรคใบหด
>๒. แมลงจำพวกปากกัด
๒.๑ หนอนคืบกินกล้า (cabbage looper : Trichoplusia sp.)
๒.๒ หนอนกระทู้กินยอด (tobacco budworm : Helicoverpa armigera Hubner)
๒.๓ หนอนกระทู้กินใบ (tobacco leaf eating caterpillar : Spodoptera litteralis Fabricius)
การป้องกันและกำจัด ถ้าใช้ยาฟูราดาน ๓ จี หรือคูราแทร์ รองก้นหลุมก่อนปลูกยาสูบจะป้องกันหนอนกระทู้ได้ ๓๐-๔๐ วัน แล้วจึงพ่นด้วยยาเมโทมิล (แลเนตและนูดริน) หรือออร์ทีนทุกๆ ๗ วัน
นอกจากนี้ยังมีแมลงอื่นๆ อีกหลายชนิดแต่การระบาดไม่ค่อยรุนแรงนัก เช่น หนอนเจาะลำต้นยาสูบ (tobacco stem borer) ตั๊กแตนหนวดสั้น (short horned grasshopper) ตั๊กแตนหนวดยาว (long horned grasshopper) หนอนกระทู้กัดต้นยาสูบ (tobacco cutworm) จิ้งหรีดโป่ง (field cricket) แมลงกระชอน (mole cricket) และด้วงขาวกินรากยาสูบ (white grub)
>แมลงที่ทำความเสียหายกับใบยาแห้งมี ๒ ชนิด คือ มอดยาสูบ (cigarette beetle) และชีปะขาวยาสูบ (tobacco moth)
การป้องกันและกำจัด ใช้การรมด้วยแก๊สและรักษาความสะอาดภายในและภายนอกโรงเรือนที่เก็บใบยา จะได้ผลดีที่สุด
การจัดชั้นใบยาควรทำอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ใบยาที่บ่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว (เวอร์ยิเนียและเบอร์เลย์) จะต้องนำมาคัดเป็นใบๆ เพื่อกำหนดชั้นมาตรฐานให้ถูกต้องสำหรับการซื้อขายแล้วรวมมัดใบยาชั้นเดียวกันเข้าด้วยกันเป็นกำๆ และมัดหัวกำด้วยใบยาอีกทีหนึ่ง นำใบยาชั้นเดียวกันมาอัดรวมเป็นห่อ โดยใช้เครื่องอัดใบยาซึ่งทำขึ้นโดยเฉพาะ ใบยาแต่ละห่อหนักประมาณ ๖๐-๗๐ กิโลกรัม แล้วห่อหุ้มด้วยกระสอบป่าน
สำหรับใบยาเตอร์กิช ได้คัดและแยกใบยาเป็นพวกๆ ตามขนาดและคุณภาพ ตั้งแต่หลังจากเก็บใบยาสดแล้ว และนำมาร้อยด้วยเชือกแยกเป็นพวกๆ หลังจากนั้นจึงนำใบยาที่แห้งและกองหมักได้ที่แล้วมาอัดเป็นห่อๆ ได้เลย ห่อหนึ่งๆ หนักประมาณ ๑๕-๒๐ กิโลกรัม
ใบยาเวอร์ยิเนีย การจัดชั้นใบยาได้อาศัยหลักมาตรฐานการจัดชั้นใบยาเวอร์ยิเนียอเมริกัน ซึ่งประกอบด้วย หมู่ คุณภาพ และสี ดังนี้
หมู่ การจัดใบยาสูบให้อยู่ในหมู่ใดนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะบางประการที่มีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตำแหน่งของใบบนลำต้น
คุณภาพ การจัดใบยาสูบให้อยู่ในระดับคุณภาพใดนั้น ขึ้นอยู่กับระดับสูงต่ำขององค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ขนาดของใบยากว้างยาว ตำหนิ และส่วนเสีย เป็นต้น
สี สีเป็นองค์ประกอบที่จะระบุคุณค่าของใบยา ใบยาแต่ละสีจะมีกลิ่นและรสแตกต่าง
ใบยาเบอร์เลย์ การจัดชั้นใบยาได้อาศัยหลักมาตรฐานการจัดชั้นใบยาเบอร์เลย์อเมริกา เช่นเดียวกัน ซึ่งประกอบด้วย หมู่ คุณภาพและสี
ใบยาเตอร์กิช การจัดชั้นใบยาได้อาศัยหลักแนวทางเดียวกับการจัดชั้นใบยาเวอร์ยิเนียและ เบอร์เลย์ของไทย แต่ใช้เพียงอักษร ๑ ตัว และตัวเลข ๑ ตัว โดยที่ตำแหน่งของใบบนลำต้น เป็นตัวกำหนดขนาดของใบยาไปด้วย เช่น ใบยายอด จะมีขนาดของใบกว้างเกิน ๗ เซนติเมตร และยาวเกิน ๑๑ เซนติเมตรไม่ได้ ใบยาล่างจะมีขนาดของใบกว้างเกิน ๑๓ เซนติเมตร และยาวเกิน ๑๗ เซนติเมตรไม่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากคุณภาพของใบยาเตอร์กิชจะดีที่สุดจากใบยายอดลงมาถึงใบยาล่าง ตามลำดับ ใบยาขนาดเล็กคือใบยายอด จะมีคุณภาพดีกว่าใบยาขนาดใหญ่คือใบยาล่าง
ยาพื้นเมือง การจัดชั้นคุณภาพยาเส้นพื้นเมือง ยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน อาจจะเป็นเพราะยังมีปริมาณการผลิตที่ไม่มากพอ (ในปีหนึ่งๆ ยาเส้นพื้นเมืองที่ผลิตในจังหวัดกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี มีประมาณหนึ่งล้านกิโลกรัม) หรือยังไม่มีหน่วยงานใดที่ส่งเสริมการเพาะปลูกและรับผิดชอบโดยตรง
หัวข้อก่อนหน้า