การละเล่นของผู้ใหญ่
สมัยก่อนคำว่า "ผู้ใหญ่" คืออะไร
การละเล่นเพลงพื้นเมือง
การละเล่นอื่นๆ
สมัยก่อนคำว่า "ผู้ใหญ่" คืออะไร
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
คำว่า "ผู้ใหญ่" ในสมัยก่อนหมายถึง ผู้ซึ่งย่างเข้าสู่วัยรุ่น ค่านิยมในสมัยก่อนนั้น เด็กหญิงชายพอเข้าสู่วัยรุ่นจะถูกแยกจากกัน นับตั้งแต่ความเป็นอยู่ในครอบครัวและในสังคมทั่วไปการละเล่นในวัยนี้จึงมักจะ เล่นแยกเป็นหญิงฝ่ายหนึ่ง ชายฝ่ายหนึ่งเป็นส่วนมาก การเล่นเฉพาะชายก็มีบ้าง ปัจจุบันการเล่นแบบสากลเข้ามาแทนที่ การละเล่นแบบไทยจึงมีอยู่น้อยมาก

การละเล่นของผู้ใหญ่ในชีวิตประจำวันมักจะเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ซึ่งส่วนมากเป็นเกษตรกร โดยเฉพาะในภาคกลางจะเกี่ยวกับการทำนาเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ทำงานเคร่งเครียดก็มีการเล่นไปด้วยเพื่อผ่อนคลายอารมณ์และฉะนั้นการเล่นในชีวิตประจำวันจึงเป็นประเภทเพลงพื้นเมือง ซึ่งมีการโต้ตอบกัน เป็นเพลงใช้ปฏิภาณในทางภาษา เนื้อหาจะเกี่ยวกับสภาพของงานนั้น ๆ แม้ผู้ใหญ่ที่มีอายุเกินวัยหนุ่มสาวก็เล่นสนุกสนานไปด้วย

การละเล่นประเภทนี้จะนำมาเสนอเฉพาะภาคกลาง ซึ่งแสดงความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน แม้ในยามทำงานก็นำลักษณะนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำให้เกิดความสนุกสนานคลายความเหนื่อยยาก รูปแบบของการประพันธ์เป็นรูปกลอนหัวเดียว คือ ลงสัมผัสท้ายคำกลอนเป็นเสียงเดียว และมีการร้องซ้ำคำ คงจะเพื่อให้มีเวลาคิดโต้ตอบ และเพื่อให้ผู้อื่นร่วมสนุกร้องเป็นลูกคู่ด้วย ทุกคนมีส่วนร่วมในการเล่น ผู้ที่มีความสามารถในการละเล่นแบบนี้ ถ้าเป็นชายเรียกว่าพ่อเพลง ถ้าเป็นหญิงเรียกว่าแม่เพลง แต่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันนี้ศิลปะเพื่อความบันเทิงกลายรูปเป็นการแสดงชนิดหนึ่งไปชม ผู้ฟังมิได้มีอารมณ์สนุกสนานไปด้วย อีกประการหนึ่งก็เพราะวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป เครื่องทุ่นแรงเข้ามาแทนที่ การละเล่นเหล่านี้จึงค่อยๆ หมดไปแต่ถ้าจะอนุรักษ์และส่งเสริมให้ถูกทางโดยสร้างความเข้าใจในคุณค่าอันเป็นเอกลักษณ์ของการละเล่นบางอย่าง เลือกสรรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสังคมนั้น ๆ ก็จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเป็นไทยให้อยู่ในจิตใจของคนไทยตลอดกาล
การละเล่นเพลงพื้นเมือง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การเล่นเพลงพื้นเมือง เพลงพื้นเมืองที่เล่นกันในชีวิตประจำวันต่อไปนี้ เป็นเพลงที่เล่นกันในเวลาเกี่ยวข้าวที่ชาวบ้านจะมารวมกันช่วยกันทำงานด้วยอัธยาศัยไมตรีตามวัฒนธรรมไทย จึงมีการเล่นสนุกสนานตามโอกาส การร้องเล่นกันนั้น ใครร้องเพลงเป็นและเสียงดี ก็จะเป็นต้นเสียง

เพลงที่ร้องเล่นกันตอนเกี่ยวข้าวก็จะมีเพลงเกี่ยวข้าว เพลงร้อยชั่ง และเพลงเต้นกำ (รำเคียว) เป็นต้น
เพลงเกี่ยวข้าว เป็นเพลงโต้ตอบกันขณะเกี่ยวข้าวกลางนา ร้องไปทำงานไป มีลูกคู่รับเป็นทอดๆ
เพลงร้อยชั่ง เป็นเพลงซึ่งร้องโต้ตอบกันขณะเกี่ยวข้าว โต้ตอบกันไปเรื่อย ๆ มีลูกคู่รับ
เพลงเต้นกำ (รำเคียว) ชาวบ้านจะเล่นตอนหยุดพักหลังจากเกี่ยวข้าวแล้ว ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "ตอนตกหน้า (คันนา)" หญิงชายแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย มือขวาถือเคียว มือซ้ายถือรวงข้าว ร้องรำหยอกล้อกันเป็นสนุกสนาน ทั้งเนื้อร้องและท่ารำจะประสมประสานกัน (แต่ไม่ใช้แบบนาฎศิลป์) แต่ละคู่มีลูกคู่ร้องรับและให้จังหวะ กรมศิลปากรได้เคยไปรับการถ่ายทอดฝึกฝนจากชาวบ้านและนำมาแสดงให้ชมจนเป็นที่แพร่หลาย
เพลงสงฟาง ต่อมาเมื่อเก็บเกี่ยวและนวดข้าวด้วยวิธีให้วัวหรือควายย่ำรวมข้าวให้เมล็ดหลุดแล้ว ก็จะสงฟางให้เมล็ดข้าวร่วงหลุดออกมาตอนนี้ชาวบ้านก็จะมารวมช่วยกันแต่ละบ้าน ขณะทำงานก็เล่นเย้าแหย่กันด้วยการร้องโต้ตอบกัน
เพลงพานฟาง เพลงนี้จะร้องเล่นกันตอนเขี่ยฟางที่ไม่มีเมล็ดไปรวมกันหรือที่เรียกกันว่า "ลอมฟาง" เนื้อร้องคล้ายเพลงสงฟาง แต่เปลี่ยน "สง" เป็น "พาน" เช่น พานเถิดนะแม่พาน แม่อ้วนม่อต้อเหมือนคอหม้อตาล มาช่วยกันพานฟางเอย (ลูกคู่รับวรรคสองและวรรคสาม)
เพลงสงคอลำพวน หลังจากการลอมฟางแล้ว ฟางบางส่วนจะเป็นเศษปนกับข้าวเปลือกเศษฟางนี้ชาวบ้านเรียกว่า "ลำพวน" ต้องเก็บให้หมดเพลงที่ร้องเล่นกันตอนนี้จึงเรียกว่า "เพลงสงคอลำพวน" มักจะมีการเกี้ยวพาราสีเป็นการชวนให้ทำงาน
เพลงเตะข้าว หลังจากเก็บเศษฟางหมดแล้ว จะจับมือกันแตะข้าวเปลือกที่เรี่ยราดมารวมกันกลางลาน ขณะเตะข้าวไปก็ร้องเล่นกันไปจึงเรียกว่าเพลงเตะข้าว เนื้อร้องมิได้เกี่ยวกับเตะข้าว แต่เป็นการเกี้ยวพาราสี
เพลงชักกระดาน เป็นเพลงร้องประกอบขณะที่กวาดข้าวเปลือกมากองรวมกันไว้ เพื่อเก็บเข้าฉาง ด้วยวิธีใช้ไม้กระดานเจาะรูสองข้างเอาเชือกร้อย เป็นแผ่นไม้สำหรับโกยข้าว คนหนึ่งกดคอกระดานอยู่กับพื้น คนอื่น ๆ ช่วยกันดึงเขือกกวาดได้ทีละมาก ๆ ขณะชักกระดานไปร้องเพลงไป เป็นที่สนุกสนานทำให้หายเหนื่อยทำได้นาน และได้งานมาก
การละเล่นอื่นๆ


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในสมัยโบราณ หญิงชายย่างเข้าสู่วัยรุ่น ไม่นานก็จะเปลี่ยนเข้าสู่วัยครองเรือน ภารกิจในการทำมาหากินและอื่น ๆ มีมากขึ้น การพักผ่อนหย่อนใจในยามว่างจึงมักจะเป็นไปในรูปงานอดิเรก แล้วแต่ใจชอบ ซึ่งก็เรียกว่าการเล่น เช่นการสะสมสิ่งต่าง ๆ ได้แก่ ของโบราณ ดวงตราไปรษณียากร ฯลฯ การสะสมต้นไม้บางชนิดการเลี้ยงสัตว์บางชนิดไว้ดูเล่น เช่น นกเขา สุนัข แมว ฯลฯ ซึ่งบางคนคิดว่าเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่ความจริงเล่นกันมาแต่ยังหนุ่ม ฝ่ายหญิงก็มักจะชอบเย็บปักถักร้อย ทำให้ได้ของใช้ในบ้านด้วย เพลิดเพลินด้วย การละเล่นในยามว่างของผู้ใหญ่นี้จะไม่รวมถึงกีฬา หรือการพนัน เช่น หมากรุก ไพ่ กระบี่กระบอง ชนวัว ชนไก่

สำหรับชายมีการละเล่นอย่างหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นการออกกำลังในชีวิตประจำวัน คือ "ตะกร้อ" ซึ่งมักจะติดวงเล่นกันตามลานบ้านหรือลานวัด แต่ในปัจจุบันจัดเป็นกีฬาประเภทออกกำลังกาย เพราะมีการแข่งขันกันทั้งระดับชาติและระดับนานาประเทศ

การเล่นตะกร้อ
ตะกร้อเป็นการละเล่นของไทยมาแต่โบราณ แต่ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าสมัยใดคาดว่าราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชาติอื่นที่ใกล้เคียงก็มีการเล่นตะกร้อ คนเล่นไม่จำกัดจำนวน เล่นเป็นหมู่หรือเดี่ยวก็ได้ ตามลานที่กว้างพอสมควร
วิธีเล่น การเล่นหมู่ ผู้เล่นจะล้อมเป็นวงผู้เริ่มต้นจะใช้เท้าลูกตะกร้อไปให้อีกผู้หนึ่งรับ ผู้รับจะต้องมีความว่องไวในการใช้เท้ารับและเตะส่งไปยังอีกผู้หนึ่ง จึงเรียกวิธีเล่นนี้ว่าเตะตะกร้อ ความสนุกอยู่ที่การหลอดล่อที่จะเตะไปยังผู้ใด ถ้าผู้เล่นทั้งวงมีความสามารถเสมอกัน จะโยนและรับไม่ให้ตะกร้อถึงพื้นได้เป็นเวลานานมากกล่าวกันว่าทั้งวันหรือทั้งคืนก็ยังมี แต่ผู้เล่นยังไม่ชำนาญก็โยนรับได้ไม่กี่ครั้ง ลูกตะกร้อก็ตกถึงพื้น
ท่าเตะ ท่าเตะตะกร้อมีหลายท่าที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามและความว่องไว ตามปกติจะใช้หลังเท้า แต่นักเล่นตะกร้อจะมีวิธีเตะที่พลิกแพลงใช้หน้าเท้า เข่า ไขว้ขา (เรียกว่าลูกไขว้) ไขว้ขาหน้า ไขว้ขาหลัง ศอก ข้อสำคัญคือความเหนียวแน่นที่ต้องรับลูกให้ได้เป็นอย่างดีเมื่อลูกมาถึงตัว ผู้เล่นมักฝึกการเตะตะกร้อด้วยท่าต่าง ๆ
ลีลาของการเตะตะกร้อ มี ๔ ท่า คือการเตะเหนียวแน่น (การรับให้ได้อย่างดี) การเตะแม่นคู่ (การโต้ตรงคู่) การเตะดูงามตา (ท่าเตะสวย มีสง่า) การเตะท่ามาก (เตะได้หลายท่า)
ตะกร้อติดบ่วง การเตะตะกร้อติดบ่วงใช้บ่วงกลม ๆ แขวนไว้ให้สูงสุด แต่ผู้เล่นจะสามารถเตะให้หลอดบ่วงไปยังผู้อื่นได้ กล่าวกันว่า บ่วงที่เล่นเคยสูงสุดถึง ๗ เมตร และยิ่งเข้าบ่วงจำนวนมากเท่าไรยิ่งแสดงถึงความสามารถ
การติดตะกร้อ (เล่นเดี่ยว) การเล่นตะกร้อที่มีชื่อเสียงมากของไทยคือ การติดตะกร้อ เป็นศิลปะของการเล่นตะกร้อ คือ เตะตะกร้อให้ไปติดอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และต้องถ่วงน้ำหนักให้อยู่นาน แล้วใช้อวัยวะส่วนนั้นส่งไปยังส่วนอื่น โดยไม่ให้ตกถึงพื้น เช่น การติดตะกร้อที่หลังมือ ข้อศอก หน้าผาก จมูก เป็นต้น นับว่าเป็นศิลปะที่น่าชม ผู้เล่นต้องฝึกฝนอย่างมาก
การเตะตะกร้อเป็นการเล่นที่ผู้เล่นได้ออกกำลังกายทุกสัดส่วน ฝึกความว่องไว ความสังเกตมีไหวพริบ ทำให้มีบุคลิกภาพดี มีความสง่างาม และการเล่นตะกร้อนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป