การละเล่นของเด็กและผู้ใหญ่
ชักเย่อ (ชักกะเย่อ)
ลูกช่วง
งูกินหาง
โค้งตีนเกวียน
จ้องเตหรือต้องเต
ไม้หึ่ง
รีรีข้าวสาร
มอญซ่อนผ้า
สะบ้า
แม่ศรี
คล้องช้าง
ว่าว
ชักเย่อ (ชักกะเย่อ)

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ผู้เล่นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย มีจำนวนเท่ากัน (นอกจากจะตกลงกันเป็นพิเศษ เช่น ฝ่ายหนึ่งชายฝ่ายหนึ่งหญิง จะให้ชายมีจำนวนน้อยกว่าหญิงก็ได้)
วิธีเล่น นำเชือกเส้นใหญ่ที่มีความแข็งแรงพอจะทานกำลังผู้เล่นทั้งสองฝ่ายที่จะดึงเชือกนั้นมาวาง มีเส้นเขตกลาง ซึ่งจะวางเชือกให้กึ่งกลางตรงเส้นพอดี แล้วให้ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจับสลาก หรือไม้สั้นไม้ยาว ว่าใครจะอยู่ด้านไหนเมื่อได้สลากแล้วผู้เล่นจะไปยืนประจำที่ข้างเชือกที่วาง กะระยะให้ห่างกัน พอให้ไม่ชนกันได้ขณะเอนตัวดึงเชือก เมื่อวางระยะดีแล้ว ผู้เล่นจะดึงเชือกให้สูงพอเอว ผู้ตัดสินจะไปยืนตรงเส้นเขตกลาง (ซึ่งเป็นเส้นชัยด้วย) เมื่อผู้ตัดสินให้สัญญาณ ทั้งสองฝ่ายจะลงมือดึงเชือกพยายามให้อีกฝ่ายหนึ่งลู่ไปในทิศทางของตนแต่ละฝ่ายมีผู้ให้สัญญาณเพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียงกัน ผู้ที่อยู่ต้นเชือกและหางเชือกเป็นคนสำคัญ ยิ่งในระหว่างดึงนั้น ถ้าผู้ใดเสียหลักยันพื้นไม่อยู่ก็จะเสียกำลัง ความสนุกอยู่ที่ผู้ให้สัญญาณ และผู้เล่นที่มีท่าทางสีหน้าต่างๆ กัน การแพ้ชนะอยู่ที่ฝ่ายไหนสามารถดึงอีกฝ่ายหนึ่งให้ลู่ตามไปถึงเส้นชัยจะเป็นฝ่ายชนะ การเล่นชนิดนี้ฝึกความพร้อมเพรียง ความอยู่ในระเบียบวินัย การทรงตัวและออกกำลังกายทั้งแขนและขา
การละเล่นแบบนี้ในภาคเหนือเรียกว่า "ยู้ส้าว" มีวิธีการเล่นเหมือนกันกับภาคกลางแต่ภาคเหนือมีคำร้องประกอบ
ลูกช่วง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

แบ่งผู้เล่นเป็นสองฝ่ายเท่า ๆ กัน อุปกรณ์การเล่น ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ห่อเอาหญ้าแห้งหรือวัตถุนิ่ม ๆ ให้เป็นลูกกลม ๆ ผูกชายไว้ ยาวพอจะโยนได้
วิธีเล่น แบ่งเขตผู้เล่นเป็น ๒ ฝ่าย ยืนห่างกันพอสมควร เริ่มต้นโยนลูกไปให้อีกฝ่ายหนึ่งรับ ถ้ารับได้ก็มีสิทธิ์ที่จะปาให้ถูกตัวคนใดคนหนึ่งของฝ่ายตรงข้าม ถ้าปาไม่ถูกก็พับไปต้องโยนกลับไปให้ฝ่ายตรงข้ามให้เป็นผู้รับถ้าปาถูกคนไหนคนนั้นต้องไปเป็นเชลยอีกฝ่ายหนึ่งเล่นสลับกันดังนี้ต่อไปจนเหนื่อยฝ่ายไหนได้เชลยมากฝ่ายนั้นชนะ การเล่นชนิดนี้ฝึกความสังเกต ความว่องไวและความรับผิดชอบ ภาคอีสานและภาคใต้มีการเล่นคล้ายกัน ต่างกันที่การโยนลูกช่วงนั้น ผู้โยนลูกช่วงเป็นผู้ขี่คอคนซึ่งสมมุติเป็นม้า การเล่นชนิดนี้ภาคอีสานเรียกว่า "ม้าหลังโปก" ภาคใต้เรียกว่า "ขี่ม้าโยนรับ" "ขี้ม้าโยนผ้า" ความสนุกอยู่ที่การหลอกล่อของคนและม้าตอนรับกัน ถ้าลูกตกม้าเก็บได้ก็อาจทำพยศให้คนตกเป็นต้น
งูกินหาง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
วิธีเล่น ให้คนหนึ่งเป็นพ่องู อีกคนหนึ่งเป็นแม่งู พ่องูยืนหันหน้าเข้าหาแม่งู นอกนั้นเป็นลูกงูจับเอวกันเป็นแถวยาว ความยาวของลูกงูนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้เล่น ในการเล่นมีบทพูดโต้ตอบกัน ดังนี้
พ่องู : แม่งูเอ๋ย
แม่งู : เอ๋ย (ลูกงูช่วยตอบ)
พ่องู : กินน้ำบ่อไหน
แม่งู : กินน้ำบ่อโศก
ลูกงู : โยกไปก็โยกมา (แม่งูและลูกงูโยกตัว ขยายแถวทั้งแถว)
พ่องู : แม่งูเอ๋ย
แม่งู : เอ๋ย
พ่องู : กินน้ำบ่อไหน
แม่งู : กินน้ำบ่อทราย
ลูกงู : ย้ายไปก็ย้ายมา (วิ่งทางซ้ายทีขวาที)
พ่องู : กินน้ำบ่อไหน
แม่งู : กินน้ำบ่อหิน
ลูกงู : บินไปก็บินมา (ทำท่าบินแล้วจับเอวต่อ)
พ่องู : หุงข้าวกี่หม้อ
แม่งู : ..... หม้อ (เท่ากับจำนวนลูกงูกับแม่งู)
พ่องู : ขอกินหม้อได้ไหม
ลูกงู : ไม่ได้
พ่องู : ตำน้ำพริกกี่ครก
แม่งู : ..... ครก
พ่องู : ขอกินครกได้ไหม
ลูกงู : ไม่ได้
พ่องู : ทอดปลาทูกี่ตัว
แม่งู : ..... ตัว
พ่องู : ขอกินตัวได้ไหม
ลูกงู : ไม่ได้
พ่องู : กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว
แม่งู : กินหางตลอดหัว

พ่องูจะไล่จับลูกงูจากปลายแถวขึ้นมาหัวแถว แม่งูต้องพยายามป้องกันไม่ให้พ่องูเอาลูกงูไปได้โดยการกางมือกั้น แล้วลูกงูต้องคอยวิ่งหนีแต่ต้องระวังไม่ให้แตกแถว เมื่อจับลูกงูได้พ่องูจะถามลูกงูว่า
พ่องู : อยู่กับพ่อหรืออยู่กับแม่
ลูกงู : อยู่กับแม่
พ่องู : ลอยแพไป
พ่องู : หักคนจิ้มน้ำพริก

พ่องูก็จะจับลูกงูให้ออกจากการเล่นไปอยู่เช่นนี้จนจับได้หมด ถ้าตอบว่า "กินกลางตลอดตัว" พ่องูจะจับลูกงูตัวแรกในบริเวณกลางลำตัว ต่อๆ ไปก็เลือกจับตามใจชอบ ลูกงูต้องหลบหลีกให้ดี
ถ้าแม่งูตอบว่า กินหัวตลอดหาง พ่องูต้องพยายามปล้ำกับแม่งูให้แพ้ชนะให้ได้ แล้วจับลูกตั้งแต่หัวแถงลงไปจนหมด เป็นอันจบเกม
การเล่นชนิดนี้ นอกจากให้ความสนุกสนานแล้วยังเป็นการฝึกภาษา ถ้าเป็นการเล่นของเด็กจะมีเพียงบทโต้ตอบดังกล่าวเพื่อเป็นการเรียนรู้ในการสื่อสารในเรื่องความหมายของกริยาต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะใช้บทร้องพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในบทละครดึกดำบรรพ์ เรื่องอิเหนาตอนเสี่ยงเทียนให้เด็กร้องที่หน้าวิหารเพียง ๒ บท ต่อไปนั้นผู้เล่นก็จะใช้ปฏิภาณในการโต้ตอบจนพอใจจึงจะวิ่งไล่จับกัน
"แม่งูเอ๋ยเจ้าไปอยู่ที่ไหนมา
ไปกินน้ำหนากลับมาเมื่อตะกี้
กินน้ำบ่อไหนบอกไปให้ถ้วนถี่
จะบอกประเดี๋ยวนี้
บอกมาซีอย่าเนิ่นช้า
ไปกินน้ำเอย ไปกินน้ำบ่อหิน (ซ้ำ)
บินไปก็บินมา ฉันรักเจ้ากินรา
บินมาบินไปเอย"

พ่องูจะถามซ้ำ แม่งูจะตอบว่าไปกินน้ำบ่ออื่นๆ ร้องให้รับกัน การเล่นในภาคเหนือเรียกว่า "งูสิงสาง" วิธีเล่นคล้ายกัน แต่ไม่มีพ่องู แม่งูคนหนึ่งจะขุดดิน คนที่เหลือจับเอวกันเป็นงู ฝ่ายที่เป็นงูเดินไปรอบ ๆ แล้วมีการโต้ตอบกันระหว่างคนขุดดินกับงูเป็นภาษาเหนือล้อเลียนกันตอนแรกงูถามว่าขุดอะไร ขอบ้าง (อ้างชื่อของในดิน เช่น แห้ว มัน) ต่อมาคนขุดดินของงูบ้างงูไม่ให้ บอกให้ไล่จับเอา
โค้งตีนเกวียน

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
โค้งตีนเกวียน หรือระวงตีนเกวียน (ภาคอีสาน)
วิธีเล่น ในภาคอีสานจะแบ่งคนเล่นเป็นสองพวก พวกหนึ่งยืน พวกหนึ่งนั่งสลับกันไปพวกที่นั่งเอาเท้ายันกันไว้ มือจับคนยืนจับกันเป็นรูปวงกลม พวกยืนเดินไปรอบ ๆ พวกนั่งยกกับพ้นพื้นหมุนไปรอบ ๆ ถ้าฝ่ายหนึ่งทำมือหลุดเป็นฝ่ายแพ้ ต้องเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายยืน
การเล่นชนิดนี้ภาคกลาง เรียกว่า "หมุนนาฬิกาหรือทอดกระทะ เป็นการเล่นฝึกการทรงตัว ความพร้อมเพรียงและความอดทน
จ้องเตหรือต้องเต

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
การเล่นจ้องเต มี ๒ ชนิด คือ จ้องเตเขย่ง และจ้องเตข้าม ทั้งสองชนิดต้องขีดเส้นบนลานเป็น ๘ ช่อง มีรูปดังนี้
จ้องเตเขย่ง เมื่อตกลงกันตามวิธีการเล่นว่าใครเป็นคนแรก ผู้เล่นก็จะโยนเบี้ย (ใช้วัสดุอะไรก็ได้) ไปตามช่อง ๑ ถึง ๘ ถ้าทับเส้นหรือออกนอกตารางที่ช่องใดก็ถือว่า "ตาย" ผู้เล่นต้องเขย่งไปเก็บเบี้ยแล้วเขย่งต่อไปจนถึงที่ที่มี ๒ ช่อง หรือ ๒ ตาคู่กัน คือช่อง ๓ และ ๔ กับ ๖ และ ๗ ก็พักเท้าได้ พอถึงหัวกะโหลกคือช่องที่ ๘ ก็หมุนตัวกลับเขย่งกลับไปที่เดิม ถ้าขาตกหรือเหยียบเส้นก็ถือว่าตาย ถ้าเล่นได้ถึงตาที่ ๓ หรือ ๔ หรือ ๖ หรือ ๗ ต้องเขย่งเก็บ ถ้าเล่นได้ถึง ๘ ตา ก็หันหลังโยนเบี้ยให้ลงช่องใด ช่องหนึ่ง ถ้าโยนได้ช่องไหนก็ได้ "บ้านพัก" ถ้าเล่นคราวต่อไปรอบ ๒ ก็พักขาที่บ้านพักนั้นได้ คนอื่นพักไม่ได้ ต้องข้ามไปแต่ถ้ารอบใดโยนบ้านพักได้ซ้ำที่ถือว่าไฟไหม้ต้องยกเลิกไป วิธีกันคนอื่นก็คือพยายามโยนให้ได้บ้านพักติดๆ กัน คนอื่นก็พักไม่ได้มีโอกาส "ตาย" ง่าย คนไหนได้ "บ้านพัก" มากก็ชนะ
จ้องเตข้าม ผู้เล่นนำเบี้ยใส่หลังเท้าเดินโยนไปตามช่อง เวลาเดินเก็บเบี้ยแล้วเดินตามช่องต่างๆ ต้องไม่ทับเส้นหรือออกนอกตารางด้วยวิธีเดินเงยหน้า ถ้าเหยียบเส้น ผู้ที่เล่นด้วยจะร้อง "มิด" ถ้าข้ามช่องได้ผู้ร้องจะร้องว่า "ลอ" ถ้าร้องว่า "มิด" ก็ตาย ต้องให้ผู้อื่นเล่น นอกนั้นเหมือน "ตาเขย่ง" การเล่นแบบนี้ ฝึกความสังเกตและความแม่นยำในการกะระยะโยนเบี้ย คล้ายการเล่นของภาคอีสานที่เรียกว่า "มิดลอ"
ไม้หึ่ง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายละ ๓ - ๖ คน อุปกรณ์การเล่น ได้แก่ ไม้หึ่งสั้น เรียกว่า ลูกหึ่ง ยาวประมาณ ๑ คืบ และไม้หึ่งยาว เรียกว่า แม่หึ่ง ยาวประมาณ ๑ ช่วงแขน
วิธีเล่น ขุดหลุม ๑ หลุม กว้างพอที่จะวางลูกหึ่งขวางหลุมได้ ผู้เล่นชุดแรกเรียกว่า ฝ่ายรุก วางลูกหึ่งไว้ปากหลุม แล้วเอาแม่หึ่งงัดลูกหึ่งไปให้ไกลที่สุดที่จะไกลได้ ให้ฝ่ายรับ รับลูกหึ่งถ้าฝ่ายรับ รับได้ ฝ่ายรุกตาย ต้องเปลี่ยนกัน ถ้ารับไม่ได้ ฝ่ายรับนำลูกหึ่งโยนกลับมาให้โดยแม่หึ่ง ซึ่งฝ่ายรุกจะวางาพดไว้ปากหลุม ถ้าลูกหึ่งโดนแม่หึ่งฝ่ายรุกตาย ถ้าไม่ถูกก็เล่นตาต่อไป การเล่นมี ๓ ตา คือ
ตาที่ ๑ อีงัด
ตาที่ ๒ อีตี ใช้แม่หึ่งตีลูกหึ่งไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตาที่ ๓ อีวัด ใช้แม่หึ่งวัดระยะทางที่แม่หึ่งตีลูกหึ่งออกไปว่าไกลเท่าไร

ผู้ที่ตีได้ไกลที่สุดจะได้ขี่หลังฝ่ายตรงข้ามเท่ากับระยะทางที่ตกลงกันและให้ฝ่ายที่ถูกขี่หลังร้อง "หึ่ง" ไปด้วย
บางแห่งกำหนดกติกาไว้ด้วยว่าหากตีไปแล้วอีกฝ่ายรับได้ จะต้องร้องหึ่งวิ่งกลับไปมาระหว่างจุดที่ตำได้กี่เทียวจนกว่าหึ่งจะหยุด จะได้ขี่หลังเท่ากับจำนวนรอบที่วิ่งได้
การเล่นแบบนี้ ภาคอีสานเรียว่า "ไม้หิง" ภาคใต้เรียกว่า "ไม้ขวิด" หรือ "ไม้อี้" การเล่นไม้หึ่งให้ประโยชน์ในการฝึกใช้มือ ฝึกความไวของประสาทตา ฝึกความมีไหวพริบ และทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ
รีรีข้าวสาร
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
วิธีเล่น ผู้เล่น ๒ คน ยืนเอามือประสานกันเหนือศีรษะเป็นประตูโค้งหรือซุ้ม คนอื่น ๆ เกาะไหลกันลอดใต้โค้งไปเรื่อยๆ ผู้เล่น ๒ คนที่เป็นประตูจะร้องเพลงประกอบ เวลาลอดใต้ซุ้ม หัวแถวจะต้องเดินอ้อมหลังคนที่เป็นประตูครั้งละคนเมื่อจนเพลงผู้เป็นประตูจะกระตุกแขนลงกั้นคนสุดท้ายให้อยู่ระหว่างกลาง คัดออกไป คนข้างหลังต้องระวังตัวให้ดี มิฉะนั้นตัวเองต้องออกจากการเล่น ต้องพานให้ได้หมดทุกคนจึงจะจบเกม
บทร้องประกอบการเล่นว่า รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เลือกท้องใบลาน เก็บเบี้ยใต้ถุนบ้าน คดข้าวใส่จาน พานเอาคนข้างหลังไว้
การเล่นชนิดนี้ ความสนุกสนานอยู่ที่คำร้อง จังหวะของคำร้อง และการได้ฝึกความว่องไวไหวพริบที่จะต้องพยายามไม่ให้ถูกตัดออกจากการเล่น
มอญซ่อนผ้า
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
วิธีเล่น จับไม้สั้นไม้ยาวเลือกคนที่เป็นมอญ คนอื่น ๆ นั่งล้อมวงและร้องเพลง คนที่เป็นมอญถือผ้าไว้ในมือเดินวนอยู่นอกวง ระหว่างนั้นจะทิ้งผ้าไว้ข้างหลังใครก็ได้ แล้วต้องพรางไว้ทำเป็นว่ายังถือผ้าอยู่ เมื่อเดินกลับมาผ้ายังอยู่ที่เดิมก็หยิบผ้าขึ้นและไล่ตีผู้นั้น ถ้าผู้ถูกไล่วิ่งหนีมานั่งที่เดิมไม่ทัน ถูกมอญตีก็ต้องเป็นมอญแทนและหาทางวางผ้าให้ผู้อื่นต่อไป ถ้าใครรู้สึกตัวคลำพบจะวิ่งไล่มอญไปรอบๆ วง มอญต้องรีบวิ่งหนี ถ้าคนที่ไล่ตีไม่ถูกมอญได้นั่งแทนที่ คนที่ไล่ก็ต้องเป็นมอญแทน หากตีถูก มอญ คนเดิมก็ต้องเป็นมอญต่อไป
บทร้องประกอบการเล่นมีว่า มอญซ่อนผ้าตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ไว้โน่นไว้นี่ ฉันจะตีก้นเธอ
การเล่นชนิดนี้เล่นกันมากแทนทุกจังหวัดในภาคกลาง สำหรับเด็กได้ฝึกความสังเกตออกกำลังกาย และยังมีบทร้องให้เกิดความสนุกสนานอีด้วย
สะบ้า


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

สะบ้าเป็นการเล่นของไทยสมัยโบราณเหตุที่เรียกว่า "สะบ้า" ก็เพราะนำเอาลูกสะบ้ามาเป็นเครื่องมือในการเล่น ลูกสะบ้ามีเปลือกแข็งมีลักษณะกลม ขนาดสะบ้าที่หัวเข่าคน แบนแต่ตรงกลางนูน ล้อได้ดี การเล่นจะต้องมีลูกตั้งคือ ใช้สะบ้าลูกหนึ่งตั้งไว้ ระยะจากลูกตั้งถึงที่ตั้งต้นกะประมาณ ๖ เมตร ผู้เล่นจะเล่นทีละคนก็ได้ หรือจะเล่นเป็นคู่ก็ได้ แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ผู้เล่นจะต้องเล่นตามมาตราที่กำหนดไว้คือ ตั้งต้นด้วยบทที่ง่ายที่สุดคือ "การล้อ" เรียกว่า "อีล้อ" คือผู้เล่นอยู่ที่เส้นตั้งต้นแล้วล้อลูกสะบ้าให้ไปใกล้กับลูกตั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วรีบตะครุบไว้ ถ้าเกินลูกตั้งไปถือว่าตาย ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งลงมือเล่นแทน แต่ถ้าตะครุบได้เลื่อนมาตรงลูกตั้งแล้วใช้นิ้วดีดให้ลูกตั้ง เรียกว่า "ยิง" ถ้ายิงไม่ถูก ต้องถือว่าตาย เปลี่ยนให้อีกฝ่ายหนึ่งเล่น ถ้าถูกก็ขึ้นบทต่อไป คือ เอาลูกสะบ้าถือไว้ที่คอแล้วดีดให้ล้อแล้วใช้วิธีเดียวกัน ถ้าใครยิงถูกเป้าหมายก็ได้ต่อบทต่อ ๆ ไป ถ้าผิดหรือลูกสะบ้าออกแนวนอกวงก็ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเล่นต่อไป
ถ้าเป็นการเล่นหมู่ผู้ที่ยิงถูอาจไถ่ผู้ที่ยิงไม่ถูกได้ คือยิงแทนผู้ที่ยิงไม่ถูกเป็นการช่วยผู้เล่นร่วมชุด แต่ถ้าใครล้อเลยเขตเรียกว่า "เน่า" ก็ต้องตายทั้งชุด คือต้องยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งเล่นต่อ นับเป็นการฝึกการรวมหมู่พวกที่ดี การเล่นชนิดนี้สำคัญที่เป็นการฝึกความแม่นยำในการยิงเป้าหมาย ฝึกความระมัดระวังและกะระยะไม่ให้เกินขอบเขตที่กำหนดไว้เป็นการฝึกสายตาเป็นอย่างดี ท่าต่างๆ นี้ก็แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ใครจะคิดขึ้น เพราะการเล่นสะบ้ามีหลายจังหวัด นิยมเล่นทั้งหญิงชายโดยเฉพาะภาคกลางและภาคอีสาน
การเล่นสะบ้าเท่าที่รวบรวมได้มี ๔๘ ท่า ท่าต่าง ๆ แต่ละจังหวัดก็แตกต่างกันไป แล้วแต่ใครจะคิดขึ้น นิยมเล่นกันมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่
แม่ศรี

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
วิธีเล่น คนที่เป็นแม่ศรีแต่งตัวสวยงามจะเลือกคนที่ทำไม่เป็นบนครกตำข้าวที่อยู่กลางวง หรือที่ใดที่เลือกไว้ให้เด่นคนเดียวแล้ว นำผ้ามาปิดตา ส่วนผู้เล่นที่เหลือก็จะร้องเพลงเชิญแม่ศรีให้เข้าผู้ที่เป็นแม่ศรี ร้องซ้ำไปซ้ำมาจนแม่ศรีลุกขึ้นรำ
บทแม่ศรี แม่ศรีเอย แม่ศรีสาวสะยกมือไหว้พระ ว่าจะมีคนชม ขนคิ้วเจ้าต่อต้นคอเจ้ากลม ซักผ้าปิดนม ชมแม่ศรีเอย
บทนี้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเปลี่ยนคำว่า "ชักผ้าปิดนม" เป็น "แลไม่ลืมปลื้มอารมณ์" ในบทละครดึกดำบรรพ์ตอนอิเหนาฉายกริช บทแม่ศรีอื่น ๆ ยังพอมีอยู่เพราะแต่ละจังหวัดก็คือบทร้องของตนขึ้นใหม่
การเล่นเข้าทรงตามความเชื่อของชาวบ้านยังมีอีกหลายอย่างตามความเชื่อของท้องถิ่นนั้นๆ เช่น เชิญพ่อบุญคง เชิญพระองค์สี่ทิศ เชิญหลวงไกร ที่เชิญผีก็มี เช่น ผีมดแดง ผีสุ่ม ผีกะลา ผีลิงลม ภาคใต้เรียกว่า "การลงเชื้อ" จะเป็นเชื้อสัตว์ เช่น เชื้อมดแดง เชื้อคางคก เชื้อช้าง เชื้อยาหงส์ (พญาหงส์) มีเพลงร้องเชิญต่าง ๆ กัน ผู้ถูกเชื้อจะทำอาการเหมือนสัตว์นั้น ๆ ภาคอีสานก็มี นางด้ง บทร้องคล้ายภาคsกลาง มีผีกินเทียน ผีเข้าขวด ฯลฯ การเล่นแบบนี้ นิยมเล่นในเทศกาลความสนุกอยู่ที่การร้องเชิญและท่าทางของผู้ถูกสะกดจิต แต่ในปัจจุบันเป็นการสมมุติเพื่อความสนุกสนาน
คล้องช้าง
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
วิธีเล่น นำครกตำข้าวมาคว่ำกลางวง ผู้คล้องช้างยืนบนครก มีผ้าทำบ่วงคล้องช้าง ผู้เล่นอื่นๆ เดินล้อมวงรอบครก ร้องเพลงคล้องช้างช้าๆ คนคล้องช้างคอยคล้องคนที่ต้องการ ถ้าคล้องได้คนไหน คนนั้นต้องไปเป็นคนคล้องแทนความสนุกอยู่ที่การล่อหลอกคนคล้อง ผู้เล่นเป็นช้างจะแกล้งเดินเข้าไปใกล้บ้าง ยึดผ้าบ้าง การเล่นคล้องช้าง หนุ่มสาวชอบเล่น หญิงจะคล้องชาย ชายจะคล้องหญิง
บทร้องประกอบการเล่นมีว่า
คล้องช้างเอามาได้เอย
เอามาผูกไว้ผูกไว้ที่ต้นครก
ช้างเถื่อนมันไม่เคย
เอาหัวไปเกยกับช้างบก
กันครกมักเล็กนัก
มันจะหักลงเอย
คล้องไหนคล้องซี
คล้องไอ้ช้างหางชี้
คล้องไปขี่เล่นเอย
คล้องไหนคล้องเข้า
คล้องไหนคล้องเข้า
คล้องไอ้ช้างหางยาว
มาคล้องให้เข้าคอเอย
ว่าว


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ว่าว เป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นเพื่อความบันเทิงที่นิยมเล่นกันเกือบทุกชาติเป็นเวลานามาแล้วแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีขึ้นเมื่อใด ใครเป็นผู้คิดบางทีว่าวยังใช้ประโยชน์อย่างอื่น ๆ ได้อีก การเล่นว่าวยังนิยมเล่นกันจนถึงปัจจุบันนี้
การละเล่นของไทยเพื่อความบันเทิงอย่างหนึ่งของเด็กและผู้ใหญ่ ที่นิยมกันมากในทุกภาคของประเทศไทยก็คือการเล่นว่าว ซึ่งปรากฏตามหลักฐานว่ามีมาแต่กรุงสุโขทัย เป็นว่าวที่ส่งเสียงดังด้วยในเวลาที่ลอยอยู่ในอากาศ เรียกว่า ว่าวหง่าว ในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฏตามหลักฐานของชาวต่างประเทศว่า "ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าทุกคืนตลอดเวลาระยะ ๒ เดือน ในฤดูหนาว..." และยังกล่าวว่า "ว่าวเป็นกีฬาที่เล่นกันอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวสยาม" ที่ลพบุรีเวลากลางคืนรอบพระราชนิเวศน์จะมีว่าวรูปต่างๆ ลอยอยู่ ว่าวนี้ติดโคมส่องสว่างและลูกกระพรวนส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง ในสมัยพระเพทราชา เคยใช้ว่าวในการสงครามโดยผูกหม้อดินบรรจุดินดำเข้ากับสายป่านว่าวจุฬาข้ามกำแพงเมือง แล้วจุดชนวนให้ระเบิดไหม้เมืองนครราชสีมาได้สำเร็จ
โอกาสที่จะเล่นว่าว จากหลักฐานข้างต้นจะเห็นได้ว่าว่าวเป็นการละเล่นเพื่อความบันเทิงของคนไทยทุกชั้น นับตั้งแต่องค์พระมาหากษัตริย์ถึงคนสามัญ แล้วยังใช้ประโยชน์อื่นได้อีก และเล่นกันในหน้าหนาวตอนกลางคืน ปัจจุบันนิยมเล่นกันทั้งในหน้าหนาวและหน้าร้อน การเล่นว่าวต้องอาศัยกระแสลมเป็นสำคัญ กระแสดลมที่แน่นอนจะช่วยให้เล่นว่าวได้สนุกกระแสลมนี้มี ๒ ระยะ คือ
ฤดูหนาวหรือหน้าหนาว ลมจะพัดจากผืนแผ่นดินลงสู่ทะเล คือ พัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดังปรากฏในสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยาว่าเล่นว่าวในหน้าหนาว ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์
ฤดูร้อนหรือหน้าร้อน จะมีลมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลพัดสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ หรือเรียกกันว่าลมตะเภา ชาวไทยภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้นิยมเล่นว่าวในระยะนี้คือประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน และมักจะเรียกกระแสลมที่พัดมาทางทิศนี้ว่า "ลมว่าว"
วิธีเล่นว่าวของไทย คนไทยในภาคต่าง ๆ ทุกภาคนิยมเล่นว่าวมาก วิธีเล่นมีอยู่ ๓ วิธี คือ
๑. ชักว่าวให้ลอยลมปักอยู่กับที่ เพื่อดูความสวยงามของว่าวรูปต่าง ๆ
๒. บังคับสายชักให้เคลื่อนไหวได้ตามต้องการ นิยมกันที่ความงาม ความสูง และบางทีก็คำนึงถึงความไพเราะของเสียงว่าวอีกด้วย
๓. การต่อสู้ทำสงครามกับบนอากาศ การเล่นว่าวแบบนี้แตกต่างจากชาติอื่น ทั้งตัวว่าวและวิธีที่จะต่อสู้คว้ากัน การแข่งขันว่าวจุฬาประมาณครึ่งหนึ่ง การแข่งขันแบบนี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยังมีการแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้าในภาคกลางของประเทศไทยมาจนปัจจุบันนี้
>การแข่งขันว่าว การแข่งขันว่าวเป็นกีฬาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง เป็นศิลปะที่ต้องใช้ความสามารถของผู้เล่นเป็นอย่างมากทั้งผู้ทำว่าวและผู้ชักว่าว ต้องใช้ความประณีตความแข็งแรง ความมีไหวพริบ และข้อสำคัญต้องอาศัยความพร้อมเพรียงด้วย พระมหากษัตริย์ไทยก็ทรงสนับสนุนว่าวไทยตลอดมา
ในปัจจุบันนี้มีการแข่งขันว่าวกัน ๒ ประเภท ประเภทแรก คือ การแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้า คว้ากันบนอากาศ อีกประเภทหนึ่งเป็นประเภทการละเล่น การแข่งขัน เป็นการประกวดฝีมือในการประดิษฐ์ ซึ่งจะแยกเป็นด้านความสวยงาม ความคิด ความตลกขบขัน และความสามารถในการชักให้ว่าวแสดงความสามารถสมรูปทรง และให้สูงเด่นมองเห็นได้ชัด
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป