พื้นที่ต้นน้ำลำธาร อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
พื้นที่ต้นน้ำลำธาร อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทอดพระเนตรพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จังหวัดเชียงใหม่
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทอดพระเนตรพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการหลวงดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
การอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร

พื้นที่ต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งผลิตน้ำให้แก่ลำธาร ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยภูเขา หรือเนินสูง ที่มีความลาดชันค่อนข้างมาก สำหรับพื้นที่ต้นน้ำลำธารซึ่งปกคลุมด้วยสภาพป่าไม้ตามธรรมชาติ ที่มีความสมบูรณ์ ป่าไม้จะช่วยป้องกันน้ำฝนขณะฝนตก มิให้กัดเซาะชะพาดินผิวหน้า และช่วยรักษาความสมบูรณ์ และความชุ่มชื้น มิให้เสื่อมสูญไป ส่วนเศษไม้ ใบไม้ ที่ทับถมผุพังอยู่บนผิวดินนั้น ก็จะช่วยดูดซับน้ำฝน ทำให้น้ำมีโอกาสไหลซึมลงไปเก็บสะสมอยู่ในดินได้มาก แล้วจึงค่อยไหลระบายออกจากดิน ลงสู่ลำธาร และลำห้วยอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ดังนั้น ป่าไม้จึงมีความสำคัญ ที่ช่วยให้ลำน้ำลำธารมีน้ำไหลตลอดทั้งปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยในการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารอย่างยิ่ง ในระยะแรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ในภาคเหนือ เฉพาะอย่างยิ่งตามบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งหลายแห่งเป็นที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำมาหากินของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริที่สำคัญ ได้แก่ การหาทางยับยั้งราษฎรชาวไทยภูเขา ไม่ให้บุกรุกทำลายป่าบนภูเขา ซึ่งเป็นต้นน้ำลำธารเป็นอันดับแรก โดยเร่งด่วน ด้วยทรงตระหนักในพระราชหฤทัยว่า ปัญหาที่ราษฎรชาวไทยภูเขาจำนวนมากบุกรุกทำลายป่าตามยอดเขาต้นน้ำลำธาร เพื่อนำพื้นที่มาทำไร่เลื่อนลอย หรือปลูกฝิ่นนั้น นอกจากจะเป็นการผิดกฎหมายแล้ว การกระทำดังกล่าว ยังเป็นสาเหตุสำคัญต่อการทำลายป่า ในบริเวณที่เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำลำธารด้วย ถ้าหากไม่หาทางหยุดยั้งให้ได้แล้ว ผลเสียหายอาจเกิดขึ้นแก่ส่วนรวม ในอนาคตอย่างประมาณมิได้ ด้วยเหตุนี้ ใน พ.ศ. ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพระราชดำริ ให้จัดตั้งโครงการหลวงพัฒนาชาวเขาขึ้น หรือเรียกว่า "โครงการหลวง" ในระยะต่อมา โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อที่จะให้ชาวไทยภูเขาได้ตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอย่างถาวรเป็นหลักแหล่ง ส่งเสริมให้ปลูกผลไม้เมืองหนาว และพืชเมืองหนาวต่างๆ เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น และการทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งจะมีผลช่วยในการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร ให้พ้นจากความเสื่อมโทรมได้ ดังกระแสพระราชดำรัสมีความตอนหนึ่งว่า

"เรื่องที่ช่วยชาวเขา และโครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อที่จะส่งเสริม และสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น... ผลอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญมากก็คือ ชาวเขา ตามที่รู้ เป็นผู้ที่ทำการเพาะปลูก ที่อาจทำให้บ้านเมืองเราไปสู่หายนะได้ โดยที่ถางป่าและปลูก โดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยเขา ก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี ความอยู่ดีกินดี และปลอดภัยได้อีกทั้งประเทศ เพราะว่า ถ้าเราสามารถทำโครงการนี้ให้สำเร็จ ให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักแหล่ง สามารถที่จะมีการกินดีอยู่ดีพอสมควร และสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดิน ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก"

การจัดตั้งโครงการหลวงในภาคเหนือดังกล่าว จึงเป็นการเริ่มงานอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร ตามพระราชดำริขึ้น ในภาคเหนืออย่างจริงจังเป็นครั้งแรก จนถึงปัจจุบัน ได้มีการดำเนินงานกระจายไปทั่วภูมิภาคนี้ และอีกหลายแห่งในภาคอื่นด้วย โดยมีรายละเอียดด้านวิชาการที่สำคัญดังต่อไปนี้
พื้นที่ลุ่มน้ำและพื้นที่ต้นน้ำลำธาร

พื้นที่ลุ่มน้ำ หมายถึง บริเวณพื้นที่ ซึ่งครอบคลุมลำน้ำธรรมชาติตอนใดตอนหนึ่ง เหนือจุดที่ได้กำหนดในลำน้ำนั้นๆ ทำหน้าที่เป็นแหล่งรวมน้ำ ทั้งที่ไหลมาบนผิวดิ นและที่ซึมออกจากดิน ให้ระบายลงสู่ลำน้ำ และไหลไปยังจุดที่กำหนด พื้นที่ลุ่มน้ำจึงเปรียบเสมือนหลังคาบ้านที่รองรับน้ำฝน และลำเลียงน้ำลงสู่รางน้ำ เพื่อให้น้ำไหลลงสู่ภาชนะเก็บกัก ตัวอย่างเช่น พื้นที่ลุ่มน้ำ เหนือเขื่อนภูมิพล ก็คือพื้นที่ลุ่มน้ำของแม่น้ำปิง เหนือจุด หรือตำแหน่งที่สร้างเขื่อนภูมิพล รวมพื้นที่ประมาณ ๒๖,๓๙๐ ตารางกิโลเมตร เมื่อมีฝนตกภายในพื้นที่ลุ่มน้ำดังกล่าว น้ำที่ไหลอยู่บนผิวดิน รวมกับน้ำที่ไหลซึมออกจากดิน ก็จะไหลลงลำธาร แล้วไหลลงสู่แม่น้ำปิง ไปยังอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล  

แผนที่แสดงพื้นที่ลุ่มน้ำของน้ำแม่เปา อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
แผนที่แสดงพื้นที่ลุ่มน้ำของน้ำแม่เปา อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

สำหรับพื้นที่บริเวณซึ่งอยู่ทางตอนบนของลุ่มน้ำ เรานิยมเรียกกันว่า "พื้นที่ต้นน้ำลำธาร" ซึ่งหมายถึง พื้นที่ลุ่มน้ำบริเวณที่เป็นแหล่งกำเนิดของลำธาร อันมีขอบเขตจากแนวสันปันน้ำลงมา จนถึงบริเวณที่เริ่มมีน้ำไหลในลำธารนั้นๆ
ใบไม้และเรือนยอดของต้นไม้ช่วยป้องกันการพังทลายของผิวดินโดยช่วยสกัดกั้นเม็ดฝนจำนวนมาก มิให้ตกกระแทกผิวดินได้โดยตรง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรม
ป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรม 
ความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้ ดิน และน้ำในบริเวณต้นน้ำลำธาร

ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ป่าไม้ ดิน และน้ำ ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็น ต้องมีความสมดุล และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด หากทรัพยากรดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งถูกทำลายสูญเสียไป ความสมดุลระหว่างกันที่มีอยู่ ย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลง และอาจทำให้พื้นที่ต้นน้ำลำธารนั้น เสื่อมความอุดมสมบูรณ์ลงอย่างรวดเร็ว เช่น การบุกรุกแผ้วถางป่าไม้อันเป็นทรัพยากรหลักในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เป็นเหตุให้ผิวดินขาดสิ่งปกคลุม ในการช่วยรักษาความชุ่มชื้น และช่วยดูดซึมน้ำ ซึ่งจะมีผลให้เกิดน้ำไหลบ่าไปบนผิวดินอย่างรวดเร็ว จนกัดเซาะพังทลายดินผิวหน้าให้เสื่อมคุณภาพ และอาจเกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างฉับพลัน ในบริเวณพื้นที่ราบทางตอนล่างตอนช่วงฤดูฝน หากในฤดูแล้ง ลำน้ำลำธารเหล่านั้น กลับขาดแคลนน้ำใช้ แม้เพียงเพื่อการอุปโภคบริโภคสำหรับประชาชน ตามที่ปรากฏให้เห็นในทุกภาคของประเทศไทยในปัจจุบัน

๑. ป่าไม้ทำหน้าที่อนุรักษ์ดินและน้ำ

ป่าไม้ หมายถึง พันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ที่มีการเจริญเติบโต รวมอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน หากในพื้นที่บริเวณต้นน้ำลำธารมีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นแล้ว สภาพเช่นนี้จะมีอิทธิพลต่อสภาพดินฟ้าอากาศ และสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารดังกล่าว ป่าไม้ในประเทศไทยมีอยู่หลายประเภท ทั้งป่าดงดิบ และป่าไม้ผลัดใบ

๒. ดินเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ

ดิน เกิดจากการแตกสลายผุพังของหิน โดยกระบวนการธรรมชาติ ในด้านการเกษตร ดินจะเป็นวัตถุบนผิวโลกที่มีประโยชน์ในการค้ำจุนพืช เป็นตัวกลางที่พืชใช้สำหรับยึดลำต้น และเป็นแหล่งน้ำแหล่งอาหาร ซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโต และการแพร่กระจายของพืชพันธุ์ต่างๆ

๓. น้ำในลำธาร

ลำธาร เป็นแหล่งรวบรวมน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งไหลมาจากที่ต่างๆ น้ำในลำธารส่วนใหญ่จะเกิดจากน้ำที่ไหลมาบนผิวดิน และบางส่วนซึมออกมาจากดิน เรียกว่า "น้ำท่า" โดยปริมาณ และสภาพน้ำท่าที่ไหลในลำน้ำธรรมชาติตามฤดูกาลต่างๆ จะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการ
ความเสื่อมโทรมของพื้นที่ต้นน้ำลำธาร

ส่วนใหญ่เกิดขึ้น เนื่องมาจากการที่ราษฎรบุกรุกเข้าแผ้วถางป่า เพื่อนำที่ดินมาใช้ทำการเกษตร หรือบุกเบิกพื้นที่ เพื่อการทำไร่เลื่อนลอย เป็นเหตุให้น้ำไหลบ่ากัดเซาะดินและอินทรียวัตถุในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จนดินเสื่อมคุณภาพ และน้ำฝนที่เคยไหลซึมลงไปเก็บสะสมอยู่ในดินได้มาก จะมีปริมาณลดลงกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อมีฝนตกหนักในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำ น้ำจะไหลบ่าท่วมพื้นที่เพาะปลูก และที่อยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ตอนล่างอย่างฉับพลัน แต่ในฤดูแล้งลำธาร และลำห้วยดังกล่าวไม่มีน้ำไหล จึงเกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ตลอดจนความเป็นอยู่ และการทำมาหากินของประชาชน ที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นเสมอมา

สาเหตุสำคัญ ซึ่งทำให้พื้นที่ต้นน้ำลำธารทั่วไปมีความเสื่อมโทรมนั้น เกิดจากการกระทำของมนุษย์และธรรมชาติ

๑. การกระทำของมนุษย์

เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้พื้นที่ต้นน้ำลำธารจำนวนมากในทุกภาคของประเทศไทย เกิดความเสื่อมโทรม ได้แก่

๑.๑ การโค่นถางป่า เพื่อนำที่ดินมาใช้ทำการเกษตร เช่นการทำไร่เลื่อนลอย และการเพาะปลูกอย่างถาวร

๑.๒ การเผาป่าด้วยสาเหตุต่างๆ กัน เช่น เผาป่า เพื่อบุกเบิกที่ดิน มาใช้ทำการเกษตร หรือเนื่องจากผู้คนที่เข้าไปหาของป่า ทำไม้ และเที่ยวป่า เมื่อก่อไฟ เพื่อหุงหาอาหาร หรือเพื่อไล่สัตว์ร้ายแล้ว มิได้ดูแลดับไฟให้เรียบร้อย จึงเกิดไฟไหม้ป่าขึ้น

๑.๓ การก่อสร้างสิ่งก่อสร้างในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เช่น ถนน สิ่งก่อสร้างต่างๆ หมู่บ้าน และ ฯลฯ โดยมิได้ควบคุมน้ำที่ไหลบ่าลงมาตามร่องน้ำ หรือจากส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งก่อสร้างให้ดีพอ จึงเกิดน้ำไหลกัดเซาะพื้นที่บริเวณข้างเคียง

๑.๔ การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม ตามสมรรถนะของที่ดิน เช่น การทำเกษตรกรรมบน พื้นที่ลาดชันในบริเวณต้นน้ำลำธาร โดยการโค่นล้มแผ้วถางป่า หรือใช้ไฟเผา การกระทำใน ลักษณะต่างๆ เหล่านี้ ย่อมก่อให้เกิดการกัดเซาะหน้าดิน และทำลายพื้นที่ดินในบริเวณต้นน้ำลำธาร ดังกล่าวมาแล้ว

๒. ความเป็นไปของธรรมชาติ

ช่วยเสริมการกระทำของมนุษย์ ทำให้พื้นที่บริเวณต้นน้ำลำธารเสื่อมโทรมมากยิ่งขึ้น ได้แก่

๒.๑ ฝนตกหนัก แล้วเกิดน้ำไหลบนผิวดินมีปริมาณมากเกินกว่าปกติ

๒.๒ ลมพัดแรง หรือพายุพัดพาดินให้เคลื่อนที่ หรือสึกกร่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับท้องที่ ซึ่งเป็นดินร่วน และดินทรายที่ไม่มีพืชปกคลุมเพียงพอ

๒.๓ พื้นดินตามบริเวณที่มีความลาดชัน หรือชายเนิน ได้เลื่อนทลายลงสู่เบื้องล่าง เนื่องจากเป็นดินร่วน หรือดินทราย และเป็นบริเวณที่มีน้ำในดินไหลออกมามาก จนดินขาดการทรงตัวอยู่ได้ตามธรรมชาติ
การปลูกพืชเป็นแนวระดับเดียวกัน เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีหนึ่ง
การปลูกพืชเป็นแนวระดับเดียวกัน เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีหนึ่ง

อุทยานแห่งชาติภูพาน จังหวัดสกลนคร
อุทยานแห่งชาติภูพาน จังหวัดสกลนคร

การปลูกพืชหลายชนิดเป็นแถบสลับกัน เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีหนึ่ง
การปลูกพืชหลายชนิดเป็นแถบสลับกัน เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีหนึ่ง

ฝายที่สร้างปิดกั้นทางน้ำช่วยอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร
ฝายที่สร้างปิดกั้นทางน้ำช่วยอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร

ฝายที่ก่อสร้างด้วยหิน
ฝายที่ก่อสร้างด้วยหิน
วิธีการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร

การอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร หมายถึง การใช้ การดูแลรักษา และปรับปรุง ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติ ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญได้แก่ ป่าไม้ ดิน และน้ำ ด้วยวิธีการที่เหมาะสม โดยให้มีการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติแต่น้อย แล้วได้รับประโยชน์คุ้มค่า อีกทั้งยังรวมถึงการป้องกัน และรักษาทรัพยากรธรรมชาติบางอย่าง ซึ่งถูกทำลาย ให้มีคุณภาพดีดังเดิม หรือดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ถ้าพบว่า บริเวณใดของพื้นที่ต้นน้ำลำธาร มีความเสื่อมโทรมเกิดขึ้น จะต้องรีบดำเนินการปรับปรุง และฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมเหล่านั้น ให้คืนสภาพโดยเร็วที่สุดเสมอ

วิธีการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร โดยทั่วไปประกอบด้วย การอนุรักษ์ป่าไม้ ร่วมกับการอนุรักษ์ดินและน้ำ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมต่างๆ ดังนี้

๑. การอนุรักษ์ป่าไม้

ป่าไม้มีความสำคัญต่อพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ที่จะต้องมีการอนุรักษ์ไว้เป็นอันดับแรก การอนุรักษ์ป่าไม้ทำได้โดย

๑.๑ บำรุงรักษาสภาพป่าไม้ของบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารให้มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดไป ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การกำหนดพื้นที่ป่าต่างๆ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ การป้องกัน และปราบปรามการลักลอบตัดไม้อย่างจริงจัง การป้องกันมิให้มีการบุกเบิกขยายพื้นที่ เพื่อการทำไร่เลื่อน ลอย และการป้องกันไฟไหม้ป่า

๑.๒ ปรับปรุงบูรณะสภาพพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งถูกทำลายอย่างมีประสิทธิภาพ และจริงจัง ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การปลูกซ่อมเสริมป่า ในบริเวณพื้นที่รกร้างว่างเปล่า การทำสวนป่า การทำสวน พฤกษศาสตร์ หรือสวนรุกขชาติ ตลอดจนการจัดทำระบบวนเกษตร โดยปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นไม้ผล หรือพืชอื่นผสมในสวนป่า

๑.๓ ประชาสัมพันธ์ ด้วยการให้การศึกษาแก่เยาวชน และประชาชนทั่วไป ให้ตระหนักถึงภัยอันจะเกิดขึ้น จากการที่ป่าไม้บริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารถูกทำลาย และรณรงค์ให้ร่วมมือกับทางราชการ ในการรักษาป่าไม้อย่างกว้างขวาง เป็นต้น

๒. การอนุรักษ์ดินและน้ำ

การอนุรักษ์ดิน และการอนุรักษ์น้ำ ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เป็นกิจกรรม ซึ่งมีผลเกี่ยวข้อง และสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ในการอนุรักษ์ดิน ส่วนใหญ่เราจะดำเนินการ ในด้านการลดความรุนแรงของน้ำที่ไหลบ่ามาบนผิวดิน มิให้ทำอันตรายต่อผิวดิน โดยการชะลอความเร็วของกระแสน้ำที่ไหล หรือด้วยวิธีการเก็บกักน้ำไว้ตามลำธารลำห้วยเป็นตอนๆ เพื่อที่น้ำจะได้มีโอกาสไหลซึมลงไปเก็บสะสมอยู่ในดินให้มากที่สุด หลังจากนั้นจึงค่อยไหลระบายออกจากดิน ลงสู่ลำธาร และลำห้วย ตลอดทั้งในฤดูฝน และฤดูแล้ง ทำให้ลำธาร และลำห้วยดังกล่าว มีน้ำไหลตลอดปี และอำนวยประโยชน์เกี่ยวกับความเป็นอยู่ ตลอดจนการทำมาหากินให้แก่ประชาชน ที่อาศัยอยู่ในเขตลุ่มน้ำอย่างทั่วถึง ดังวิธีการ อนุรักษ์ดินและน้ำที่สำคัญต่อไปนี้

๒.๑ วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำด้วยพืช


โดยการปลูกต้นไม้ หรือพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันการพังทลายของดินในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ลำธารที่ไม่มีป่าไม้ ด้วยพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ และวิธีการปลูกดังนี้

๒.๑.๑ การปลูกพืชเป็นแนว ตามเส้นชั้นระดับเดียวกัน โดยการปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นแนว ไปตามแนวเส้นชั้นระดับเดียวกัน และตั้งฉากกับความลาดเทของพื้นที่

๒.๑.๒ การปลูกพืชสลับเป็นแถบ โดยการแบ่งพื้นที่ปลูกพืชหลายชนิด เป็นแถบสลับกัน และตั้งฉากกับความลาดเทของพื้นที่ มีอยู่ ๒ รูปแบบ คือ ปลูกเป็นแถบคดโค้งไปตามแนวเส้นชั้นระดับเดียวกัน และปลูกเป็นแถบตั้งฉากกับความลาดเทเป็นแนวตรงขนานกัน

๒.๑.๓ การปลูกพืช หรือใช้วัสดุคลุมดิน สำหรับพื้นที่บางแห่ง เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าดินถูกน้ำและกระแสลมกระทำโดยตรง และยังเป็นการลดการระเหยของน้ำออกจากดินมากเกินขอบเขตอีกด้วย พืชคลุมดิน ได้แก่ พืชตระกูลถั่วและหญ้าบางชนิด ส่วนวัสดุคลุมดินได้แก่เศษพืช เป็นต้น

๒.๑.๔ การปลูกต้นไม้หรือพืชหลายอย่างในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้ใบพืชต่างๆ สามารถคลุมพื้นที่ได้มากที่สุด เพื่อลดการถูกชะล้างพังทลายของดิน และช่วยรักษาความชื้นในดินด้วย

๒.๒ วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำด้วยการก่อสร้าง

โดยทั่วไปการปลูกต้นไม้ หรือพืชคลุมดิน ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งมีความลาดชันมากแต่เพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถชะลอความเร็วของน้ำที่ไหลบ่ามาบนผิวดินได้ดีเท่าที่ควร จึงนิยมก่อสร้าง หรือดัดแปลงสภาพพื้นที่ ร่วมกับวิธีการอนุรักษ์ด้วยพืช เพื่อช่วยลดความรุนแรงของน้ำที่ไหลบ่ามาดังกล่าว นอกจากนั้น ตามร่องน้ำ และลำธารต่างๆ จะนิยมก่อสร้าง หรือหาวิธีเก็บกักน้ำไว้เป็นระยะๆ อีกด้วย สำหรับใช้ชะลอความเร็วของกระแสน้ำ และน้ำที่กักกั้นไว้ ก็จะซึมเข้าไปเก็บขังอยู่ในดินตามตลิ่งและท้องน้ำได้มากขึ้น

วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำด้วยการก่อสร้างที่สำคัญ มีดังนี้

๒.๒.๑ การก่อสร้างคันดิน

โดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำห่างกันเป็นระยะๆ ตลอดความยาวของพื้นที่ลาดเอียง ซึ่งคันดินแต่ละแนวจะสร้างไปตามพื้นดินที่มีระดับดินเท่ากันโดยประมาณ หรืออาจสร้างมีแนวลาดลงสู่ที่ต่ำทีละน้อย พร้อมกับขุดร่องน้ำที่มีลักษณะแบนและตื้น อยู่ทางด้านหน้าติดกับคันดินด้วย เพื่อจะได้ระบายน้ำที่คันดินกั้นไว้ออกไปจากพื้นที่ ลงสู่ร่องน้ำ และลำธารต่อไป คันดินที่ก่อสร้างขึ้น ควรมีลักษณะเตี้ยและแบน มีระยะความสูงของคันไม่เกิน ๓๐ เซนติเมตร และขนาดความกว้างของฐานคันดิน กับความกว้างของร่องน้ำควรมีระยะรวมไม่น้อยกว่า ๕ เมตร เพื่อให้คันดินมีความมั่นคงแข็งแรง และสร้างด้วยเครื่องจักรกลได้สะดวก

๒.๒.๒ การก่อสร้างขั้นบันได

ในบริเวณลาดเนินเขาทั่วไปสมควรขุดตักดินเป็นขั้นบันไดห่างกันเป็นระยะตลอดความยาวของพื้นที่ลาดเนิน

๒.๒.๓ การก่อสร้างฝายปิดกั้นทางน้ำ

ตามร่องน้ำ และลำธารต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งถูกทำลายจนมีสภาพเสื่อมโทรม ควรพิจารณาสร้างสิ่งก่อสร้างปิดกั้นลำน้ำที่เรียกว่า "ฝาย" เป็นระยะๆ เพื่อใช้ทดและเก็บน้ำที่ไหลบ่าลงมาไว้ในลำน้ำ คล้ายกับอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ให้กระจายอยู่ทั่วไปตามบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธาร โดยน้ำที่เก็บกักนี้ จะซึมเข้าไปในดินตามตลิ่ง และท้องน้ำ เข้าไปเก็บอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ทำให้น้ำที่เก็บกักอยู่ในดินตามบริเวณต้นน้ำลำธารนั้น มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้พื้นที่บริเวณต้นน้ำลำธารดังกล่าว เกิดความชุ่มชื้น และมีน้ำไหลอกจากดินหล่อเลี้ยงลำธารตลอดปี
โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธารแห่งหนึ่งในภาคเหนือ
โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธารแห่งหนึ่งในภาคเหนือ
การดำเนินงานสนองพระราชดำริ

ในการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารที่เสื่อมโทรม มีหลายหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานสนองพระราชดำริ ด้วยวิธีการต่างๆ กัน ได้แก่ การอนุรักษ์ป่าไม้ การอนุรักษ์ดินและน้ำโดยทางพืช ร่วมกับการก่อสร้างคันดิน หรือสร้างขั้นบันได รวมทั้งวิธีการก่อสร้างฝายปิดกั้นทางน้ำ ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำลำธารดัง ต่อไปนี้

กรมป่าไม้ได้จัดตั้ง และดำเนินงานโครงการพัฒนาต้นน้ำ ตามแนวพระราชดำริหลายหน่วย กระจายอยู่ตามท้องที่จังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ มีการปลูกเสริมป่า เพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร ในบริเวณที่เสื่อมโทรม และสนองพระราชดำริ ในการจัดให้ชาวไทยภูเขา ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านพัฒนาชาวเขา โดยมีที่ดินถาวร สำหรับทำมาหากิน เพื่อป้องกัน และลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อใช้พื้นที่ทำไร่เลื่อนลอย ในพื้นที่จัดสรรให้เพาะปลูกเหล่านี้ มีการปรับพื้นที่เป็นนาขั้นบันได เพื่อปลูกข้าว หรือก่อสร้างคันดินชะลอความเร็วของน้ำ ที่ไหลบ่ามาตามผิวดิน แล้วใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ อันเป็นการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธารอย่างถูกต้องตามหลักการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น โครงการพัฒนาต้นน้ำหน่วยที่ ๑ ห้วยทุ่งจ๊อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โครงการพัฒนาต้นน้ำหน่วยที่ ๒๗ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน โครงการพัฒนาต้นน้ำหน่วยที่ ๒๙ แม่ตาช้าง อำ เภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โครงการพัฒนาต้นน้ำหน่วยที่ ๓๒ ดอยมูเซอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และโครงการพัฒนาต้นน้ำหน่วยที่ ๓๔ ขุนงาว อำ เภองาว จังหวัดลำปาง เป็นต้น

สำหรับการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร โดยวิธีการก่อสร้างฝายปิดกั้นทางน้ำนั้น กรมชลประทานได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ สร้างฝายเก็บกักน้ำตามร่องน้ำลำธารในพื้นที่ต่างๆ เช่น ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ตามพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานตามพระราชดำริ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พื้นที่เชิงดอยสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่เชิงดอยอินทนนท์ในเขตโครงการหลวง อำเภอจอมทอง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และที่โครงการหลวงดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น โดยใช้วัสดุในท้องถิ่นใกล้เคียง สร้างเป็นฝายแบบง่ายๆ ที่มีราคาถูก ตามวิธีการที่ได้กล่าวข้างต้น แล้วผันน้ำจากด้านเหนือฝาย กระจายไปตามร่องที่ขุด ซึ่งน้ำจะซึมลงไปในดิน และเกิดความชุ่มชื้นแก่พืชที่ต้นน้ำลำธารบริเวณดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป