การสังคมสงเคราะห์

ความหมาย


"การให้" หรือเรียกตามศัพท์ทางวิชาการว่า "การสงเคราะห์" การสงเคราะห์เกิดมานานแล้ว ควบคู่ไปกับการเกิดของปัญหา และความต้องการ ถ้าพิจารณาดูสิ่งใกล้ตัว โดยเฉพาะครอบครัวจะพบว่า บิดามารดาจะปรึกษาหารือกันเมื่อมีปัญหา เช่นเดียวกับบุตรจะปรึกษาหารือกับบิดามารดาเมื่อมีปัญหา เพื่อนบ้านจะให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อมีปัญหา รวมทั้งคนในชาติจะช่วยเหลือคนในชุมชนเมื่อมีปัญหา เป็นต้น

มีหลายคนเข้าใจว่า การสังคมสงเคราะห์ คือ การแจกเงิน แจกสิ่งของ การสังคมสงเคราะห์ คือ การกุศล ซึ่งความจริงแล้ว การสังคมสงเคราะห์มีรากฐานมาจากการกุศล แต่การกุศลไม่ใช่การสังคมสงเคราะห์ การสังคมสงเคราะห์ กับการกุศลมีข้อแตกต่างที่เห็นเด่นชัดดังตาราง ข้างล่างนี้

ตารางเปรียบเทียบลักษณะของการสังคมสงเคราะห์และการกุศล
ตารางเปรียบเทียบลักษณะของการสังคมสงเคราะห์และการกุศล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงมีพระราชดำรัสในพิธีเปิดการประชุมการสังคม สงเคราะห์แห่งชาติ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๐๕ ความว่า "...การสังคมสงเคราะห์นั้น มีความหมายกว้างขวางมาก กินความถึงการดำเนินการทุกอย่างที่จะช่วยเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ หรือกลุ่มชนที่ร่วมกันเป็นสังคม เป็นชาติ และผู้ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ให้มีความสุขทั้งทางกายและจิตใจ ให้ได้มีปัจจัยอันจำเป็นแก่การครองชีพคือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ได้รับการศึกษาอบรมตามควร ตลอดจน มีความรู้ที่จะนำมาเลี้ยงชีพโดยสุจริต เพื่อความเรียบร้อยแ ละความเป็นปึกแผ่นของสังคม..."

ฉะนั้น จะเห็นว่า การสังคมสงเคราะห์เป็น กิจกรรมที่ทำกับคนทั้งที่มีและไม่มีปัญหา โดยอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำงาน
ผู้ประสบภัยไร้ที่อยู่อาศัย
ผู้ประสบภัยไร้ที่อยู่อาศัย
สาระสำคัญของการสังคมสงเคราะห์

ผู้ทำกิจกรรมการสังคมสงเคราะห์เรียกว่า "นักสังคมสงเคราะห์" นักสังคมสงเคราะห์มี ๓ ประเภท

ประเภทที่ ๑ คือ นักสังคมสงเคราะห์อาชีพ หมายถึง ผู้ที่ได้ผ่านการศึกษาทางสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ จากสถาบันการศึกษาทางสังคมสงเคราะห์ จนได้ปริญญาทางด้านนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ เราก็ยังเรียกว่า นักสังคมสงเคราะห์อาชีพ 

ประเภทที่ ๒ คือ ผู้อาสาปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "อาสาสมัคร สังคมสงเคราะห์" หมายถึง ผู้ที่มีความศรัทธาในการทำงาน เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยไม่รับเงินเดือน หรือค่าตอบแทนใดๆ งานที่ทำเป็นงานที่ไม่เหลือความสามารถ และรับทำ โดยพิจารณาตามเวลาว่างที่มี 

ประเภทที่ ๓ คือ ผู้ช่วยงานสังคมสงเคราะห์ หมายถึง ผู้ทำงานเคียงข้างนักสังคมสงเคราะห์อาชีพ ให้ความช่วยเหลือ เตรียมงาน และมีส่วนร่วมในการทำงาน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของวิชาชีพ คนเหล่านี้ไม่มีคุณวุฒิทางสังคมสงเคราะห์ การทำงานนั้นได้รับค่าตอบแทน

สำหรับผู้รับบริการในงานสังคมสงเคราะห์ มีหลายกลุ่มเช่นเดียวกัน ถ้าจะแบ่งกลุ่มผู้รับบริการที่ประสบปัญหาสังคม ตามการปฏิบัติงานของกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการโดยตรง ที่รับผิดชอบในการดำเนินงาน ส่งเสริม และสนับสนุนการสังคมสงเคราะห์ เพื่อสวัสดิภาพ และความผาสุกของประชาชน แบ่งได้ดังต่อไปนี้

กลุ่มเด็กและเยาวชน ได้แก่ เด็กกำพร้า อนาถา ถูกทอดทิ้ง เร่ร่อน พิการทางร่างกาย หรือจิตใจ มีปัญหาทางความประพฤติ เด็กยากจน ขาดการศึกษา เด็กที่กระทำความผิด และศาลสั่งให้เข้ารับการฝึกอบรม

กลุ่มสตรี ได้แก่ หญิงม่ายที่ต้องการความช่วยเหลือ โสเภณี สตรีตั้งครรภ์นอกสมรส สตรีที่สามีต้องโทษจำคุก สตรีที่ยากจน ขาดการศึกษา และสตรีที่มีบุตร แต่สามีไม่รับเลี้ยง

กลุ่มหัวหน้าครอบครัว ได้แก่ หัวหน้าครอบครัวที่มีปัญหาความแตกแยก หย่าร้าง ไม่มีงานทำ ไม่มีอาชีพ และหัวหน้าครอบครัว ซึ่งไม่มีที่พึ่ง (ขอทาน)

กลุ่มคนชรา ได้แก่ คนที่ไร้ญาติ ไม่มีที่อยู่อาศัย หรือคนชราที่อยู่กับครอบครัวไม่มีความสุข

กลุ่มคนพิการ ได้แก่ คนปัญญาอ่อน คนที่พิการทางด้านร่างกาย และจิตใจ

กลุ่มผู้ประสบสาธารณภัย ได้แก่ ผู้ที่ประสบสาธารณภัยทุกชนิด ผู้ที่พ้นโทษแล้วไม่มีญาติ พี่น้อง ผู้ที่ติดยาเสพติด ผู้ที่ตายโดยไร้ญาติขาดมิตร ผู้อพยพมาจากประเทศอื่น (ผู้ลี้ภัย) ชนกลุ่มน้อยที่มีปัญหา
คนชราที่สถานสงเคราะห์คนชราบางแค กรุงเทพฯ
คนชราที่สถานสงเคราะห์คนชราบางแค กรุงเทพฯ
จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์

๑. เพื่อการสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อน ที่ช่วยตนเองไม่ได้ ให้สามารถช่วยตนเองได้ การให้การสงเคราะห์นี้รวมความถึงการบรรเทา และแก้ไขปัญหา การป้องกัน และขจัดปัญหา การฟื้นฟู และปรับสภาพของบุคคล ครอบครัว กลุ่ม และชุมชน

๒. เพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม เป็นการแก้ไขปัญหาสังคมให้ลดน้อยหรือหมดไป ปัญหาสังคมที่สำคัญ ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริม และพัฒนางานสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ระบุไว้มี ๙ ปัญหาด้วยกัน ได้แก่ ปัญหาเด็กและเยาวชน ปัญหายาเสพติด ปัญหาชุมชนแออัด ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาการใช้แรงงานเด็กและแรงงานสตรี ปัญหาคนพิการ ปัญหาการขาดแคลนบริการและสวัสดิการในสังคมชนบท ปัญหาครอบครัว ปัญหาศีลธรรม วัฒนธรรม และปัญหาสุขภาพจิต

๓. เพื่อการพัฒนาสังคม หมายถึง การพัฒนาคน เพื่อให้ช่วยพัฒนาสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้า สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ถือว่า การสังคมสงเคราะห์มีเป้าหมาย เพื่อการพัฒนาสังคม กล่าวคือ การสังคมสงเคราะห์จะช่วยให้ผู้รับบริการ สามารถช่วยตนเองได้ เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์ให้แก่สังคม และประเทศชาติในที่สุด
เด็กกำพร้าที่สถานสงเคราะห์เด็กหญิงกำพร้าและยากจนวัดสระแก้ว จังหวัดอ่างทอง
เด็กกำพร้าที่สถานสงเคราะห์เด็กหญิงกำพร้าและยากจนวัดสระแก้ว จังหวัดอ่างทอง

คนพิการประกอบอาชีพทำเครื่องหนังเพื่อเลี้ยงชีพ
คนพิการประกอบอาชีพทำเครื่องหนังเพื่อเลี้ยงชีพ

สภาพชุมชนแออัด ที่อยู่อาศัยของผู้ประสบความเดือดร้อนส่วนหนึ่ง
สภาพชุมชนแออัด ที่อยู่อาศัยของผู้ประสบความเดือดร้อนส่วนหนึ่ง
การปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์

เนื่องจากนักสังคมสงเคราะห์ มีหน้าที่ให้การสงเคราะห์ แก่ผู้รับบริการแก้ไขปัญหาสังคม และพัฒนาสังคม ฉะนั้นจึงมีวิธีการปฏิบัติงาน เพื่อให้บรรลุถึงปรัชญาที่ว่า ช่วยให้เขาสามารถช่วยตนเองได้ ด้วยวิธีทำงานกับเขา มิใช่ทำงาน เพื่อเขา เพื่อที่เขาจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ชาติได้ วิธีการดังกล่าว มีดังต่อไปนี้

๑. การทำงานกับบุคคล เรียกว่า การ สังคมสงเคราะห์เฉพาะราย หรือการทำงานระดับบุคคล เป็นการทำงานกับผู้มีปัญหาเป็นรายบุคคล ปัญหาดังกล่าวอาจจะเป็นปัญหาทางครอบครัว ปัญหาด้านการเงิน ปัญหาด้านสุขภาพและอื่นๆ ทั้งนี้ โดยการที่นักสังคมสงเคราะห์ พยายามดึงความสามารถของผู้รับบริการเป็นหลักสำคัญ ในการแก้ไข และป้องกันปัญหานั้นๆ

๒. การทำงานกับกลุ่ม เรียกว่า การ สังคมสงเคราะห์กลุ่มชน หรือการทำงานระดับกลุ่ม เป็นวิธีการ และกระบวนการที่นักสังคมสงเคราะห์ ให้ความช่วยเหลือสมาชิกกลุ่ม ในสถาบัน หรือองค์การต่างๆ แต่ละคน ให้สมาชิกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น มีประสบการณ์ในการพัฒนาที่ดี โดยนักสังคมสงเคราะห์ ให้ความช่วยเหลือสมาชิกแต่ละคนในการพัฒนาบุคลิกลักษณะ เพื่อการพัฒนาสังคม โดยใช้ปฏิกิริยาโต้ตอบภายในกลุ่มเป็นเครื่องมือ

๓. การจัดระเบียบ และการพัฒนาชุมชน เรียกว่า การทำงานระดับชุมชน เป็นการทำงานกับชุมชน เพื่อการแก้ไข ป้องกันปัญหา ความเดือดร้อน ซึ่งกระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ การศึกษา สุขภาพอนามัยและอื่นๆ โดยนักสังคมสงเคราะห์ จะใช้วิธีการกระตุ้นให้คนในชุมชนมองเห็นปัญหา สาเหตุของปัญหา และร่วมมือร่วมแรงกันวางแผน และดำเนินการป้องกัน และแก้ไข ซึ่งอาศัยทรัพยากรต่างๆ ในชุมชน อันได้แก่ คน วัสดุอุปกรณ์ ทุนทรัพย์ แรงงาน หน่วยงานต่างๆ เป็นต้น นอกจากนั้น ถ้านักสังคมสงเคราะห์พบว่า ชุมชนขาดบริการ หรือมีบริการไม่เพียงพอ นักสังคมสงเคราะห์ก็จะหาทางส่งเสริม หรือสนับสนุนให้คนในชุมชนนั้นร่วมกัน จัดการทรัพยากรภายนอกเข้าไปเพิ่มเติม

๔. การวิจัยทางสังคมสงเคราะห์ คือ การที่นักสังคมสงเคราะห์ศึกษาสภาพต่างๆ ในสังคม เพื่อประกอบการพิจารณาการวางนโยบาย แผนงาน และโครงการต่างๆ อันช่วยบรรเทา หรือขจัดปัญหา ทางสังคม ผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ การบริหารองค์การ จะช่วยในการแก้ไข และปรับ-ปรุง หรือริเริ่มบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

๕. การบริหารงานสังคมสงเคราะห์ เป็นการบริหารองค์การทางสังคมสงเคราะห์ ให้มีประสิทธิภาพสูง โดยรวมถึงการวางนโยบาย แผนงาน และโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาบุคลากรขององค์การให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และเป้าหมายขององค์การ นอกจากนั้นยังรวมถึงความสามารถ ในการประสานงาน ร่วมมือกันทำงานกับนักวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

วิธีการปฏิบัติงานในข้อ ๔ และ ๕ รวมเรียกว่า การสังคมสงเคราะห์ระดับมหภาค เป็นวิธีการให้บริการทางอ้อม มุ่งการปฏิบัติงานในระดับชุมชน หรือในระดับสังคม เพื่อที่จะก่อ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสังคม รวมทั้งการยกระดับทรัพยากรในสังคมมาให้แก่บุคคล แต่ละคนภายในชุมชนอย่างเพียงพอ ฉะนั้น จะเห็นว่า การปฏิบัติงานแบบนี้ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายนอกของสมาชิกภายในกลุ่ม
โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทย
โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทย
วิวัฒนาการของการสังคมสงเคราะห์ในต่างประเทศ และประเทศไทย

ในสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย หรือต่างประเทศ มีคนที่มีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น บางประเทศก็มีมาก บางประเทศก็มีน้อย ดังเช่น ประเทศเยอรมัน ในสมัยก่อนมีคนยากจนมาก คนพวกนี้ชอบเดินทางจากเมืองหนึ่ง ไปอีกเมืองหนึ่งอยู่เสมอ ขณะที่ไปรอรถที่จะไปอีกเมืองหนึ่ง ไม่มีเงินพอที่จะเช่าโรงแรมอยู่ได้ ก็ต้องหาที่นอนตามสถานีรถ ซึ่งเป็นที่น่าสงสารมาก องค์การอาสาสมัครในเมืองแฮมเบิร์ก และเมืองเอลเบอร์เฟลด์ ได้จัดสร้างที่พัก สำหรับคนเดินทางที่ยากจน พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำ และยังมีคณะกรรมการควบคุมการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ในที่พักนั้นด้วย ซึ่งการให้ความช่วยเหลือคนยากจนนี้ ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของการสังคมสงเคราะห์ด้วย

สำหรับประเทศไทย ได้มีสถาบันที่มิใช่ของทางราชการ สงเคราะห์คนตกทุกข์ได้ยากมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะ "วัด" นับได้ว่า เป็นศูนย์กลางของการสงเคราะห์คนทั่วไป

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สถาบันการศึกษาด้านการสังคมสงเคราะห์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สถาบันการศึกษาด้านการสังคมสงเคราะห์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เยี่ยมทหารบาดเจ็บที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯเยี่ยมเยียนผู้ประสบความเดือดร้อน และให้คำแนะนำในการดำเนินชีวิต
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เด็กกำพร้าซึ่งได้รับการดูแลเลี้ยงดูของสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี
เด็กกำพร้าซึ่งได้รับการดูแลเลี้ยงดูของสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี
การสังคมสงเคราะห์ในปัจจุบันทั้งภาครัฐบาลและเอกชน

งานสังคมสงเคราะห์ในสังคมไทย ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ เพราะการพัฒนา ทางด้านวัตถุยิ่งเจริญขึ้นมากเท่าไร ปัญหาทาง สังคมก็ยิ่งมีมากตามขึ้นมาเท่านั้น อาทิ ปัญหา เด็กถูกทอดทิ้ง ปัญหายุวอาชญากร และอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาความยากจน ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาโสเภณี ปัญหาผู้สูงอายุ เป็นต้น งานสังคมสงเคราะห์เป็นงานบริการ เป็นกิจกรรมที่จัดให้กับบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นงานที่ให้บริการแก่บุคคล ทั้งที่มีและไม่มีปัญหา ให้เขาสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม ด้วยความเป็นปกติสุข และมีความสามารถในการพัฒนาสังคมส่วนรวมด้วย

หน่วยงานที่ให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ อาจแบ่งเป็น ๒ ระดับคือ ระดับรัฐบาล และระดับเอกชน

ระดับรัฐบาล

อาจกล่าวได้ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความผาสุกของประชาชนไทย ประกอบด้วย ๔ กระทรวงหลัก คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ในการดำเนินงาน ส่งเสริม และสนับสนุนการสังคมสงเคราะห์ เพื่อสวัสดิภาพ และความผาสุกของประชาชนก็คือ กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ซึ่งกรมประชาสงเคราะห์มีวัตถุประสงค์หลักคือ

๑. เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนที่เดือดร้อน ช่วยตนเองไม่ได้ทุกประเภทในราชอาณาจักรไทย
๒. เพื่อดำเนินการป้องกันมิให้ประชาชน ต้องกลายเป็นผู้เดือดร้อนช่วยตนเองไม่ได้
๓. เพื่อดำเนินงานให้เกิดความมั่นคงทางครอบครัว และสังคม
๔. เพื่อช่วยผู้มีปัญหาทางเศรษฐกิจ และ สังคม ให้มีโอกาสปรับสภาพ หรือพัฒนาตนเอง ให้อยู่ดีกินดี
๕. เพื่อควบคุม อุดหนุน และส่งเสริม องค์การสังคมสงเคราะห์เอกชน ตลอดจนเร่งเร้า ให้ประชาชนได้สงเคราะห์ซึ่งกันและกันอย่างเต็มความสามารถ
๖. เพื่อศึกษา วิจัย และเผยแพร่เกี่ยวกับ สภาพและปัญหาสังคม

ระดับเอกชน

ขณะนี้ประเทศไทยมีสมาคม และมูลนิธิต่างๆ ที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ แห่ง หน่วยงานเหล่านี้ล้วน แต่มีวัตถุประสงค์ในการให้การสงเคราะห์ และพัฒนาประชาชน หน่วยงานเอกชนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีนโยบายในการดำเนินงานสังคมสงเคราะห์ ๗ ด้าน ได้แก่ การร่วมมือและประสานงาน การส่งเสริมสนับสนุน การศึกษาวิจัยและวางแผน การสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อน การแก้ไขปัญหาสังคม การพัฒนาสังคม การบริหารงาน และการประชาสัมพันธ์

ถ้าท่านพบผู้ประสบปัญหาทางด้านสังคม ซึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร โปรดแนะนำให้เขาไปใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งทำหน้าที่ ด้านนี้โดยตรง คือ กรมประชาสงเคราะห์ ตั้งอยู่ที่ถนนกรุงเกษม สะพานขาว หรือที่ประชาสงเคราะห์จังหวัด ซึ่งสถานที่ทำงานอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ถ้าประสบปัญหาด้านสุขภาพอนามัย โปรดแนะนำให้ไปรับบริการที่แผนกสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลต่างๆ นอกจากนั้นท่านยังสามารถแนะนำให้เขาไปรับบริการจากหน่วยงานเอกชน ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการ สังคมสงเคราะห์ก็ได้  
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป