ความรู้ทั่วไปในเรื่องปลา
รูปร่างและลักษณะทั่วๆ ไปของปลา
การเคลื่อนไหวและทรงตัวในน้ำของปลาเป็นอย่างไร
ปลาหายใจหรือไม่

ความรู้ทั่วไปในเรื่องปลา


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

นักวิทยาศาสตร์จัดความรู้และเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปร่างลักษณะการจำแนกแยกชนิดและชีวประวัติของปลาไว้ในหมวดวิชา มีนวิทยา ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของวิชาสัตววิทยา ในภาษาอังกฤษเรียกวิชานี้ว่า ichthyology (ichthyo + logy) คำว่า ichthyo มาจากภาษากรีก "ichthys" ซึ่งแปลว่า ปลา และตรงกับคำว่า มีน ส่วน "logy" แปลว่า วิชาหรือวิทยา
ปลาเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังจำพวกหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มของสัตว์จำพวกเลือดเย็น (poikilothermal animals) ซึ่งหมายความว่าอุณหภูมิของเลือดในตัวของมันไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อม โดยทั่วไปอุณหภูมิของตัวปลาแตกต่างจากน้ำรอบตัวของมันเพียง ๐.๕-๑ องศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตาม ปลาบางจำพวก เช่น ปลาทูนา (Yellow Fin Tuna; Thunnus albacares) ซึ่งว่ายน้ำเร็วและใช้พลังงานมาก อาจมีอุณหภูมิที่แตกต่างจากน้ำที่มันอยู่อาศัยมากกว่า ๑๐ องศาเซลเซียส
ปลาหายใจด้วยเหงือก ส่วนใหญ่มีครีบเพื่อช่วยในการทรงตัวและเคลื่อนไหว ปลาใช้น้ำเป็นแหล่งในการดำรงชีวิต

รูปร่างและลักษณะทั่วๆ ไปของปลา


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

๑. ขนาดและรูปร่าง
ปลาทั่ว ๆ ไปก็เหมือนกับสัตว์บกที่เราเห็นทั้งหลาย คือ เป็นสัตว์ที่มีลักษณะด้านซีกซ้ายของลำตัวเหมือนกับทางซีกขวา ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า bilaterally symmetrical shape ปลาจำพวกต่าง ๆ มีขนาดและรูปร่างไม่เหมือนกัน ปลาที่มีขนาดเล็กที่สุดเห็นจะได้แก่ ปลาจำพวกปลาบู่ในประเทศฟิลิปปินส์ มีชื่อว่า "มิสติคธีสลูซอเนนซิส" (Mistichthys luzonensis) ปลาชนิดนี้เมื่อโตเต็มวัยและสามารถสืบพันธุ์ได้ จะมีขนาดความยาวเพียง ๑.๒ เซนติเมตร ปลาทู (Rastrelliger spp.) ที่พบในตลาดบ้านเรามีขนาดเฉลี่ยตั้งแต่ ๑๐.๕ เซนติเมตร ถึงประมาณ ๒๓ เซนติเมตร ปลาอินทรี (Scomberomorus spp.) ที่จับได้ในอ่าวไทยมีขนาดความยาวประมาณ ๒๐ ถึง ๙๐ เซนติเมตร ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่พบเห็นกัน ได้แก่ ปลาฉลามวาฬ (Rhincodon typus) ซึ่งอาจมีความยาวถึง ๒๐-๒๒ เมตร และหนักประมาณ ๒๕ ตัน
รูปร่างของปลาโดยทั่วไปแตกต่างกันไปตามชนิดของปลา ปลาส่วนใหญ่มีรูปร่างเป็นแบบกระสวย (fusiform) ซึ่งเป็นลักษณะของปลาที่ว่ายน้ำเร็วและปลาพวกนี้มักอยู่รวมกันเป็นฝูง เช่น ปลาทู ปลาโอ หรือปลาทูนาในมหาสมุทร เมื่อตัดปลาในแนวตั้งฉากกับแกนยาวของลำตัวจะเห็นหน้าตัดเป็นรูปกลมหรือรูปไข่ รูปแบบนี้เป็นรูปลักษณะของปลาส่วนใหญ่ ปลาจำพวกอื่น ๆ รูปร่างอาจจะผิดแผกไปจากแบบที่ได้กล่าวไว้ เช่น มีรูปกลมเหมือนลูกโลก (globiform) ได้แก่ ปลาปักเป้าบางชนิดมีรูปยาวคล้ายงู (anguilliform) เช่น ปลาไหลทะเล (Muraensox spp.) หรือปลาไหลน้ำจืด (Fluta alba) ที่มีในบ้านเรา ปลาบางจำพวกอาจมีรูปแบนข้าง (compressed form) เช่น ปลาผีเสื้อหรือปลาจะละเม็ด (Pampus spp.) บางชนิดอาจจะแบนมากและลำตัวยาวคล้ายแถบผ้า เช่น ปลาดาบเงิน (Trichiurus lepturus) บางพวกอาจมีรูปร่างแบบแบนลง (depressed form) เช่น ปลากระเบน ปลาคางคก เป็นต้น
๒. ผิวหนังและเกล็ดปกคลุมร่างกาย
ปลามีผิวหนังเรียบอ่อนนุ่มคลุมตลอดลำตัว และมีต่อมขับเมือก โดยทั่วไป เมือกที่ขับออกมามีประโยชน์ช่วยทำให้การเสียดสีและความฝืดลดลงในขณะที่ปลาว่ายน้ำ ปลาบางจำพวก เช่น ปลาไหลนา ปลากด ปลาแขยง และปลาดุก เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ดปกคลุม จึงมีเมือกมาก แต่ปลาส่วนใหญ่มีเกล็ดปกคลุมทั่วตัว
เกล็ดของปลามีหลายแบบด้วยกัน ในปลาจำพวกปลากระดูกอ่อน เช่น ฉลามและกระเบนถ้าเราเอามือลูบจากทางหางไปส่วนหัวจะรู้สึกสากๆ ที่ทำให้รู้สึกสาก เพราะมือเราสัมผัสกับเกล็ดเล็ก ๆ ที่ปกคลุมรอบตัว เกล็ดของปลาดังกล่าวเป็นเกล็ดแบบแพลคอยด์ (placoid scales) ซึ่งมีลักษณะคล้ายฟัน (ฟันของปลาฉลามก็คือส่วนที่เปลี่ยนแปลงมาจากเกล็ดนั่นเอง) เกล็ดแบบนี้มีปลายเป็นหนามยื่นไปทางท้าย
ปลาน้ำจืดจำพวกการ์ (gars) ในทวีปอเมริกาเหนือ มีเกล็ดหนา ๆ เรียงติดกันแต่ไม่ซ้อนกัน เกล็ดเหล่านี้มีสารเคมีจำพวกแกโนอีน (ganoine) อยู่ด้วย เราจึงเรียกเกล็ดชนิดนี้ว่าแกนอยด์ (ganoid scales) ในปลาโบราณบางชนิดซึ่งพบกลายเป็นซากติดอยู่ในหิน หรือเรียกว่า ซากดึกดำบรรพ์ (fossil) เป็นปลาจำพวกที่มีอวัยวะคล้ายปอดสำหรับหายใจมีเกล็ดพิเศษปกคลุมร่างกายเรียกว่า คอสมอยด์ (cosmoid scales) มีลักษณะคล้ายเกล็ดแกนอยด์ แต่สารเคมีที่อยู่ในเกล็ดเป็นจำพวกคอสมีน (cosmine)
๓. สีบนตัวปลา
ปลามีสีสวยงามไม่แพ้สัตว์บกพวกนกหรือผีเสื้อ เราจึงนิยมเลี้ยงปลาไว้ดูเล่นในตู้กระจก หรืออ่างน้ำ ในประเทศเยอรมนี ซึ่งแม้จะอยู่ในเขตอบอุ่น ก็มีอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นล่ำเป็นสันมาก สามารถเพาะปลาสวยงามชนิดต่าง ๆ ที่เป็นปลาจากเขตร้อน ส่งไปขายให้สหรัฐอเมริกามีมูลค่าเท่ากับฝ้ายที่ประเทศต้องสั่งซื้อมาจากสหรัฐฯ เพื่อนำมาทอใช้ในประเทศของตน
ธรรมชาติไม่ได้สร้างสีสันของปลาเพียงเพื่อให้มีความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ปลาสามารถหลบซ่อนเหยื่อหรือปรับตัวให้กลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม เพื่อหลีกเลี่ยงภยันตรายจากศัตรู หรือเป็นสื่อช่วยกระตุ้นในฤดูที่มีการสืบพันธุ์ (nuptial dress) อีกด้วย
โดยทั่วไปปลามักมีสีเงินและสีฟ้าหรือน้ำเงิน บ้างก็มีสีเขียว สีเทาหรือสีน้ำตาล ปลาทะเลบางจำพวก เช่น ปลาตามโขดหินกองหรือปะการังมีสีสันสลับสดใสน่าดูมาก เช่น สีเหลือง สีแดง สีม่วง หรือสีน้ำเงินแก่ เป็นต้น นอกจากมีสีต่าง ๆ เป็นสีพื้น ปลาหลายชนิดยังมีจุดหรือแถบสีอยู่ประปรายโดยทั่วไปในปลาหลายชนิด ปลาเพศผู้และเพศเมียมีสีไม่เหมือนกัน เช่น ปลากินยุง (Poecilia) หรือปลากัด (Betta spp.) ปลาเพศผู้มีสีสวยงามมากกว่าเพศเมีย นอกจากนี้ปลาบางชนิด เช่น ปลาจำพวกกะพงทะเล เมื่อยังมีขนาดเล็กจะมีจุดหรือแถบสีชัดเจน แต่เมื่อปลาโตมากขึ้น จุดหรือแถบสีนั้นก็จะเลือนราง หรือหายไปกลายเป็นสีอื่น
สีต่าง ๆ ทั้งหมดที่เราเห็นอยู่บนตัวปลา เกิดจากการปะปนของเซลล์สร้างสีสองสามชนิดเท่านั้น สีนอกจากนั้นอาจเกิดจากการสะท้อนของแสงในน้ำ (apparent color) ตามปกติปลามีเซลล์สร้างสีดำ (melanophores) ซึ่งมีอนุภาคของสารเมลานิน (melanin) อยู่เป็นจำนวนมาก

การเคลื่อนไหวและทรงตัวในน้ำของปลาเป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ปลาแหวกว่ายดำน้ำ หรือผุดจากระดับลึกขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็วได้ก็โดยอาศัยครีบและกล้ามเนื้อลำตัวเป็นสำคัญ ปลาที่ว่ายน้ำเร็ว เช่น ปลาทู หรือปลาทูนา มีการโบกพัดของหาง และการยืดและหดของกล้ามเนื้อข้างลำตัวสลับสัมพันธ์กันไปดีมาก ทำให้ปลาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้โดยรวดเร็ว
ครีบต่าง ๆ ของปลา นอกจากจะมีส่วนที่ช่วยในการเคลื่อนไหวของปลาแล้ว ยังมีหน้าที่พยุงและรักษาการทรงตัวของปลาในน้ำ เวลาปลาว่ายน้ำเร็วครีบต่าง ๆ จะหุบลงหรือยุบลงทอดแนบตามตัวของปลา ทั้งนี้เพื่อให้ลู่ตามน้ำ และความต้านทานน้อยลง ครีบหางทำหน้าที่เปรียบเสมือนหางเสือของเรือเมื่อต้องการจะหยุด ครีบอกและครีบท้องจะกางออกต้านน้ำ ครีบอื่นก็จะแผ่ออกทำหน้าที่ทรงตัวพร้อมกัน
ครีบต่าง ๆ ของปลาแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ครีบคู่ (paired fins) และครีบเดี่ยว (median fins) สำหรับครีบคู่ในปลาส่วนใหญ่มีสองคู่ด้วยกัน คือ ครีบอก (pectoral fins) และครีบท้อง (pelvic หรือ abdominal fins) ซึ่งครีบทั้งสองเปรียบได้เหมือนขาหน้าและขาหลังของสัตว์สี่เท้าบนบก ครีบอกตั้งอยู่ถัดจากกระพุ้งแก้มของปลา โดยอาจอยู่สองข้างของลำตัวทั้งซ้ายและขวาหรืออยู่ค่อนมาทางด้านล่างของลำตัวแล้วแต่จำพวกของปลา ที่ตั้งของครีบท้องมักมีส่วนสัมพันธ์กับตำแหน่งที่ตั้งของครีบอก ในปลากระดูกแข็งชั้นต่ำคือปลาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจากแบบปกติทั่วไปมากนัก เช่น ปลาหลังเขียว ปลาเข็ม ตำแหน่งของครีบท้องจะอยู่ชิดส่วนสันท้องทางด้านหน้าของรูทวาร (anus) ส่วนตำแหน่งของครีบอกจะอยู่ต่ำหรือค่อนมาทางด้านล่างของลำตัว ในปลากระดูกแข็งชั้นสูงคือปลาที่มีการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง และลักษณะไปจากแบบทั่วไปไม่ว่าน้อยหรือมากตำแหน่งของครีบท้องจะอยู่ตรงบริเวณหน้าอกของปลา (thoracic position) ใต้ครีบอกซึ่งอยู่ถัดสูงขึ้นไปข้างลำตัว เช่น ปลาทู ปลาม้า หรืออยู่เลยค่อนไปทางข้างหน้าของครีบอก คืออยู่ที่ตรงบริเวณคอหอยของปลา (jugular position) เช่น ปลาจำพวกปลาบู่ เป็นต้น
ครีบอกของปลาจำพวกปลากระเบนมีความสำคัญในการเคลื่อนไหวในน้ำเป็นอย่างมาก แต่ในปลาหลายชนิดครีบคู่มีหน้าที่เฉพาะเพื่อการทรงตัวในน้ำปลาบางจำพวก เช่น ปลาในวงศ์ปลานกกระจอก (Exocoetidae) ครีบอกมีขนาดใหญ่มากใช้ช่วยพยุงตัวให้ปลาถลาขึ้นพ่นน้ำร่อนไปได้ไกล ๆ

ปลาหายใจหรือไม่


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

มีบางคนอาจมีคำถามว่า ปลาอยู่ในน้ำจะหายใจได้อย่างไรในเมื่อเวลาเราดำน้ำเรายังต้องกลั้นหายใจ ในข้อนี้อาจจะชี้แจงได้ว่า ปลาก็เหมือนสัตว์บกทั้งหลาย คือต้องหายใจโดยต้องการออกซิเจนและขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกเช่นกัน ปลาโลมาหรือปลาวาฬซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammals) แต่อาศัยอยู่ในน้ำจึงต้องโผล่ขึ้นมาจากน้ำเป็นระยะ ๆ เพื่อทำการหายใจ
โดยปกติ ปลาหายใจด้วยเหงือก (gills) ของมัน เหงือกตั้งอยู่สองข้างของตัวปลาที่บริเวณส่วนท้ายของหัว เมื่อเราแง้มหรือเปิดกระพุ้งแก้ม (opercles) ของปลา เราจะเห็นอวัยวะสำหรับใช้ในการหายใจ มีลักษณะเป็นเส้นคล้ายขนนกหรือหวีเรียงกันเป็นแผงเป็นระเบียบและมีสีแดงจัดอวัยวะดังกล่าวคือเหงือก ที่เหงือกนั้นมีเส้นโลหิตฝอยเป็นจำนวนมากมาหล่อเลี้ยงอยู่ก๊าซออกซิเจนที่ละลายปนอยู่ในน้ำจะถูกเหงือกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดและเลือดที่มีออกซิเจนนี้จะไหลผ่านออกจากเหงือกไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ของเสีย เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะถูกขับถ่ายออกจากเหงือกบริเวณเดียวกัน หากเรานำปลาขึ้นจากน้ำ ปลาจะตายในระยะเวลาต่อมา ทั้งนี้เพราะปลาส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้ก๊าซออกซิเจนจากบรรยากาศโดยตรงได้ เนื่องจากมันไม่มีปอดสำหรับหายใจเหมือนสัตว์บกทั้งหลาย ได้มีนักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศทำการทดลองทางสรีรวิทยา (physiology) โดยนำปลาขึ้นมาวางในที่แห้งปรากฏว่าปริมาณกรดแล็กติก (latic acid) ในเลือดและในกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่เมื่อปล่อยปลากลับลงไปในน้ำแล้ว ปริมาณกรดแล็กติคจะค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ จนถึงระดับปกติ
การหายใจของปลาเริ่มขึ้นเมื่อมีน้ำเข้าทางปากหรือท่อ เช่น สไปเรเคิล (spiracles) ในปลาพวกฉลามและกระเบน น้ำที่มีก๊าซออกซิเจนละลายอยู่ก็จะผ่านเข้าไปตามช่องเหงือก ครั้นเมื่อปลาหุบปากและกระชับกระพุ้งแก้ม น้ำก็จะถูกขับออกทางช่องแก้มซึ่งเปิดอยู่ทางส่วนท้ายของส่วนหัว น้ำที่ถูกขับออกทางส่วนท้ายนี้ยังเป็นแรงที่ช่วยดันให้ปลาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอีกส่วนหนึ่งด้วย
ยังมีปลาบางจำพวกที่มีอวัยวะพิเศษใช้ช่วยในการหายใจ นอกเหนือจากผิวหนังของปลาซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับถ่ายของเสีย เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปลาบางจำพวก เช่น ปลาไหลน้ำจืด ใช้ลำไส้ช่วยในการหายใจได้ด้วย ในลูกปลาวัยอ่อน (larvae) ของปลาส่วนใหญ่ที่ยังมีถุงไข่แดงอยู่ ปรากฏว่าเส้นเลือดฝอยบนถุงไข่แดง และที่ส่วนต่าง ๆ ของครีบสามารถดูดซับเอาก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้เช่นกัน ในลูกปลาจำพวกที่มีอวัยวะคล้ายปอด (lung fishes) จะมีเหงือกพิเศษซึ่งพัฒนาดีในระยะแรกของการเจริญเติบโตของปลาเท่านั้น ต่อมาเมื่อลูกปลาดังกล่าวโตขึ้น เหงือกพิเศษจะค่อย ๆ หดหายไป



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ดูต่อ...]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.