go to Kanchanapisek Website
Openning Page
Introduction to Anandamahidol Foundation
Organization
Finance
Qualification
Requirement
Divisions
Students Information
News
Articles
Contact the Foundation
back to the openning page

Articles Banner
Banner

โรคซึมเศร้าแก้ไขได้
โดย รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ดวงใจ กสานติกุล

โรคซึมเศร้าคืออะไร

การคิดมากและกังวลจนทำให้รู้สึกเครียด ความรู้สึกเบื่อและเซ็ง ทำอย่างไรก็ไม่หายไม่ดีขึ้น แต่เป็นหนักขึ้นทุกวันทุกทีถึงขั้นซึมเศร้า ใจคอหดหู่นานเป็นสัปดาห์ เรียกว่าโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นการเจ็บป่วยของจิตใจ โรคนี้พบได้ค่อนข้างบ่อย พบทุกเพศทุกวัย ทุกอายุและอาชีพ ทุกเชื้อชาติ ประมาณกันว่าคนทั่วไป 1 ใน 10-20 คน (หรือร้อยละ 20) มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะรู้สึกหดหู่ อารมณ์ท้อแท้ เศร้าหมอง เบื่อหน่าย หรือหงุดหงิดฉุนเฉียว ใจลอยไม่มีสมาธิ หลงๆ ลืมๆ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เงียบซึมไม่อยากพูดคุยหรือพบปะกับใคร และอาจมีอาการอื่นๆ ทางร่างกาย เช่น ปวดมึนศีรษะ จุกเสียดแน่นท้อง ใจสั่น ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

โรคซึมเศร้ามีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวได้มาก ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกหมดหวังถึงขั้นฆ่าตัวตายชั่ววูบ ทำให้เสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

โรคซึมเศร้ามีสาเหตุจากอะไร

โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากปัจจัยรวมๆ ทางด้านจิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวภาพ โรคซึมเศร้ามักเกิดตามหลังความผิด หรือการสูญเสียจากพราก เช่น บุคคลที่รักตายจาก คนรักตีจาก ความกดดันด้านสังคม การเรียน การงานหรือการเงิน สภาพชีวิตที่โดดเดี่ยวว้าเหว่ ขาดความรักความอบอุ่น เป็นต้น

จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคซึมเศร้ามีมากมาย ที่สำคัญคือ โรคซึมเศร้ามิได้เกิดจากสภาพจิตใจที่เปราะบาง อ่อนแอ อย่างที่เข้าใจกันผิดๆ หากแต่มีหลักฐานจากการวิจัยมาตลอด 20 ปีนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของสมดุลย์ของสารเคมี ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง มีผลต่ออารมณ์ซึมเศร้าของคน (โดยเฉพาะสารสีโรโทนินนอร์เอปิเนพริม และโดปามีน) แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ทราบว่า อะไรทำให้ระดับของสารเหล่านี้เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เรายังโชคดีที่มีการคิดค้นยารักษาโรคซึมเศร้าได้สำเร็จ ในรายที่มีอาการไม่รุนแรงนัก อาการอาจค่อยๆ ดีขึ้นเอง จากการพยายามข่มใจ ทำใจ หรือพูดคุยปรับทุกข์กับผู้อื่นเป็นต้น ตรงกับธรรมะที่เน้นว่าเรื่องทุกข์สุขของคนเราอยู่ที่ (จิต) ใจ เดล คาร์เนกี้ กล่าวว่า ความสุขของคนเราไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ได้หรือสิ่งที่มี แต่อยู่ที่ความคิด ถ้าคิดในสิ่งที่ดีเรื่องดีๆ จิตใจก็สบาย มีแต่ความสุขใจ ถ้าคิดเรื่องร้ายๆ จิตใจก็เศร้าหมอง อย่างไรก็ตาม คนที่มีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างรุนแรง จะบังคับควบคุมจิตใจตนเองแทบไม่ได้เลย จะคิดแต่ในเรื่องร้ายๆและสิ้นหวัง จำเป็นต้องรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้าเพื่อให้อาการดีขึ้น ไม่ต้องทุกข์ทรมานใจอยู่นานเป็นเดือนๆ

การรักษาโรคซึมเศร้าด้วยยา

แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ชนิดของยาแก้ซึมเศร้า โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ เช่น ลักษณะของอาการและความรุนแรง ระยะเวลาว่าป่วยมานานเท่าใด ประกอบอาชีพหรือดำรงอาชีพอย่างไร มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง และกำลังรับประทานยาชนิดใดอยู่ เพื่อเลือกยาแก้ซึมเศร้าที่เหมาะสมที่สุดแก่ผู้ป่วย

ยาแก้ซึมเศร้า

ยาแก้ซึมเศร้าส่วนใหญ่ มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมสารสื่อประสาทกลับเข้าเซลล์ จึงทำให้มีปริมาณสารสื่อประสาทเพิ่มขึ้นหรือสมดุลย์ขึ้น ข้อสำคัญคือ ยาแก้ซึมเศร้าไม่มีฤทธิ์เสพย์ติด

ยาแก้ซึมเศร้าก็มีผลข้างเคียงได้ดังยาอื่นๆ เช่น ทำให้มึนๆ ง่วงๆ แต่มักจะเป็นอยู่ช่วงสั้นไม่กี่วันก็หาย หากมีอาการมากจนรบกวนกิจวัตรประจำวัน ผู้ป่วยควรติดต่อแพทย์ผู้รักษา เพื่อขอคำแนะนำในการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนยา

ผลข้างเคียงจากยาแก้ซึมเศร้าชนิดเก่าที่ใช้กันมานาน ได้แก่ อาการหวิวๆ หน้ามืดจะเป็นลม หรือตาพร่า ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะขัดและอ้วนขึ้น เป็นต้น ส่วนผลข้างเคียงจากยาซึมเศร้าชนิดใหม่ๆ (ซึ่งมีราคาแพงเม็ดละหลายสิบบาท) ได้แก่ อาการคลื่นไส้ ปวดมึนศีรษะ และง่วงซึม เป็นต้น

ต้องรับประทานยาแก้ซึมเศร้านานเท่าใด

ถ้าได้ผลดี ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายใจและอาการดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ หลังจากรับประทานยาแก้ซึมเศร้า (เนื่องจากยาต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งในการออกฤทธิ์) หลังจากนั้นควรรับประทานยาต่อไปแม้ว่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้ว หากหยุดรับประทานยาเร็วเกินไปอาจกลับมีอาการซึมเศร้าได้อีก องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรรับประทานยาต่อไปนาน 4-6 เดือนเพื่อป้องกันอาการซึมเศร้ากำเริบอีก มีผู้ป่วยร้อยละ 20 ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องไปอีกหลายๆ ปี

การให้ปรึกษาแนะนำ

ผู้ป่วยและครอบครัวจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาแนะนำ ร่วมไปกับการรับประทานยาแก้ซึมเศร้า ผู้ให้คำปรึกษาแนะนำอาจเป็นจิตแพทย์หรือแพทย์ผู้รักษา นักแนะแนวหรือจิตวิทยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัว ปรับใจ กับปัญหาชีวิตได้ดีขึ้น

หากผู้ป่วยได้รับการรักษาติดต่อกันตามคำแนะนำของแพทย์ โดยรับประทานยาสม่ำเสมอ ในเวลา 6 เดือน จะรู้สึกเหมือนฝันร้ายได้ผ่านพ้นไป

ข้อพึงตระหนัก

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้ามิได้บ่งถึงจิตใจที่อ่อนแอ "คิดไปมากเอง" อย่างที่เข้าใจผิดกัน โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยที่ครอบครัวผู้ป่วยควรให้ความเห็นใจ และจัดการให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ถ้าผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ เพราะไม่ตระหนักถึงความเจ็บป่วยของตัวเอง อาจจำเป็นต้องขอร้องแกมบังคับมาให้พบแพทย์

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ หากอาการรุนแรงมากหรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องรักษาโดยใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ซึ่งปลอดภัยและได้ผลดีกว่าการใช้ยาเสียอีก

สรุป

อารมณ์ซึมเศร้าเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ประมาณว่าประชากร 1 ใน 20 คน กำลังมีภาวะซึมเศร้าอยู่ คำถามกรองว่าท่านมีอารมณ์ซึมเศร้าหรือไม่ มีดังนี้

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าน

  • รู้สึกกลุ้มใจ ซึมเศร้า ทุกๆ วัน หรือทั้งวัน หรือไม่
  • รู้สึกเบื่อทุกๆ สิ่งหรือไม่
  • เบื่ออาหารหรือไม่
  • มีปัญหาในการนอนหลับหรือไม่
  • รู้สึกกระวนกระวาย (หรือซึมๆ เนือยๆ) หรือไม่
  • รู้สึกเพลีย เหนื่อยง่าย หรือไม่
  • รู้สึกผิด ไร้ค่า ไร้ความสามารถ หรือไม่
  • รู้สึกใจลอย ไม่มีสมาธิ หรือไม่
  • รู้สึกเบื่อชีวิต คิดอยากฆ่าตัวตาย หรือไม่

ถ้าท่านมีอารมณ์เศร้า เบื่อทุกๆ อย่าง นานกว่า 2 สัปดาห์ และมีอาการต่อไปนี้อีกอย่างน้อย 4 ข้อ ท่านอาจเป็นโรคซึมเศร้า

  • เบื่ออาหาร ผอมลง
  • นอนไม่หลับ
  • กระวนกระวาย หรือซึมๆ เนือยๆ
  • อ่อนเพลียง่าย
  • รู้สึกผิด ไร้ค่า
  • ขาดสมาธิ
  • คิดอยากตาย

โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยของจิตใจ ผู้ป่วยร้อยละ 70-80 รักษาได้ด้วยยาแก้ซึมเศร้า หากท่านหรือญาติพี่น้องของท่านมีอาการซึมเศร้า โปรดติดต่อแพทย์ของท่านหรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช

[กลับสู่หน้าสารบัญของเรื่องน่ารู้]


โดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ได้ที่สำนักงานพระคลังข้างที่ ในพระบรมมหาราชวัง
โทรศัพท์ 222-0859, 224-3288 โทรสาร 226-2909, 224-9858
รายละเอียดเกี่ยวกับการพระราชทานทุน และการดำเนินงานของมูลนิธิฯ สอบถามได้ที่
สำนักงานประสานงานของมูลนิธิอานันทมหิดล ตั้งอยู่ที่ สำนักงานเลขาธิการองคมนตรี ศาลาลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง
โทรศัพท์ 623-5833-4 โทรสาร 623-5835

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร