go to Kanchanapisek Website
Openning Page
Introduction to Anandamahidol Foundation
Organization
Finance
Qualification
Requirement
Divisions
Students Information
News
Articles
Contact the Foundation
back to the openning page

Articles Banner
Banner

พระเจ้าอยู่หัวกับการทรงสร้างสัญญลักษณ์ทางวิชาการ มูลนิธิอานันทมหิดล
โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี

มูลนิธิอานันทมหิดลตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2502 แต่ก่อนหน้านั้นในปี 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งทุน "อานันทมหิดล" ขึ้นมาก่อนจากทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ ด้วยทรงรําลึกถึงพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งเสด็จสวรรคตไปเมื่อปี 2489 ในการที่ทรงตั้งทุนอานันทมหิดล และต่อมาเป็นมูลนิธิ "อานันทมหิดล" นั้น ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นผู้รับสนองพระราชดําริโดยใกล้ชิด ในการทรงตั้งทุนและมูลนิธิ "อานันทมหิดล" ก็ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะส่งคนไทยที่มีผลการศึกษาเป็นเยี่ยม ไปเรียนวิชาชั้นสูงในต่างประเทศ

ทุน "อานันทมหิดล" นั้นส่งแต่ผู้จบแพทยศาสตร์บัณฑิตไปศึกษาต่อ เมื่อเป็นมูลนิธิแล้ว จึงขยายเป็นหลายแผนกดังที่ปรากฏในปัจจุบัน นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา เป็นบุคคลแรกที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล ในปี 2498 แต่เดินทางไปศึกษาในปี 2500 เพราะต้องปฎิบัติงานก่อน 2 ปี ตามระเบียบในสมัยนั้น ผมได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์ในปี 2500 และเดินทางไปศึกษาในปีเดียวกันนั้น ในปีนั้นพระเจ้าอยู่หัวเพิ่งทรงมีพระชนมายุ 30 พรรษา แต่เมื่อผมเข้ากราบถวายบังคมลานั้น ทรงแนะนำสั่งสอนด้วยพระองค์เองเป็นเวลาหลายชั่วโมง

ในปี พ.ศ. 2502 ได้ทรงให้เปลี่ยนฐานะจากทุนเป็นมูลนิธิอานันทมหิดล เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการบริจาคสมทบมูลนิธินี้ ในปีนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทั้งคุณหมอจรัสและผม ย้ายมารับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล

เมื่อคุณหมอจรัสและผมกลับจากการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกเป็นที่ทำการ คือตึกธนาคารกรุงเทพ สำหรับประสาทศัลยศาสตร์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และตึกอานันทราช สำหรับโลหิตวิทยาที่โรงพยาบาลศิริราช ทำให้ทั้งสองคนสามารถทำงานทางวิชาการในสาขาทั้งสองได้รวดเร็วยั่งยืนขึ้น

ในการสร้างตึกอานันทราชนั้น พระราชทานภาพยนตร์ส่วนพระองค์ให้ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุงเพื่อเป็นทุน สมัยนั้นภาพยนตร์ยังไม่มีมากเหมือนสมัยนี้ จึงมีการฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ให้ประชาชนดูตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ นอกจากนั้น คุณแก้วขวัญ วัชโรทัยยังไปจัดมวยที่เวทีราชดำเนินเพื่อเก็บเงินสมทบทุนสร้างตึกอานันทราช ผมเคยทำหน้าที่ประกาศในโรงหนังและเข้าไปดูมวยในสนามราชดำเนินในครั้งนั้นเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิต เงินที่เหลือจากการสร้างตึก พระราชทานไว้เป็นทุนวิจัยโลหิตวิทยาในมูลนิธิอานันทมหิดล

เป็นเวลาช้านานหลังตั้งมูลนิธิฯ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ "นักเรียนทุนอานันฯ" เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลาก่อนเดินทางไปต่างประเทศ และเข้าเฝ้าอีกเมื่อกลับจากต่างประเทศ ก่อนไปก็ทรงแนะนำสั่งสอนด้วยพระองค์เอง เมื่อกลับมาก็ทรงซักถามถึงวิชาการที่ไปเล่าเรียนมา บ่อยๆ ครั้งที่ทรงใช้เวลานาน เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยวิชาการมาก ครั้งหนึ่งศาสตราจารย์ดาราค์ จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดาเข้าเฝ้า ทรงรับสั่งคุยเรื่องวิชาการอยู่ถึง 4 ชั่วโมง จากการเข้าเฝ้าของศาสตราจารย์ดาราค์ ในครั้งนั้น รัฐบาลแคนาดาได้ทูลเกล้าฯ ถวายทุนให้มูลนิธิส่งคนไปเรียนที่แคนาดา 2 ทุน ผู้ที่ได้รับพระราชทานทุนนี้คือ คุณหมอสง่า ภู่ตระกูล และคุณหมอฤทัย สกุลแรมรุ่ง

วิชาการมีความสำคัญยิ่ง เพราะทำให้รู้ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าอะไรเกิดจากอะไร รู้ว่าอะไรมีประโยชน์อย่างไร รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสำเร็จประโยชน์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยในวิชาการยิ่งนัก และถ้าจะไล่เรียงลำดับขึ้นไปในสายพระโลหิต ก็จะเห็นความเป็นนักวิชาการโดยตลอด คือ สมเด็จพระบรมราชชนก สมเด็จพระปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และสูงขึ้นไปอีกจนอาจกล่าวได้ว่า พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์วิชาการ และเพราะวิชาการในพระราชวงศ์จักรีนี้แหละ ที่ช่วยให้บ้านเมืองร่มเย็นมาเป็นเวลาช้านาน ภายหลังสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยมหาอำนาจตะวันตกล่าเมืองขึ้น ถ้ามาเจอพระมหากษัตริย์ไทยโง่เง่าเต่าตุ่น เขาก็คงจะยึดประเทศไทยเป็นเมืองขึ้นไปแล้ว แต่ทั้งรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นปราชญ์ ช่วยให้บ้านเมืองรอดพ้นจากการถูกยึดเป็นเมืองขึ้นมาได้ วิชาการจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง สังคมไทยโดยทั่วไปยังไม่เห็นความสำคัญ และคุณค่าทางวิชาการเท่าใดนัก

มูลนิธิอานันทมหิดล คือสัญญลักษณ์แห่งความสำคัญของวิชาการ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงทุนลงแรงสร้างขึ้น เพื่อส่งข่าวสารทางความคิดแก่สังคมไทย

นับแต่ปี พ.ศ. 2502 ที่ทรงตั้งมูลนิธิอานันทมหิดลมาจนถึงบัดนี้ สังคมไทยเติบโตเชื่อมโยงสลับซับซ้อน และเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ในสภาพเช่นนี้ยิ่งต้องการปัญญามากขึ้น องคาพยพยิ่งสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นเท่าใด สมองยิ่งต้องโตให้สมสัดส่วน จึงจะป้องกันวิกฤตการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับระบบได้ เป็นการชัดเจนว่า สังคมไทย ณ จุดนี้ ต้องการพัฒนาปัญญาอย่างก้าวกระโดด เพื่อทำให้สามารถเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหม่ๆ ได้

การเรียน "หนังสืออย่างเดียว" ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ไม่เป็นปัญญาที่เพียงพอ ประเทศจะต้องสามารถ "สร้างความรู้ใหม่" ขึ้นให้เหมาะสมกับการใช้งานในสถานการณ์ที่แตกต่างและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีความสามารถในการสร้างความรู้ใหม่ไม่เพียงพอ การที่นักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดลแม้เป็นสมองชั้นเยี่ยมของประเทศ เมื่อกลับจากการศึกษาในต่างประเทศมาแล้ว ก็ไม่สามารถทำการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ได้เท่าไร แสดงให้เห็นว่า ปัญหาอยู่ที่สิ่งแวดล้อมหรือระบบในประเทศไทย ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างความรู้

ประเทศไทยมีความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้อยู่บ้าง เช่น การตั้งสภาวิจัยแห่งชาติ แต่เนื่องจากใช้โครงสร้างในระบบราชการ จึงติดขัดและมีอุปสรรคนานาประการ แต่เมื่อมีการตั้งกองทุนวิจัย และมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ขึ้นมาโดยไม่ใช้ระบบราชการ ภายใน 2 ปี สามารถคิดส่งเสริม สนับสนุนกระบวนการทางปัญญาขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ถ้ามีเงินที่ใช้ได้คล่องตัว และมีคนที่มีความสามารถสูงในการจัดการทางวิชาการ จะสามารถส่งเสริมความเข้มแข็งทางสติปัญญาของประเทศได้ แต่งานทางปัญญาเท่าที่ สกว. ทำอยู่ก็หาเพียงพอไม่ ถ้าประเทศจะแก้ปัญหา และสามารถเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหม่ๆ ได้ ยังต้องการการส่งเสริมความเข้มแข็งทางปัญญามากกว่านี้อีกมากนัก

ขณะนี้สังคมไทยมีเงินมากในระดับหนึ่ง เงินโดยตัวของมันเองยังไม่มีประโยชน์จริง หรืออาจเป็นโทษ การเปลี่ยนเงินให้เป็นปัญญา เป็นระเบียบวาระใหม่ของสังคมไทย

มูลนิธิอานันทมหิดลมีบารมีมาก อยู่ในฐานะที่จะระดมทุนและสร้างการจัดการทางวิชาการที่เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดปัญญาอย่างก้าวกระโดด อันจะช่วยให้สังคมไทยเผชิญวิกฤตการณ์ต่างๆ เป็นสังคมที่มั่นคง ก้าวหน้า และศานติ

[กลับสู่หน้าสารบัญของเรื่องน่ารู้]


โดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ได้ที่สำนักงานพระคลังข้างที่ ในพระบรมมหาราชวัง
โทรศัพท์ 222-0859, 224-3288 โทรสาร 226-2909, 224-9858
รายละเอียดเกี่ยวกับการพระราชทานทุน และการดำเนินงานของมูลนิธิฯ สอบถามได้ที่
สำนักงานประสานงานของมูลนิธิอานันทมหิดล ตั้งอยู่ที่ สำนักงานเลขาธิการองคมนตรี ศาลาลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง
โทรศัพท์ 623-5833-4 โทรสาร 623-5835

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร