Go to Kanchanapisek opening page Kanchanapisek Top Banner Kanchanapisek Site Map
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช | สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี | แนะนำเครือข่ายกาญจนาภิเษก |
หน่วยงานในเครือข่ายกาญจนาภิเษก | หน่วยงานที่ร่วมเสนอผลงาน | ติดต่อผู้จัดทำข้อมูล | Milestones
Musical Talents of H.M.K. Bhumibol Adulyadej

ในหลวงกับพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี
ทรงเป็นนักดนตรีและเป็นดุริยกวี

โดย สุกรี เจริญสุข

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามมินทราธิราช พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่มีพระปรีชาสามารถทางดนตรีสูงมากพระองค์หนึ่ง ในฐานะนักดนตรีทรงเป็นนักดนตรี ที่มีพระปรีชาสามารถในทางบรรเลงเยี่ยงนักดนตรีอาชีพ ในฐานะดุริยกวีทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ถึง ๔๖ เพลง ซึ่งเป็นที่นิยมของคนไทย และชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก บทเพลงของพระองค์ท่าน ถูกนำมาบรรเลงในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งที่บรรเลงในลีลาเพลงแจ๊ส คลาสสิค เพลงสมัยนิยม บทเพลงขับร้องและบทบรรเลง

เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๐๗ สถาบันการดนตรีเมืองเวียนนา [The Institute of Music and Arts of the City of Vienna] ได้ถวายประกาศนียบัตร และสมาชิกกิตติมศักดิ์ให้กับพระองค์ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาดนตรี ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ มหาวิทยาลัยมหิดล ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาดนตรีแด่พระองค์ท่าน

ปลายปี ๒๕๓๖ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดตั้งโครงการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ขึ้น เพื่อที่จะจัดการเรียนการสอนวิชาการดนตรี ในระดับอุดมศึกษาอย่างจริงจังมากขึ้น ให้สามารถเปิดสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกได้ทุกสาขาวิชา เพื่อพัฒนาวิชาการดนตรี ผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งด้านครูดนตรี นักวิชาการดนตรีและการแสดง โครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช สยามมินทราธิราช ที่พระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๕๐ ปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นดุริยกวีที่ยิ่งใหญ่ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประชาชนชาวสยาม" ทรงศึกษาและฝึกดนตรีเยี่ยงนักดนตรีอาชีพ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามมินทราธิราช พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน [รัชกาลที่ ๙] ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่มีพระราชประวัติว่า ทรงเกี่ยวข้องกับการดนตรี มาตั้งแต่สมัยที่ยังทรงเป็น สมเด็จพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ ๘ ขณะที่ทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทรงฝึกเครื่องดนตรีที่โปรดมากที่สุดคือ Clarinet และ Saxophone ทั้งนี้ทรงได้รับการถวายการสอน และฝึกตามแบบฉบับการศึกษาดนตรีอย่างแท้จริง โดยทรงเรียนดนตรีทั้งในลีลาคลาสสิค และลีลาดนตรีแจ๊ส

ทั้งๆ ที่ทรงมีพระราชหฤทัย โปรดที่จะทรงดนตรีแบบแจ๊สมากกว่า แต่ก็ยังต้องทรงฝึกดนตรีในลีลาดนตรีคลาสสิคด้วย พระอาจารย์ได้ถวายคำแนะนำ ให้ทรงฝึกอย่างเข้มงวดนานกว่า ๒ ปี เมื่อได้ทรงฝึกฝนดนตรีขั้นพื้นฐานพอสมควรแล้ว จึงเริ่มทรงดนตรีไปในแนวแจ๊ส โดยทรงฝึกเครื่องเป่ากับแผ่นเสียงของวงดนตรีที่มีชื่อเสียง เช่น วงดนตรีของซิดนี่ บาร์เช่ [Sydney Bachet] ซึ่งเป็นนักเป่า Soprano Saxophone ที่มีชื่อเสียงของโลก พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ ในการทรงเป่าโซปราโนแซกโซโฟนได้ดีที่สุดพระองค์หนึ่ง

พระองค์ทรงเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด อาทิ ทรงเปียโน [Piano] ทรงเป่าแซกโซโฟน ทั้งตระกูลโซปราโนแซกโซโฟน [Soprano Saxophone] อัลโตแซกโซโฟน [Alto Saxophone] เทนเนอร์แซกโซโฟน [Tenor Saxophone] บาริโทนแซกโซโฟน [Baritone Saxophone] ทรงเป่าคลาริเนต [Clarinet] บางครั้งก็ทรงเป่าทรัมเป็ต [Trumpet] และคอร์เน็ต [Cornet] ซึ่งเป็นเครื่องแตรทรงเป็นดุริยกวีนักประพันธ์เพลง

ครั้นเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว จึงได้ทรงเปียโน เพื่อทรงใช้ประกอบในการพระราชนิพนธ์เพลง และทรงเปียโนเพื่อร่วมกับวงดนตรีเป็น การส่วนพระองค์อีกด้วย

ในสมัยที่ทรงดนตรีร่วมกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดลอยู่นั้น ได้ทรงแสดงความสามารถที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลงขึ้น เป็นท่อนเป็นตอนแล้ว แต่ยังไม่ทันครบเพลงก็ทรงหยุดไป เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินตามเสด็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัติพระนครในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักดนตรีสมัครเล่นเข้าไปร่วมบรรเลง อาทิ ม.ล.อุดม สนิทวงศ์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายวิลาศ บุญนาค เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน ทรงสนพระทัยการดนตรีในฐานะนักดนตรี และในฐานะนักประพันธ์เพลง เมื่อทรงทราบว่า ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ทรงเป็นนักแต่งเพลงสมัครเล่นด้วยผู้หนึ่ง จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้เข้าเฝ้าฯ และให้นำเพลงที่ทรงแต่งไปถวายเป็นตัวอย่างด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล ทรงมีพระราชดำรัสถามถึง การแต่งเพลงว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ ได้กราบบังคมทูลว่า ยังไม่สามารถแต่งเพลงบลูส์ [Blues] ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล จึงทรงสาธิตเพลงบลูส์ด้วยเปียโนแล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระราชอนุชาทรงเป็นผู้บรรยาย ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ จึงถวายความเห็นว่า เมื่อพระองค์ทรงมีพื้นฐานทางดนตรีมาอย่างดี น่าจะทรงพระราชนิพนธ์เพลงด้วยพระองค์เอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงมีพระราชดำรัสว่า พระองค์ท่านเองจะไม่ทรงพระราชนิพนธ์ แต่พระราชอนุชาควรจะทรงพระราชนิพนธ์ต่อ เพราะทรงได้ดีแล้วเป็นท่อนเป็นตอน แต่ยังไม่ทันครบเพลงเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงสรุปพระราชทานให้ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ไปทรงแต่งเพลงบลูส์ ตามที่ได้พระราชทานข้อแนะนำ โดยพระองค์เองก็จะทรงพระราชนิพนธ์ด้วย ประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะนั้นยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชอยู่ เมื่อได้ทรงพระราชนิพนธ์เสร็จแล้ว จึงได้ทรงนัดหมายให้ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ เข้าเฝ้าฯ และให้ทรงช่วยประพันธ์คำร้องด้วย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงทรงพระราชนิพนธ์เพลงขึ้น และได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลงไปยังวงดนตรีต่างๆ ในสมัยนั้น เช่น วงดนตรีสุนทราภรณ์ วงดนตรีดุริยโยธิน และวงดนตรีประจำมหาวิทยาลัยต่างๆ ในโอกาสต่อมาด้วย

เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์เพลงแรกคือ เพลง "แสงเทียน" เป็นเพลงบลูส์ แต่เนื่องจากมีพระราชประสงค์ ที่จะทรงแก้ไขให้ดีขึ้น จึงยังไม่โปรดเกล้าฯ พระราชทานออกมา แต่ได้โปรดเกล้าฯ เพลงพระราชนิพนธ์ "ยามเย็น" และเพลง "สายฝน" ออกมาก่อน ซึ่งเป็นที่ซาบซึ้ง และประทับใจของพสกนิกรเป็นอย่างมาก

ต่อมาสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ขอพระราชทานเพลงประจำมหาวิทยาลัย เริ่มจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ขอพระราชทานก่อนโดยมี ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล เป็นผู้ขอพระราชทาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองและโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แล้ว ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ขอพระราชทานคำร้องอีก ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดแต่งคำร้องเอง และส่งมาถวายในภายหลัง จากนั้นสถาบันอื่นๆ จึงได้ขอพระราชทานเพลงประจำสถาบัน ซึ่งก็ได้พระราชทานให้ด้วย

ในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ จะพระราชทานพรให้แก่พสกนิกร โดยใช้บทเพลงแทนการพระราชทานพร จึงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใกล้ชิดร่วมกันแต่งเพลง "พรปีใหม่" ขึ้น และได้โปรดเกล้าฯ ให้ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ทรงเป่า Saxophone ในช่วงแรกและช่วงที่สาม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเป่าต่อในช่วงที่สอง และช่วงที่สี่สลับไปจนครบทำนองเป็นเพลง แล้วทรงประพันธ์คำอวยพรลงในบทเพลงตอนนั้นเลย

เนื่องจากในคืนวันนั้น มีเวลาจำกัดจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่วงดนตรีได้เพียง ๒ วงเท่านั้น คือวงดนตรี ของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งกำลังแสดงอยู่ที่โรงหนังเฉลิมไทย เพลง "พรปีใหม่" นี้ บรรเลงกันเรื่อยมาทุกๆ ปี กลายเป็นเพลงปีใหม่กระทั่งปัจจุบัน

เพลงพระราชนิพนธ์ทุกเพลง เป็นที่ซาบซึ้งของพสกนิกรเป็นอันมาก เพราะนอกจากจะมีความไพเราะอย่างวิเศษแล้ว ยังเป็นเพลงที่มีคติประโยชน์นานัปการ จึงได้มีผู้ขอพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่ เหล่าทหารหาญเป็นลำดับมาคือ เพลงมาร์ชราชวัลลภ ธงชัยเฉลิมพล มาร์ชราชนาวิกโยธิน เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ นอกจากทรงมีพระปรีชาสามารถในศิลปะการดนตรีแล้ว ยังทรงมีพระปรีชาสามารถในงานศิลปะการละครด้วย โดยได้ทรงพระราชนิพนธ์ เพลงชุดแสงเดือนขึ้น เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ที่ใช้ประกอบการแสดงระบำปลายเท้า [บัลเลย์] ซึ่งได้เปิดการแสดง ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร ปรากฏว่า เป็นที่นิยมของประชาชนโดยทั่วกัน และอยู่ในความทรงจำของประชาชน มาจนปัจจุบันนี้

หลังจากเพลงพระราชนิพนธ์ ชุดแสงเดือนแล้ว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ เพลงประกอบการแสดงอีก คือ ชุดมโนราห์ [Kinari Suite] โดยทรงแยกและเรียบเรียงเสียงประสาน แล้วโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้วงดนตรีนำไปบรรเลง และได้มีการบรรเลงประกอบการแสดงด้วย ปรากฏว่าเป็นที่ตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง นับได้ว่าเพลงพระราชนิพนธ์ชุดดังกล่าว เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ชัดว่า ทรงมีพระปรีชาสามารถ ในการพระราชนิพนธ์เพลงทุกประเภท ทั้งเพลง Pop, Light Music และ Classic ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์คำร้องเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่เพลง Still on My Mind, No Moon และ Dream Island

ปัจจุบันเมื่อภาวะการบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ความเสียสละเพื่อพสกนิกร พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เพลงปลุกใจ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ประชาชน แสดงออกซึ่งความรักชาติ เสียสละเพื่อส่วนรวม และเพื่อให้พสกนิกรร่วมแรงร่วมใจกัน พัฒนาชาติบ้านเมือง ทรงพระราชนิพนธ์เพลง "ความฝันอันสูงสุด" และเพลง "เราสู้" เป็นต้น

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานเพลง "ยิ้มสู้" ให้แก่โรงเรียนสอนคนตาบอด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่คนตาบอด ส่วนเนื้อร้องภาษาอังกฤษนั้น ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ได้แปลงจากบทกลอนชื่อ Smiles ในหนังสือ Bed Time Stories

นอกจากจะทรงอัจฉริยะ ในเรื่องการพระราชนิพนธ์เพลงแล้ว ยังทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง ในการทรงดนตรีอีกด้วย ซึ่ง ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ทรงเล่าว่า ในระหว่างที่ทรงพระประชวร อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด ์ และในระยะที่ทรงพักฟื้นอยู่นั้น คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา ได้ห้ามมิให้ทรงเล่นเครื่องเป่าทุกชนิด

ในวันหนึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้ ม.จ.จักรพันธ์ฯ ทรงเป่าแซกโซโฟน เฉพาะเพียงให้เป่าออกเสียงถวาย โดยที่ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ ประทับลงกับพื้น แล้วพระองค์ท่าน ทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปโอบแล้ว ทรงใช้นิ้วพระหัตถ์ กดแป้นแซกโซโฟนบรรเลงเป็นเพลงขึ้น ปรากฏเป็นเสียงแซกโซโฟนที่ไพเราะมาก ทำให้สมเด็จพระราชชนนี ซึ่งประทับอยู่อีกห้องหนึ่ง ตกพระทัยรีบเสด็จเข้าไปทอดพระเนตร พร้อมด้วยข้าราชบริพาร และคณะแพทย์ ซึ่งพากันตกใจวิ่งเข้าไปเฝ้ากันเป็นการใหญ่ จึงกลายเป็นเรื่องน่าแปลกใจอย่างยิ่งที่ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริทรงเป็นผู้เป่า เฉพาะลมให้ออกเสียงถวาย แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้นิ้วพระหัตถ์กดแป้นนิ้วบรรเลง

พระปรีชาสามารถในด้านการดนตรีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่จะสร้างความประทับใจ ให้แก่พสกนิกรชาวไทยเท่านั้น แต่ยังได้มีบทบาทสำคัญ และเป็นที่ชื่นชมของชาวต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง เมื่อครั้งเสด็จเมืองเวียนนา นครแห่งดนตรี โดยมีวงดนตรีนีเดอร์เออสดอร์ไรซ์ โทนคืนสเล่อร์ ออร์เคสตร้า [N.Q.Tonkunstler Orchestra] ซึ่งควบคุมโดย ไฮน์ วัลลเบอร์ก ได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุด มโนราห์ สายฝน ยามเย็น มาร์ชราชนาวิกโยธิน และเพลงมาร์ชราชวัลลภ ซึ่งจัดบรรเลง ณ คอนเสิร์ทฮอลล์ กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๐๗

ครั้งนั้นสถานีวิทยุกระจายเสียง ของรัฐบาลออสเตรีย ได้ส่งกระจายเสียงเพลง และเสนอข่าวนี้ไปทั่วประเทศ นับเป็นครั้งแรก ที่พระมหากษัตริย์แห่งทวีปเอเซีย ได้ทรงเข้าไปมีบทบาทอันสำคัญยิ่ง ในนครแห่งดนตรีนี้ด้วย หลังจากนั้น ในวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๐๗ ทางรัฐบาลออสเตรียได้ถวายปริญญา และสมาชิกกิตติมศักดิ์หมายเลขที่ ๒๓ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ สถาบันการดนตรีและศิลปแห่งกรุงเวียนนา ปรากฏพระนามอยู่บนแผ่นหินสลักของสถาบัน ทั้งๆ ที่สถาบันแห่งนี้มีกำเนิดมาช้านานแล้ว และทรงเป็นชาวเอเซียแต่เพียงพระองค์เดียว ที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติ ให้ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์นี้ นับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ของพสกนิกรชาวไทยทุกคนด้วยอย่างยิ่ง

ผลงานเพลงพระราชนิพนธ์ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระปรีชาสามารถพร้อมมูลในทุกๆ ด้าน พระองค์ทรงเป็นนักดนตรี นักประพันธ์เพลง นักเรียบเรียงเสียงประสาน ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างสูงยิ่ง ทรงเป็นนักแซกโซโฟน นักคลาริเนต นักทรัมเป็ต และนักเปียโน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาสามารถทางดนตรีเป็นพิเศษ ทั้งคลาริเนตและแซกโซโฟน มีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลก เดินทางมาแสดงในเมืองไทย และได้บรรเลงร่วมวงกับพระองค์ท่าน ทรงบรรเลงอย่างคีตปฏิภาณ [Improvisation] ได้อย่างคล่องแคล่ว และฉับพลัน อาทิ เบนนี่ กูดแมน [Benny Goodman] นักคลาริเนต แจ๊ก ทีการ์เดน [Jack Teagarden] ซึ่งเป็นนักระนาดฝรั่ง ลีโอเนล แฮมพ์ตัน [Lionel Hampton] นักทรอมโบน นอกจากนั้นยังมีแสตน เก็ตส์ [Stan Getz] ซึ่งเป็นนักแซกโซโฟนเอกของโลกอีกคนหนึ่ง

นักดนตรีที่ดีนั้นหายาก นักดนตรีที่ดีและประพันธ์เพลงด้วยนั้น หายากยิ่งขึ้นไปอีกและถ้าหากจะหานักดนตรี นักประพันธ์เพลง และเป็นพระมหากษัตริย์ด้วยแล้ว มีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักดนตรี ทรงเป็นดุริยกวี และทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว ที่ทรงเป็นนักดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ ดุจนักดนตรีอาชีพพระบรมราโชวาท ที่เกี่ยวกับการดนตรี

พระบรมราโชวาทพระราชทาน เนื่องในงานสังคีตมงคล ครั้งที่ ๒ ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร วันพฤหัสบดี ที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๑๒ ความตอนหนึ่งว่า

"...ดนตรีนี้มีไว้สำหรับให้บันเทิง แล้วก็ให้จิตใจสบาย ดนตรีนี่คือเสียง แต่สิ่งประกอบยังมีว่า เสียงนั้นเป็นเสียงอะไร นั่นน่ะ ยังเป็นคุณภาพของเสียง ...พวกเราเป็นนักดนตรี นักเพลง นักเกี่ยวข้องกับเรื่องศิลปะในด้านการแสดง การแสดงโดยเฉพาะดนตรี พวกเรานี่มีความสำคัญมาก ไม่ใช่น้อยสำหรับส่วนรวม เพราะว่าดนตรีนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่จะแสดงออก ซึ่งความรู้สึกของชนหมู่หนึ่ง ในที่นี้ชนคนไทยก็คือ ประชาชนคนไทยทั้งหลาย จะแสดงความรู้สึกออกมา หรือจะรับความรู้สึกที่แสดงออกมา ก็ด้วยดนตรี พวกเราที่เป็นนักเพลงนักดนตรี จึงมีความสำคัญยิ่ง..."

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ชาวคณะสุนทราภรณ์ เนื่องในวาระครบรอบ ๓๐ ปี สุนทราภรณ์ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ ความตอนหนึ่งว่า

"...เดี๋ยวนี้สังเกตเห็นว่า เพลงมีทางดีและทางเสียได้ ๒ อย่าง ถ้าอย่างที่ดีก็ทำให้ไม่เสื่อมเสียด้านศีลธรรม และส่วนดีนั้น ก็ชักจูงให้คนประกอบอาชีพในทางถูกต้องเหมาะสม ไม่ทำลายบ้านเมือง ในส่วนเสียนั้นข้อหนึ่ง ก็คือทำให้เสื่อมเสียในศีลธรรม ข้อสองก็คือเสื่อมในความรักชาติรักประเทศ ทั้งสองอย่าง ถ้าตั้งใจทำก็ทำได้ จะทำให้ประชาชนไม่ทำลายศีลธรรม หรือทำให้มีเพลงที่ช่วยให้รักชาติไม่ทำลายชาติ แต่ว่ามีเหมือนกันที่เพลงทำลายบ้านเมือง และทำลายความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง เราจึงต้องพยายาม ความพยายามนั้นก็มีได้ ๓ อย่างคือ
๑. ตั้งใจดีต่อบ้านเมือง ต่อศิลปะ
๒. เป็นส่วนที่ตั้งใจร้ายต่อบ้านเมือง
๓. ไม่ดีไม่ร้าย ทำเพียงแต่จะหากิน

พวกเราอย่าอยู่อย่างพวก ๒ กับ ๓ การทำมาหากินนั้นเราก็ทำ แต่อย่าทำลายศีลธรรม และอย่าทำลายชาติหรือศิลปะ..."

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ คณะกรรมการประกวดแผ่นเสียงทองคำ ศิลปิน นักแสดง นักวิชาการประกวดภาพยนตร์ คณะกรรมการจัดงานประกวดภาพยนตร์ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันพุธที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๘ ความตอนหนึ่งว่า

"...ศิลปะการดนตรี การเพลง การแสดงนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับบุคคลทุกคน จะเป็นในประเทศไทย หรือต่างประเทศที่ไหนก็ตาม ก็ถือว่าดนตรีคือการแสดง ถือว่าเพลงเป็นส่วนสำคัญ เพราะเป็นการแสดงออกมา ซึ่งจิตใจที่มีอยู่ในตัว จิตใจนั้นจะมีอย่างไร เพลงหรือการแสดงดนตรี หรือการแสดงภาพยนตร์ แสดงละครก็ได้แสดงออกซึ่งความคิด หมายถึงความดีที่มีอยู่ในตัวได้ทั้งนั้น

นอกจากนั้น ก็สามารถที่จะแสดงความคิดในทางอื่นก็ได้ เช่น แม้จะลัทธิการเมือง หรือความรู้สึกในชาติบ้านเมือง ความรู้สึกในเรื่องของมวลมนุษย์ ก็ออกมาได้ทั้งนั้น อยู่ที่บุคคลเท่านั้นเองที่จะแสดงออกมาอย่างไร สำหรับผู้ที่เป็นศิลปินในด้านเพลง ในด้านแสดงดนตรี ในด้านแสดงละคร หรือภาพยนตร์ในประเทศไทย ข้าพเจ้าเข้าใจว่า มีจิตใจอยู่อย่างเดียวคือ อยากที่จะทำให้ประเทศชาติอยู่เป็นปึกแผ่น และเพื่อให้ประเทศชาติ เป็นปึกแผ่นนั้นมีวิธีอย่างหนึ่ง ซึ่งดีมากก็คือ แสดงว่าประเทศไทย เรามีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือจะว่า มีเอกลักษณ์คือมีการแสดงออกมาได้ว่า คนไทยเรามีประเทศชาติ คนไทยเรามีประวัติศาสตร์ที่ยืนนานมานานเป็นร้อยๆ ปี เรารักษามาได้แล้ว ก็ทำให้มีความเป็นไทยอยู่ในจิตใจแท้ๆ ความเป็นไทยที่มีอยู่ในจิตใจจะออกมาทางศิลปะ ...แต่ถ้าไม่ระมัดระวังและไปเชื่อว่า ดนตรีต้องเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่การซึ่งมีอยู่ในใจแท้ๆ แต่เป็นการเรียกว่าการรับจ้าง..."

พระบรมราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่คณะกรรมการของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยฯ เฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อสมทบทุน "โครงการพัฒนาตามพระราชประสงค์" ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันพุธที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๔ ความตอนหนึ่งว่า

"...การดนตรีนี้จึงมีความสำคัญสำหรับประเทศชาติ สำหรับสังคม ถ้าทำดีๆ ก็ทำให้คนเขามีกำลังใจที่จะปฏิบัติงานการ ก็เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ให้ความบันเทิง ทำให้คนที่กำลังท้อใจมีกำลังใจขึ้นมาได้ คือเร้าใจได้ คนกำลังไปทางหนึ่งทางที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะดึงกลับมาในทางที่ถูกต้องได้ ฉะนั้นดนตรีนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงพูดได้กับท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการดนตรีในรูปการณ์ต่างๆ ว่า มีความสำคัญและต้องทำให้ถูกต้อง ต้องทำให้ดีทั้งถูกต้อง ในทางหลักวิชาของการดนตรีอย่างหนึ่ง และก็ถูกต้องตามหลักวิชาของผู้ที่มีศีล มีธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็จะทำให้เป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นประโยชน์ทั้งต่อส่วนรวมทั้งส่วนตัว เพราะก็อย่างที่กล่าวว่า เพลงนี้มันเกิดความปีติภายในของตัวเองได้ ความปีติในผู้อื่นได้ ก็เกิดความดีได้ความเสียก็ได้ ฉะนั้นก็ต้องมีความระมัดระวังให้ดี..."

ลำดับปีพุทธศักราชที่ทรงพระราชนิพนธ์เพลง

  • ๒๔๘๙ เพลง สายฝน [Falling Rain] แสงเทียน [Candle Light Blues] ยามเย็น [Love at Sundown] ใกล้รุ่ง [Near Dawn]
  • ๒๔๙๐ เพลง ชะตาชีวิต [The H.M.Blues] ดวงใจกับความรัก [Never Mind the H.M.Blues]
  • ๒๔๙๒ เพลง มหาจุฬาลงกรณ์ [Chulalongkorn Alma Mater] อาทิตย์อับแสง [Blue Day] เทวาพาคู่ฝัน [Dream of Love Dream of You] คำหวาน [Sweet Words]
  • ๒๔๙๓ เพลง แก้วตาขวัญใจ [Lovelight in My Heart]
  • ๒๔๙๕ เพลง พรปีใหม่ [New Year Greetings] ยิ้มสู้ [Smiles] มาร์ชธงชัยเฉลิมพล [The Colours March]
  • ๒๔๙๖ เพลง ยามค่ำ [Twilight] มาร์ชราชวัลลภ [The Royal Guards March]
  • ๒๔๙๗ เพลง ศุกร์สัญลักษณ์ [Friday Night Rag] เมื่อโสมส่อง [I Never Dreamed] ลมหนาว [Love in Spring]
  • ๒๔๙๘ เพลง Oh I Say, Can't You Ever See, Lay Kram goes Dixie
  • ๒๔๙๙ เพลง ค่ำแล้ว [Lullaby]
  • ๒๕๐๐ เพลง สายลม [I Think of You] ไกลกังวล
  • ๒๕๐๑ เพลง แสงเดือน [Magic Beams]
  • ๒๕๐๒ เพลง ฝัน [Somewhere Somehow] Alexandra, มาร์ชนาวิกโยธิน [The Royal Marines March]
  • มโนราห์ [The Kinari Suite]: The Nature Waltz The Hunter Kinari Waltz
  • มโนราห์: ภิรมย์รัก [The Kinari Suite: A Love Story]
  • ๒๕๐๖ เพลง When [ทำนองเพลงไกลกังวล] ธรรมศาสตร์ [Thammasart Alma Mater]
  • ๒๕๐๘ เพลง ในดวงใจนิรันดร์ [Still on My Mind] เกาะในฝัน [Dream Island], Old-Fashioned Melody, No Moon
  • ๒๕๐๙ เพลง เพลินภูพิงค์ แว่ว [Echo] เกษตรศาสตร์ [Kasetsart Alma Mater]
  • ๒๕๑๐ เพลง เตือนใจ [ทำนองเพลง Old-Fashioned Melody]
  • ๒๕๑๒ เพลง ไร้เดือน [ทำนองเพลง No Moon]
  • ๒๕๑๔ เพลง ความฝันอันสูงสุด
  • ๒๕๑๖ เพลง แผ่นดินของเรา [ทำนองเพลง Alexandra] เราสู้
  • ๒๕๓๘ เพลง รัก เมนูไข่ [ไข่เจียว] เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๘ ทรงพระราชทานเพลง "รัก" ทำนองในพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และคำร้อง ในพระราชนิพนธ์ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ทั้งเทป แผ่นเสียง และซีดีเพลงพระราชนิพนธ์
  • ผลงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ถูกนำไปบรรเลงในรูปแบบต่างๆ มากมายและหลากหลาย ทั้งที่เป็นเทป แผ่นเสียง [Long Play] และเป็นแผ่นซีดี [Compact Disc] จากทำนองเพลงดั้งเดิม ก็ถูกนำไปถ่ายทอดในหลากหลายลีลา เพลงร้อง เพลงบรรเลง ทั้งในลีลาเพลงแจ๊ส เพลงสมัยนิยม และเพลงคลาสสิค มีตั้งแต่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชิ้นเดียว อย่างกีตาร์คลาสสิคหรือเปียโนไปกระทั่งวงขนาดใหญ่ [Big Band] และวงออร์เคสตร้า[Orchestra]

    ตัวอย่างเทป แผ่นเสียง และซีดีเพลงพระราชนิพนธ์ ที่พอจะรวบรวมมาได้จำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ยังมีเทป แผ่นเสียง และซีดีอีกหลายชุด ที่ไม่สามารถนำมาเสนอในที่นี้ได้ แต่มีความหวังไว้ว่า จะมีการเก็บรวบรวมให้ครบมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตามในปี ๒๕๓๘-๙ มีเพลงพระราชนิพนธ์ ที่จะออกมาใหม่อีกหลายชุด เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติ ฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี

    ๑. เพลงพระราชนิพนธ์ Music Composed by H.M. the King บริษัทเมโทรแผ่นเสียง-เทป MT181, MT 182, MT 183, MT 184, MT 185 แผ่นเสียงชุดนี้เป็นแผ่นเสียง เทป และซีดี ๕ ชุด เป็นการรวบรวมผลงานเพลงพระราชนิพนธ์ ทั้งที่เป็นเพลงบรรเลง และเพลงที่ขับร้องทั้งหมด ๔๖ เพลง ผลงานการเรียบเรียงเสียงประสาน โดยนักดนตรีแจ๊สชาวต่างประเทศที่มีชื่อเสียง นักดนตรีเหล่านี้เข้ามาอยู่เมืองไทย ประกอบอาชีพเล่นดนตรีในไนท์คลับ และห้องบันทึกเสียง

    ผู้ที่เรียบเรียงเสียงประสานประกอบด้วย กังวาล ชลกุล [มิสเตอร์กัง นักดนตรีชาวเกาหลี มีผลงานการเรียบเรียงเสียงประสานเพลงไทยไว้จำนวนมาก เป็นหัวหน้าวงศรีกรุง] ผลงานของโรเจอร์ เฮอเรร่า และอดิง อริสโทรีนาส [นักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ ต่อมาเป็นนักเขียนวิจารณ์ดนตรี ใช้ชื่อปัญญา ในหนังสือพิมพ์ The Nation]

    นักร้องประกอบด้วย สวลี ผกาพันธ์ สุเทพ วงศ์กำแหง ธานินทร์ อินทรเทพ สามารถ บริบูรณ์ จินตนา สุขสถิตย์ มนตรี [ไม่ทราบนามสกุล] บุษยา รังษี และเพลงบรรเลง

    เพลงพระราชนิพนธ์ชุดนี้ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่คุ้นหูมากที่สุด เนื่องจากเรียบเรียงเป็นเพลง Big Band และขับร้องโดยนักร้องยอดนิยม ประชาชนส่วนใหญ่ จะได้ยินเพลงชุดนี้จากสื่อวิทยุและโทรทัศน์

    ๒. เพลงความฝันอันสูงสุด วงสุนทราภรณ์ ขับร้องโดย ยรรยงค์ เสลานนท์ บริษัทเมโทรแผ่นเสียง-เทป SA-004

    ผลงานการบันทึกเสียงของคณะสุนทราภรณ์ เป็นแผ่นซีดี ในชุดนี้ มีเพลงพระราชนิพนธ์เพียงเพลงเดียว คือเพลงความฝันอันสูงสุด ขับร้องโดย ยรรยงค์ เสลานนท์ นอกจากนั้น เป็นเพลงปลุกใจของคณะสุนทราภรณ์ทั้งสิ้น

    ๓. เพลงพระราชนิพนธ์ ๙ เก้าเพลงพระราชนิพนธ์ ชุดแสงเทียน บริษัทคีตาเรคคอร์ดส จำกัด RTCD.0133

    คณะเฉลียงและศิลปินค่ายคีตา เลือกเพลงพระราชนิพนธ์จำนวน ๙ เพลง แล้วนำมาเรียบเรียงเสียงใหม่ เป็นเพลงร้อง นักร้องประกอบด้วย นรีกระจ่าง คันมาศ คณะ Coco Jazz คณะมะลิลาบราซิเลียน คณะเฉลียง อังศณา ช้างเศวต และเพลงบรรเลง สีไวโอลินโดย นพ โสตถิพันธุ์

    เพลงพระราชนิพนธ์ในแผ่นเสียงชุดนี้ ประกอบด้วย แสงเทียน สายฝน ใกล้รุ่ง อาทิตย์อับแสง ชะตาชีวิต ยามเย็น ไร้เดือน แก้วตาขวัญใจ พรปีใหม่

    ๔. Thailand โดย Richard Clayderman ของมูลนิธิแผ่นดินธรรม Richard Clayderman ชื่อจริงว่า Philippe Pages เริ่มเรียนดนตรีที่สถาบันการดนตรี แห่งกรุงปารีส [Paris Conservatoire of Music] ตั้งแต่อายุได้ ๑๒ ขวบ มีพื้นฐานการเรียนเปียโนคลาสสิคเป็นอย่างดี ต่อมาได้หันเหลีลาเพลง ไปเล่นดนตรีสมัยนิยม ครั้นอายุได้ ๒๒ ปี ผ่านการคัดเลือกให้เล่นเพลงบรรเลง ที่เรียบเรียงเสียงขึ้นมาใหม่ในลีลาเพลงสมัยนิยม

    ผลงานเพลงชุด Ballade Pour Adeline เขาเปลี่ยนชื่อจาก Philippe Pages เป็นชื่อใหม่ว่า Richard Clayderman และทำให้เขามีชื่อเสียงแพร่ไปทั่วโลก ขายแผ่นเสียงได้ไม่ต่ำกว่า ๒๒ ล้านแผ่น

    ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ คุณวิมล เตชะไพบูลย์ ได้เชิญ Richard Clayderman เดินทางมาแสดงที่เมืองไทย พร้อมกับบันทึกเสียงเพลงไทยจำนวน ๑๐ เพลง ในจำนวนนี้มีเพลงพระราชนิพนธ์อยู่ ๔ เพลงด้วยกันคือ Falling Rain, Magic Beams, Love in Spring และ Candle Light Blues

    ๕. เพลงพระราชนิพนธ์ บรรเลง โดยคณะ Infinity G 055005 แผ่นเสียงชุดนี้ เป็นเพลงบรรเลงในลีลา Fusion Jazz โดยคณะ Infinity ซึ่งบันทึกเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๒ มีทั้งหมด ๘ เพลงด้วยกันคือ ไร้เดือน ยามค่ำ สายลม แสงเทียน ฝัน เกาะในฝัน ยามเย็น และเพลงสายฝน ซึ่งเป็นผลงานการเรียบเรียง เสียงประสานของศรายุทธ สุปัญโ

    ๖. เพลงพระราชนิพนธ์ บรรเลงชุด สายฝน โดยวงบางกอกแซกโซโฟนควอเตต วงบางกอกแซกโซโฟนควอเตต [Bangkok Saxophone Quartet, BSQ] ได้บันทึกเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ในชุด สายฝน มีทั้งหมด ๑๖ เพลงด้วยกัน เป็นการบรรเลงด้วยวงแซกโซโฟน ๔ ชิ้น โซปราโน อัลโต เทนเนอร์ และบาริโทนแซกโซโฟน มีวัตถุประสงค์ เพื่อหารายได้ให้กับพิพิธภัณฑ์เด็ก ซึ่งสนับสนุนการบันทึกเสียง โดยธนาคารกสิกรไทย บันทึกเสียงเมื่อ ปี ๒๕๓๕ ซีดีชุดนี้เป็นผลงานชิ้นแรกของ วงบางกอกแซกโซโฟนควอเต

    ๗. เพลงพระราชนิพนธ์ [บรรเลง] จัดทำโดยสำนักพระราชวัง CD-2005 แผ่นซีดี [Compact Disc] ชุดนี้ เป็นการนำเพลงพระราชนิพนธ์บรรเลงจำนวน ๔๐ เพลง โดยบรรเลงเป็นวงขนาดใหญ่ [Big Band] แต่ไม่มีรายละเอียดอื่นใด

    ๘. เทป-แผ่นเสียง ตรามงกุฎ แม่ไม้เพลงไทย ถ่ายสำเนา เป็นเทปจากแผ่นเสียง [Long Play] ตรามงกุฎ เป็นเพลงขับร้องโดย สุเทพ วงศ์กำแหง จินตนา สุขสถิตย์ สวลี ผกาพันธุ์ ชรินทร์ นันทนาคร อย่างไรก็ตาม เพลงชุดนี้ไม่ได้บันทึกเสียงขึ้นมาใหม่ เพียงแต่นำเพลงที่บันทึกไว้แล้วในแผ่นเสียงเก่า มาบันทึกลงในเทปคาสเซ็ทใหม่ เพื่อยืดอายุของเพลงในชุดนี้ เพราะแผ่นเสียงหมดความนิยมอีกต่อไป

    ๙. เทปเพลงพระราชนิพนธ์ เทปชุดนี้ได้ทำขึ้นเป็นเพลงบรรเลง บรรเลงด้วยวงดนตรีขนาดเล็ก เรียบเรียงเสียงประสานโดย ประสิทธิ์ พยอมยงค์ ซึ่งเป็นนักเปียโน และเรียบเรียงเสียงประสานที่มีชื่อเสียงของไทย

    ๑๐. เทปเพลงพระราชนิพนธ์ กีตาร์คลาสสิค ชุด คืนหนึ่ง เทปเพลงพระราชนิพนธ์ชุดนี้ ได้เรียบเรียงเสียงประสานขึ้น สำหรับกีตาร์คลาสสิคและเครื่องไฟฟ้า [String] โดยเขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ และอนุวัฒน์ สืบสุวรรณ โดยมีฮักกี้ ไอเคิ้ลมานน์ เป็นผู้เล่น

    ๑๑. เพลงพระราชนิพนธ์ ชุดพิเศษ เพลงพระราชนิพนธ์ชุดพิเศษ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่จัดทำขึ้นโดย คณะกรรมการเอกลักษณ์แห่งชาติ อำนวยการผลิตโดย อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ออกมาเป็นเทป ๓ ม้วนด้วยกัน

    ม้วนที่ ๑ เป็นเพลงร้อง มีนักร้องรุ่นเก่าและนักร้องรุ่นใหม่ อาทิ สวลี ผกาพันธ์ สุเทพ วงศ์กำแหง จินตนา สุขสถิตย์ วัชราภรณ์ สุขสวัสดิ์ คณะนักร้อง Hot Peppers เศรษฐา ศิระฉายา อัญชุลี บัวแก้ว นนทิยา จิวบางป่า ระวิวรรณ จินดา ทิพย์วรรณ ปิ่นภิบาล และอิสริยา คูประเสริฐ ส่วนเทปม้วนที่ ๒-๓ เป็นเพลงบรรเลง

    ผลงานการเรียบเรียง และการบรรเลงในชุดนี้ เป็นผลงานของนักดนตรีของไทยเป็นเสียส่วนใหญ่ ประกอบด้วย แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ประสิทธิ์ พยอมยงค์ ปราจีน ทรงเผ่า อิทธินันท์ อินทรนันท์ กิตติคุณ สดประเสริฐ วิจิตร จิตรรังสรรค์ และมีผลงานการเรียบเรียงเสียงประสานของ พระเจน ดุริยางค์ เพลงสายฝน มาบันทึกไว้ด้วย

    ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคมของทุกปี และวันสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวันราชสำนัก ปวงพสกนิกร จะได้ยินเพลงพระราชนิพนธ์ทั่วไทย ทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ แม้กระทั่งในสายการบินไทย ซึ่งได้ใช้เพลงพระราชนิพนธ์ โดยรวบรวมเพลงบรรเลง เปิดตลอดเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ทั้งสายการบินภายในและภายนอกประเทศ

    พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย ขณะเดียวกันพระองค์ ทรงเป็นนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นดุริยกวีที่ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นหลักชัยให้กับนักดนตรี ทรงเป็นแสงเทียนให้กับนักเรียนที่เรียนดนตรี และมีเป้าหวังที่จะยึดดนตรี เป็นอาชีพในอนาคตต่อไป


    สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๔๑ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗
    ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร